ประธานศาลรัฐธรรมนูญเสียใจ ปม "เอกสารมีชัยหลุด" ย้ำ ประชุม 8 ก.ย. ยังไม่ตัดสินคดี “นายกฯ 8 ปี”

มีชัย ฤชุพันธุ์ กับความเห็นที่แตกต่าง จนถูกมองว่า "มีชัย มี 2 คน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, มีชัย ฤชุพันธุ์ กับความเห็นที่แตกต่าง จนถูกมองว่า "มีชัย มี 2 คน"

ประธานศาลรัฐธรรมนูญ “เสียใจ” และ “กังวลเป็นอย่างมาก” หลังเอกสารที่อ้างว่าเป็นความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ตีความว่าการนับวาระนายกฯ ต้องเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 หลุดหรือรั่วไหลไปสู่โซเชียลมีเดีย ไม่ยืนยันเป็นของจริงหรือไม่ พร้อมสยบข่าวลือนัดตัดสินคดี “นายกฯ 8 ปี"

ตลอดสองวันมานี้ สังคมให้ความสนใจกับเอกสารที่ใช้ชื่อเรื่องว่า "ความเห็นเห็นเกี่ยวกับ มาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ลงนามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธาน กรธ. ส่งถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ ความยาว 3 หน้ากระดาษ โดยเอกสารดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในหมู่นักการเมือง สื่อมวลชน และประชาชน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่วานนี้ (6 ก.ย.) ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดออกมายืนยันว่าเป็นเอกสารจากอดีตประธาน กรธ. จริงหรือไม่ แม้แต่เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องนี้

นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดแถลงข่าวด่วนวันนี้ (7 ก.ย.) ยืนยันว่า การนัดประชุม 8 ก.ย. ไม่ใช่เรื่องที่ศาลไปเร่งเวลา หรือทำให้เวลาช้าลงแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่าได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนที่อยู่ในกระบวนพิจารณาของศาลตามปกติ

เขายังปฏิเสธข้อวิเคราะห์และข่าวลือเกี่ยวกับคดี “นายกฯ 8 ปี” ที่มีการคาดหมายกันว่าศาลอาจมีคำวินิจฉัยในวันพรุ่งนี้ และมีการอ้างถึงมติของตุลาการด้วย โดยระบุว่า กระบวนการยังไม่ไปถึงขั้นนั้น เพราะเป็นเพียงการนำพยานหลักฐานที่ศาลขอมาจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาว่าทุกอย่างที่ได้มา เพียงพอจะพิจารณาวินิจฉัยต่อไปได้หรือไม่

ส่วนการคาดการณ์จากบุคคลภายนอก นายเชาวนะกล่าวว่า ศาลไม่ได้รับฟัง และไม่ได้ตำหนิติเตียนใด ๆ พร้อมยืนยันว่าตุลาการทั้ง 9 คนล้วนเป็นอิสระ ไม่มีใครรู้ว่าใครจะวินิจฉัยอย่างไร

“ณ เวลานี้ ยังไม่เป็นที่ยุติว่าพยานหลักฐานคดีนี้มีเพียงพอหรือยัง และยังไกลเกินไปที่จะบอกว่าท่านตัดสินแล้ว ก็เป็นการด่วนสรุปที่จะเร็วเกินไป” เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าว

เมื่อ 24 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ ส.ส. ฝ่ายค้าน ที่ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลง ตามมาตรา 170 วรรคสอง และมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยฝ่ายค้านเห็นว่า พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ครบ 8 ปี ในวันที่ 23 ส.ค. 2565 นับจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ครั้งแรกเมื่อ 24 ส.ค. 2557 และมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ให้ พล.อ. หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 24 ส.ค. 2565 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

แจงขั้นตอนพิจารณาคดีของศาล รธน.

