“นักดนตรีที่เป็นหมอ” กับการกลับมาดังอีกครั้งของวง Old Doc

Old Doc

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

จุดสูงสุดของเส้นทางสายดนตรีของพวกเขาคือการได้รับรางวัลที่ 3 จากการประกวดงานแข่งขันวงดนตรี ที่เคยเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของวงดนตรีที่มีชื่อเสียงของประเทศหลายวง อย่างรายการ โค้ก มิวสิค อวอร์ด โดยในปี 2535 นั้น วงที่ได้ที่หนึ่งคือ Modern Dog และที่สองคือ Smile Buffalo

ในวันนั้น วงดนตรีที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในปัจจุบันภายใต้ชื่อ Old Doc เคยใช้ชื่อวงว่า Success ในการประกวดสมัยที่สมาชิกวงยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ และในฐานะที่เป็นท็อปสาม วง Success ก็ได้รับโอกาสทางด้านดนตรีมากมาย

แต่เนื่องจากสาขาวิชาแพทย์ที่มีการเรียนหนักกว่าสาขาวิชาอื่น และต้องเรียนต่อในวิชาเฉพาะ หากต้องการเดินทางต่อในสายแพทย์ ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาเดินสายเล่นดนตรี จนต้องละทิ้งเส้นทางนี้ไปนาน

แต่เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2565 จากวงดนตรีที่เกิดจากการรวมตัวของคุณหมอวัยใกล้เกษียณที่เคยเล่นดนตรีอยู่ตามงานเลี้ยงรุ่น หรืองานสังสรรค์ของโรงพยาบาล กลับกลายมาเป็นวงดนตรีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อพวกเขาไปเล่นดนตรีเปิดหมวกรับบริจาคเพื่อการกุศล ที่สยามสแควร์ จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “สยามแตก”

“เพิ่งได้สัมผัสความรู้สึกของศิลปินจริง ๆ ว่า มันเป็นอย่างไร" นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช แพทย์ด้านสูตินรีเวชประจำคลินิก Beyond IVF หนึ่งในสมาชิกวง กล่าวด้วยความภูมิใจ

"มีคนติดต่อเรามาจากทั่วสารทิศ คนที่ไม่รู้จักเราก็ติดต่อเรามา มีงานต้องไปเล่นต่างจังหวัด ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับพวกเรา ตอนนี้ ตารางงานเล่นคอนเสิร์ตของพวกเราแทบจะมีวันเว้นวัน”

คำบรรยายวิดีโอ, "Old Doc" วงดนตรีคุณหมอ

นักดนตรีที่เป็นหมอ

Old Doc

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ภาพลักษณ์ของวง Old Doc (โอลด์ด็อก) ที่คนทั่วไปรู้จัก คือวงดนตรีที่สมาชิกหลักเป็นแพทย์ ใส่ชุดหมอที่ตัดพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องแบบประจำวง เปิดหมวกร้องเพลงเพื่อการกุศลตามสถานที่ต่าง ๆ สำหรับสมาชิกในวงเองมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป

“เราเล่นดนตรีด้วยความสุข บางคนมองว่าเราเป็นหมอที่มาเล่นดนตรี แต่พวกเราคิดว่าเรารักการเล่นดนตรีและบังเอิญตั้งใจเรียนด้วย คะแนนดีพอที่จะเป็นหมอได้ ก็เลยเข้ามาเป็นหมอ เราก็เลยมองตัวเองว่าเป็นนักดนตรีที่มาเป็นหมอมากกว่า” นพ.พูนศักดิ์ อธิบายพร้อมหัวเราะ 

“เป็นคนรักดนตรีมาก เล่นมาตั้งแต่ตอนอยู่มัธยม จำได้ว่ากลับถึงบ้านปุ๊บก็โยนกระเป๋าแล้วไปจับกีตาร์เลย มันเป็นความสุขของเรา”

นพ.สมนิมิต เหลืองรัศมีรุ่ง สูตินรีแพทย์ คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล นักร้องนำของวงบอกกับบีบีซีไทยว่า เล่นดนตรีกับวงมา 30 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนหมอที่มหาวิทยาลัยมหิดลด้วยกัน โดยวง Old Doc เคยใช้ชื่อวงว่า Success และ Stethoscope มาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น Old Doc เมื่อมารวมวงกันอีกครั้งหลังเรียนจบแล้ว

