ทำความรู้จัก พล.ต.วิระ โรจนวาศ หัวหน้าทีมกฎหมายประยุทธ์ สู้คดีนายกฯ 8 ปี

ที่มาของภาพ, สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ตามกรอบเวลาตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวินิจฉัยคดี “นายกฯ 8 ปี” คือ 15 วัน
แต่ในส่วนความคืบหน้าของฝ่ายกฎหมายของ พล.อ. ประยุทธ์ เพื่อส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ พล.ต. วิระ โรจนวาศ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายกฎหมายผู้รับผิดชอบจัดทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำคำชี้แจง แต่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี ส่วนจะใช้เวลา ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่นั้น ยังไม่แน่ชัด ถึงอย่างไรจะทำให้เร็วที่สุด
นอกจากคดีดังกล่าวแล้ว ที่ผ่านมานายทหารวัย 68 ปีผู้นี้ มีบทบาทสำคัญต่อคดีในอดีตต่าง ๆ จนทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ รอดพ้นวิบากกรรมทางการเมืองมาได้ ไม่ว่าจะเป็น คดีบ้านพักหลวง และคดีหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น
บีบีบีซีไทยรวบรวมเรื่องราวและความเป็นมาของ พล.ต. วิระ มาเล่า ดังนี้
มาช่วยงาน ประยุทธ์ ตั้งแต่สมัย คสช.
ในเดือน ต.ค. 2558 ซึ่งเป็นสมัยที่ คสช. ครองอำนาจ ได้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) รวมทั้งหมด 21 คน หนึ่งในนั้นคือ พล.ต. วิระ อดีตผู้อำนวยการสำนักพระธรรมนูญทหารบก โดยมีความความชำนาญด้านกฎหมาย
หนังสือเรื่อง "มติชนบันทึกประเทศไทย ปี 2558" ระบุว่า กรธ. แต่ละคนยกเว้นประธานได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 6,000 บาท

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ก่อนหน้านั้น ชื่อของเขาอาจจะไม่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือสื่อออนไลน์มากนัก โดยที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรคือ ในหนังสือเรื่อง "เส้นทางพยัคฆ์ ประยุทธ์ จันทร์โอชา จาก ‘ทหารเสือ’ สู่ ‘หลังเสือ’ เขียนโดย วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือเล่มดังกล่าว ระบุถึง พล.ต. วิระ ในส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดทำโรดแมป หรือกรอบเวลาในการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งการสร้างความปรองดองในชาติ โดยมีการคัดเลือกบุคคลให้เป็นส่วนหนึ่งของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน ซึ่งแบ่งเป็นด้านต่าง ๆ
หนึ่งในนั้นคือ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้นเป็นประธาน โดยมีคณะทำงานอีก 6 คน ซึ่งรวมทั้ง พล.ต. วิระ ด้วย
ในเดือน ต.ค. 2559 ได้มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ จำนวน 13 คน หนึ่งในนั้นมีรายชื่อของ พล.ต.วิระ รวมอยู่ด้วยในตำแหน่งกรรมการ
จากเว็บไซต์ของสำนักงานพระธรรมนูญทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ระบุว่า ตำแหน่งสุดท้ายของ พล.ต. วิระ คือ พ.อ. (พันเอก) ที่ดำรงตำแหน่งในฐานะผู้อำนวยการสำนักพระธรรมนูญทหารบกเพียง 6 เดือนเท่านั้น (31 พ.ค. - 27 ธ.ค. 2553)
หลังเลือกตั้ง 2562 สู่ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
พล.ต.วิระ โรจนวาศ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2563 ร่วมกับอีก 2 คนประกอบด้วย น.ส.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. และนางจุรีพร สินธุไพร อดีตผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชารัฐ น้องสาวของ นายนิสิต สินธุไพร แกนนำเสื้อแดง
ตำแหน่งข้าราชการการเมือง ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีระเบียบกำกับ โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ ข้าราชการการเมืองมี 20 ประเภท อาทิ นายกฯ ,รัฐมนตรี ,ที่ปรึกษารัฐมนตรี ,เลขานุการรัฐมนตรี, และ ประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี่้ ตำแหน่งดังกล่าว นายกรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งได้ไม่เกิน 20 คน โดยจะต้องมีผู้เสนอชื่อต่อ นายกรัฐมนตรีเพื่อลงนามแต่งตั้งตามความเหมาะสม และมีภารกิจที่ นายกฯ มอบหมายด้วย
เว็บไซต์ไทยพีบีเอส รายงานโดยอ้างอิงตัวเลขที่กระทรวงการคลังประกาศเมื่อปี 2563 ว่า ข้าราชการการเมือง ตำแหน่งดังกล่าวมีอัตราเงินเดือน 25,410 บาท และเงินประจำตำแหน่งอีก 2,850 บาท รวมเป็นอย่างน้อย 28,260 บาท
อ้างที่ประชุมวาระนายกฯ 8 ปี ยังไม่สรุปในชั้น กรธ.
ในช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานสื่อออนไลน์แชร์เอกสารบันทึกการประชุมของ กรธ. ชุดที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ครั้งที่ 500/2561 ซึ่งเป็นการประชุมเกี่ยวกับเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปีจะนับอย่างไร ซึ่งในเอกสารดังกล่าวระบุถึงความเห็นของนายมีชัย ในฐานะประธานและนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. ซึ่งเห็นตรงกันว่า "ต้องนับระยะเวลารวมกัน หากดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้
ทว่า พล.ต. วิระให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ว่า ในฐานะเป็นอดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายว่า “ในบันทึกการประชุมของ กรธ.ที่ครั้งที่ 500/2561 ประชุมเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปีจะนับอย่างไร ตอนนั้นคุยกันยังไม่ได้ข้อยุติ และไม่ใช่ความคิดเห็นของคณะกรรมการส่วนใหญ่ และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ จึงขึ้นอยู่กับการตีความรัฐธรรมนูญว่าจะตีความอย่างไร”