ศาล รธน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นายเชาวนะชี้แจงขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ไว้ดังนี้

  • ถ้าข้อเท็จจริงพยานหลักฐานต่าง ๆ เพียงพอต่อการพิจารณา ก็ให้ศาลยุติการแสวงหาพยานหลักฐาน
  • กำหนดประเด็นวินิจฉัย
  • ศาลนัดอ่านคำแถลงของตุลาการแต่ละคนในที่ประชุม ปรึกษาหารือ และลงมติ
  • ถ้าเป็นคำร้องที่มีคู่กรณี โดยประเพณีปฏิบัติ ศาลจะลงมติในช่วงเช้า และอ่านในช่วงเย็นหรือบ่าย “การที่ศาลจะอ่าน ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในระหว่างการไต่สวน ศาลจะนัดล่วงหน้า โดยมีกรอบเวลาขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 7 วัน ให้คู่ความมาฟังศาลอ่านคำวินิจฉัย”

ประธานศาล รธน. เสียใจ ปม “เอกสารหลุด”

นายเชาวนะกล่าวด้วยว่า นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แสดงความ “ห่วง” “เสียใจ” “กังวลเป็นอย่างมาก” และ “ไม่ได้นิ่งนอนใจ” ภายหลังปรากฏข่าวว่าหนังสือของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หลุดหรือรั่วไหลไปสู่โซเชียลมีเดีย โดยให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเอกสารมีที่มาที่ไปอย่างไร

“ท่านประธานมีความเสียใจอย่างยิ่งต่อเอกสารที่รั่วไหล แม้ยังไม่ทราบที่มาที่ไป แต่ก็กระทบกับผู้ให้ความเห็น และกระทบถึงคู่ความในคดีด้วย” เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าว

แม้ไม่ได้ตอบคำถามชัดเจนว่าเอกสารของนายมีชัยใช่ของจริงหรือไม่ แต่เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญยอมรับว่า “ศาลขอความเห็นไปจริง” เอกสารที่รั่วไหล มีการอ้างว่านายมีชัยส่งให้ศาล จึงมีความจำเป็นที่ศาลต้องตรวจสอบ เพื่อให้เห็นว่ามาตรการที่ศาลกำหนดไว้ทำให้มีข้อบกพร่องได้อย่างไร เพราะเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี และมีผลกระทบต่อผู้ให้ความเห็นและผู้เกี่ยวข้องที่วิจารณ์และคาดการณ์ถึงผลดังกล่าวว่าจะทำให้เกิดการตัดสินไปในทางนั้นทางนี้

“ยังยืนยันไม่ได้ เพราะเราก็เห็นแบบเดียวกับสื่อ เห็นในโซเชียล” นายเชาวนะ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามย้ำว่าสรุปแล้วใช่เอกสารจริงหรือไม่

เช่นเดียวกับคำถามที่ว่าจะมีการเอาผิดคนปล่อยเอกสารหรือไม่ ซึ่งนายเชาวนะไม่ได้ตอบชัดเจน โดยบอกว่าขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเรื่องว่าเป็นทางไหน

สำหรับเอกสารที่อ้างว่าเป็นของนายมีชัย มีความเห็นสอดคล้องกับนักกฎหมายหลายคน รวมถึงนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เห็นว่า การตีความว่านายกฯ คนปัจจุบัน เพิ่งมีสถานะเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 และครบ 8 ปี วันที่ 5 เมษายน 2568 เนื่องจาก "มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติชัดเจน"

CG

วิษณุอ่านแล้ว เชื่อไม่ส่งผลต่อคำวินิจฉัยศาล

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นอีกคนที่ได้อ่านเอกสารที่อ้างว่าเป็นคำชี้แจงของนายมีชัยแล้ว โดยเขาขอให้รอฟังคำวิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะรู้เอง เพราะจะหยิบทุกอย่างมาพิจารณาหมด ส่วนเอกสารดังกล่าว ไม่ทราบว่าหลุดมาหรือไม่ได้หลุด และคิดว่าไม่ส่งผลต่อคำวินิจฉัย เนื่องจากไม่ใช่ความลับอะไร เพราะเมื่อยื่นต่อศาล เอกสารก็จะอยู่ในมือมากกว่าคณะตุลาการ 9 คน ซึ่งไม่มีปัญหา เพียงแต่ไม่ควรเปิดเผยออกมา

แม้เป็นลูกศิษย์คนสนิทของนายมีชัย แต่รองนายกฯ วิษณุบอกว่า ไม่ได้คุย ไม่ได้พบกับนายมีชัยมา 10 กว่าวันแล้ว เช่นเดียวกับ พล.อ. ประยุทธ์ก็ไม่ได้พบ เห็นเฉพาะในวิดีโอคอล

ส่วนคำชี้แจงของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญนับการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปีไหนนั้น นายวิษณุตอบว่า ไม่ใช่ 24 ส.ค. 2557 แน่นอน ส่วนจะเป็นวันใดก็แล้วแต่ศาล โดยคำชี้แจงจะต้องบอกเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ใช่วันนั้น