แม้จะเล่นดนตรีมาอย่างต่อเนื่อง แต่วง Old Doc มักเน้นเล่นตามงานเลี้ยงรุ่น งานมหาวิทยาลัย งานสังสรรค์ภายในของโรงพยาบาลต่าง ๆ มาตลอด และด้วยความรักในดนตรีจึงทำให้พวกเขารวมตัวกันไปเล่นตามร้านอาหารในกรุงเทพ แต่ด้วยภาระหน้าที่การงาน ทำให้วง Old Doc มีโอกาสไปเล่นตามร้านอาหารช่วงกลางคืนเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้น แต่พวกเขาก็เล่นกันมาร่วม 10 ปี

“ปกติ เราจะมีเวลามารวมตัวซ้อมเล่นดนตรีกันช่วงหลังเลิกงานหลังสามทุ่มไปแล้วจนถึงเที่ยงคืน แล้ววันรุ่งขึ้นก็ตื่นไปรักษาคนไข้แต่เช้า ถึงจะเหนื่อยแต่มันเป็นความสุข” นพ.สมนิมิต กล่าว

งานที่เต็มไปด้วยความกดดัน

Old Doc

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี หนึ่งในสมาชิกวง Old Doc ตำแหน่งมือกีตาร์ เป็นแพทย์มาเกือบ 30 ปี เขายอมรับว่า งานรักษาคนไข้เป็นงานที่มีความเครียดและมีความกดดันสูง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ช่วงโควิดได้รับผลกระทบเยอะเหมือนกัน โควิดเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั่วไป แพทย์ทางอายุรกรรม โดยเฉพาะเรื่องระบบทางเดินหายใจ” นพ.ธเนศ อธิบาย

“ด้วยความที่เกิดผลกระทบทั้งระบบ บุคลากรทางการแพทย์ด้านอื่น ๆ ก็โดนไปด้วย แต่ในส่วนของแพทย์ด้านศัลยกรรม จริง ๆ แล้วงานก็น้อยลงด้วย แต่ก็ยังมีเคสเร่งด้วย เช่น ปอดทะลุจากโควิด หรือเป็นไส้ติ่ง หรือผ่าตัดคลอด เราก็ต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่”

ส่วน นพ.พูนศักดิ์ ที่ทำงานด้านสูตินรีเวช ก็ยอมรับว่ามีความกดดันจากงาน เพราะไม่ได้รับผิดชอบแค่คนไข้คนเดียว แต่ต้องรับผิดชอบเด็กในท้องด้วย โรคที่ภาวะเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งแม่และลูก จึงทำให้มีความเครียดมากกว่าหมอทั่วไป

“ตอนที่เป็นหมอทั่วไป พอจบงานเราก็จบแล้ว ไม่ต้องคิดมากอะไร" เธอกล่าว

"แต่เวลาที่ดูแลคนไข้ฝากท้องคลอด ตรวจเสร็จแล้วเราต้องดูแลเขาต่อไปจนวันที่เขาคลอดเลย ซึ่งอาจจะมีภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นช่วงกลางคืนบ้าง เช่นเลือดออก ก็ต้องวิ่งมาช่วยคนไข้ตลอดเวลา มีความเครียดมาก” นพ.พูนศักดิ์ อธิบาย

“ส่วนมากถ้าคนไข้เป็นโรคอื่นมา ก็พอจะทราบอยู่ว่ามีความเสี่ยงแค่ไหน แต่สำหรับคนไข้คลอดบุตร ไม่มีใครคิดว่าจะมีอันตรายอะไร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นนิดหนึ่ง มันจะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ในแง่ความกดดัน จึงมากกว่าหมอทั่ว ๆ ไป”

ช่วงโควิดเขามักจะเจอคนไข้ที่ตรวจพบโควิดในขณะที่กำลังจะคลอด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ ทำให้ต้องใส่ชุด PPE ตลอดการทำคลอด ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาที ไปจนถึงหนึ่งชั่วโมง

เริ่มกลับมามีชื่อเสียง

Old Doc

ที่มาของภาพ, Old Doc

คำบรรยายภาพ, วง Old Doc สมัยที่ประกวดงาน Coke Music Award 1992 ที่ใช้ชื่อวงว่า Success

สภาพงานที่ค่อนข้างหนักอยู่แล้วในสภาวะปกติ งานของบุคลากรทางการแพทย์ยิ่งหนักขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด โดยเฉพาะช่วงก่อนที่วัคซีนจะเข้ามาในประเทศ แต่หมอกลุ่มนี้ใช้ดนตรีเป็นเครื่องคลายเครียดในช่วงที่สถานการณ์กดดันอย่างมาก