ขณะที่รองโฆษกรัฐบาล น.ส. ทิพานัน ศิริชนะ ร้องขอให้สังคมหยุดวิพากษ์วิจารณ์ก่อน เพราะเอกสารยังไม่มีการรับรองว่าเป็นเอกสารจริงและข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งเนื้อหาดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นข้อสรุปคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

"ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังเป็นอย่างมากในการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ อยากให้ฝ่ายค้านที่เป็นคนเริ่มต้นยื่นคำร้องขอตีความ ที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายค้านเองก็เชื่อมั่นในกระบวนการพิจารณาของศาล รอฟังคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ออกมาตีรวนกดดันศาลและให้สัมภาษณ์เพื่อทำสังคมสับสนรายวัน" น.ส. ทิพานัน กล่าว

"ส่วนตัวมีความเห็นตรงกับคุณมีชัยคนเก่า"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

คำบรรยายภาพ, "ส่วนตัวมีความเห็นตรงกับคุณมีชัยคนเก่า"

ส่วนท่าทีฝ่ายค้าน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล มองว่า การเผยแพร่เอกสารนี้เป็นการ “โยนหินถามทาง” ว่าถ้าผลการวินิจฉัยออกมาว่า พล.อ. ประยุทธ์ ยังไม่ครบ 8 ปี สังคมจะเห็นว่าอย่างไร

ถ้าเป็นเอกสารจริง เขามองว่าอาจจะมีผลต่อการชี้นำได้ เพราะสัดส่วนเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5:4 ที่เห็นว่า พล.อ. ประยุทธ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ยังมีโอกาสพลิกได้

“ดีที่สุดเลยนะ คือ พล.อ. ประยุทธ์ ลาออก เพื่อเปิดทางให้สภาได้เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งไม่นาน แต่จะนานเพียงพอเพื่อเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้ง คืนอำนาจให้กับประชาชน” นายรังสิมันต์​ กล่าว

"เอกสารหลุด" ระบุว่าอย่างไร

เอกสารฉบับที่อ้างว่าเป็นความเห็นของนายมีชัย และมีการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต มีประเด็นสำคัญต่อกรณี “นายกฯ 8 ปี” สรุปได้ ดังนี้

1. รัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 และไม่อาจมีผลไปถึงการใด ๆ ที่ได้ดำเนินการมาโดยชอบก่อนที่รัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

2. ส่วนที่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติเรื่องคุณสมบัติ ที่มา วิธีการได้มา กรอบในการปฏิบัติหน้าที่ ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง และผลจากการพ้นจากตำแหน่ง ไว้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญที่เคยมีมา และส่วนใหญ่เป็นไปในทางจำกัดสิทธิและเพิ่มความรับผิดชอบ บทบัญญัติต่าง ๆ เหล่านั้น จึงไม่อาจนำไปใช้กับบุคคลหรือการดำเนินการใด ๆ ที่ได้กระทำไปโดยชอบแล้วก่อนที่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลใช้บังคับ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติกำหนดไว้เป็นประการอื่นโดยเฉพาะ โดยหลักทั่วไปกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นย่อมต้องมุ่งหมายที่จะใช้กับ ครม. ที่ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 

3. การได้มาซึ่ง ครม. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อการเลือกตั้งทั่วไป มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่จะต้องแต่งตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อน แต่ประเทศไม่อาจว่างเว้นการมี ครม. เพื่อบริหารประเทศได้ จึงได้มีบทบัญญัติมาตรา 264 บัญญัติขึ้นเป็นการเฉพาะว่า "ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่..."

4. ผลของมาตรา 264 ครม. รวมทั้งนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่เฉพาะในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็น ครม. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ คือ วันที่ 6 เม.ย. 2560

5. รายงานการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 500 เมื่อ 7 ก.ย. 2561 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำกล่าวของนายมีชัย (ว่าให้นับวาระดำรงตำแหน่งนายกฯ รวมกับก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้) เป็นการรายงานที่ไม่ครบถ้วน และเป็นการสรุปตามความเข้าใจของผู้จด โดย กรธ. ยังมิได้ตรวจรับรองรายงานการประชุม

จากเนื้อหานี้ นายรังสิมันต์มองว่า ถ้าเป็นเอกสารจริง เท่ากับมี “คุณมีชัย ถึง 2 คน” คนเก่าที่มีความเห็นต่อกรณี 8 ปีอย่างหนึ่ง กับคนใหม่ให้ความเห็นตรงกันข้าม

“ส่วนตัวมีความเห็นตรงกับคุณมีชัยคนเก่า เพราะมีความจำเป็นที่เราจะต้องนับวาระดำรงตำแหน่งของ พล.อ. ประยุทธ์ ต่อเนื่องกันก่อนรัฐธรรมนูญตามบทเฉพาะกาล จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่การดำรงตำแหน่งของ พล.อ. ประยุทธ์ จะไม่ครบ 8 ปี” ส.ส. โรม กล่าว

นักวิชาการมอง "เป็นการตั้งใจปล่อยเอกสาร"

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า

ด้าน ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์ในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์" มองว่า "เป็นการตั้งใจปล่อยเอกสาร" เพราะถ้าเป็นเอกสารหลุด จะไม่เป็นกระแสข่าวเร็วขนาดนี้

ดร. สติธร เห็นตรงกับนายรังสิมันต์ว่า การเผยแพร่เอกสารนี้ เป็นการหยั่งกระแสสังคมว่า "ถ้าเริ่มนับวาระนายกฯ 8 ปี ในปี 2560 กระแสจะพอไปสู้กับความเห็นว่าครบวาระแล้วหรือไม่"

โดยประเมินว่าผลการตอบรับความเห็นของนายมีชัย หลังเผยแพร่เอกสารได้ 1 วัน ค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการนับวาระนายกฯ 8 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2560

ส่วนผลที่ตรงกว่านี้ของการเผยแพร่เอกสาร คือ ข้อความที่ส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 24 ส.ค. ลงมติด้วยเสียง 5:4 สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ พล.อ. ประยุทธ์

"หมายความว่า (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) 4 ท่าน มีแนวโน้มพิจารณาว่า พล.อ. ประยุทธ์ ยังไม่ครบ 8 ปีแน่ ๆ เพราะขนาดหยุดปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ให้หยุดเลย...ขออีกเสียงเดียวที่บอกว่าท่านอยู่ได้ต่อไป"

"การปล่อยเอกสารที่มีผลบวกไปยัง พล.อ. ประยุทธ์ คงหวังไปตรงนั้นก่อน" ดร. สติธร กล่าว

ย้อนดูความเห็น “มีชัยคนเก่า”

บันทึกการประชุม กมธ. ดังกล่าวคือ บันทึกการประชุม กมธ. ครั้งที่ 500 ณ วันที่ 7 ก.ย. 2561 ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และนายสุพจน์ ไข่มุกต์ เป็นรองประธานกรรมการ และกรรมการคนอื่น ๆ รวม 30 คน

เนื้อหาส่วนที่สังคมออนไลน์กล่าวถึง คือ ความเห็นของประธานและรองประธาน กรธ. ดังนี้

  • มีชัย : ผู้ที่เป็นนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ สามารถนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ดังกล่าวเข้ากับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
  • สุพจน์ : หากนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ เมื่อประเทศไทยยังคงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรนับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว รวมเข้ากับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย
  • มีชัย : (หยิบยกบทเฉพาะกาลในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง มาอ้างถึง) ก่อนชี้ว่า การบัญญัติในลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ก็สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าวรวมกับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ ซึ่งเมื่อนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี

แม้เอกสารที่อ้างว่าเป็นคำชี้แจงของนายมีชัยถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญจะระบุว่า รายงานการประชุม กรธ. ครั้งที่ 500 "เป็นการรายงานที่ไม่ครบถ้วน และเป็นการสรุปตามความเข้าใจของผู้จด โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังมิได้ตรวจรับรองรายงานการประชุม" ทว่าวานนี้ (6 ก.ย.) ก็มีการปล่อยเอกสารบันทึกการประชุม กรธ. ครั้งที่ 501 ที่ระบุว่า กรธ. มีมติรับรองบันทึกการประชุมครั้งที่ 500 เพื่อหักล้างคำชี้แจงของอดีตประธาน กรธ. ทันควัน

"ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาตรวจบันทึกการประชุมและรายงานการประชุมตรวจทานแล้ว ไม่มีการแก้ไข" บันทึกการประชุมครั้งที่ 501 ระบุตอนหนึ่ง