จนมาถึงช่วงหนึ่งที่การแพร่ระบาดไม่ได้รุนแรงมาก และกิจกรรมต่าง ๆ เริ่มทยอยกลับมา หนึ่งในกิจกรรมที่ชาวกรุงเทพฯ ได้เข้าร่วม คือ กิจกรรมดนตรีในสวน และวง Old Doc ก็เป็นหนึ่งในวงดนตรีที่สมัครเข้าไปเล่นเพื่อให้ความสุขแก่ประชาชน

“เราก็เลยไปลงชื่อเอาไว้ ซึ่งเราก็ได้ไปเล่นให้ฟรี ๆ ครั้งแรกที่ไปเล่นในสวน คือที่สวนสันติภาพช่วงกลางปี 2565 ซึ่งถือเป็นการกลับมาเล่นในที่สาธารณะให้คนได้ชมหลังจากที่ปิดช่วงโควิดมานาน ก็ได้เสียงตอบรับดี และคนเริ่มรู้จักเราเยอะมากขึ้น” นพ.ธเนศ กล่าว

“ต่อมาได้เห็นประกาศรับนักเรียน นักศึกษามาเล่นดนตรีที่สยามสแควร์ ก็เลยสมัครไปอีก พร้อมระบุไปว่าถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่นักเรียนตามที่ประกาศเอาไว้ แต่เราก็อยากจะมาเล่นดนตรีเพื่อการกุศล นำรายได้ที่ได้มาไปบริจาคเพื่อการแพทย์ ซึ่งเรื่องหายไป 3 เดือน ตอนแรกคิดว่าเขาไม่เอาเพราะอายุเกิน แต่หลังจากนั้นเค้าก็ติดต่อมาให้ไปเล่นได้”

Old Doc

ที่มาของภาพ, Old Doc

คำบรรยายภาพ, วง Old Doc ถ่ายภาพร่วมกับวง Modern Dog และ Smile Buffalo หลังประกวดเสร็จ

หลังจากที่ไปเล่นที่สยามสแควร์ในวันที่ 23 ต.ค. 2565 กระแสนิยมของวง Old Doc เริ่มกลับมาจากการแชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้พวกเขากลับมาโด่งดังอีกครั้ง

“เราคิดว่าอยากได้ชุดสวย ๆ ที่เป็นในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซีรีส์เรื่อง Hospital Playlist ซึ่งนี่ไม่ใช่ชุดที่เราใส่ตอนทำงาน เลยสั่งทำให้เป็นทีมเดียวกัน ปักโลโก้ และนำเครื่องแบบหมอมาใส่ตอนที่กลับมาเล่นงานดนตรีในสวน” นพ.ธเนศ อธิบาย

Line

Hospital Playlist คืออะไร

Hospital Playlist เป็นซีรีส์เกาหลีที่สามารถรับชมได้ผ่านเน็ตฟลิกซ์ เป็นเรื่องราวของแพทย์เพื่อนซี้ทั้ง 5 คน ซึ่งพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกันมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ จนหลังจากเรียนจบไปพวกเขาก็ได้ทำงานอยู่ที่เดียวกัน

ทุกคนเป็นอาจารย์หมอ และมีความเชี่ยวชาญกันคนละด้าน แม้ว่าพวกเขาจะงานยุ่งแค่ไหน แต่มิตรภาพของพวกเขา ก็แน่นแฟ้นเหมือนเดิม

นอกจากบทบาทในการเป็นหมอนักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลแล้ว หลังเลิกงานพวกเขาก็มีงานอดิเรกที่ชอบทำก็คือการเล่นดนตรี หมอทั้ง 5 คนตั้งวงเล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งในเรื่องนี้เราก็จะได้ฟังเพลงที่เหล่าคุณหมอทั้ง 5 เล่นและร้องด้วยกัน

ซีรีย์เกาหลีชื่อดังเรื่องนี้ มีเรื่องราวที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงของหมอสมาชิกวง Old Doc เป็นอย่างมาก

Line

การเป็นหมอและศิลปิน

Old Doc

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

“เมื่อมีคนถามมาว่าพอทำงานเป็นศิลปินเยอะ ๆ แล้วงานหมอเป็นอย่างไรบ้าง ก็บอกเลยครับว่าวุ่นวายมาก ต้องยกเลิกคนไข้ไปหลายราย แต่ก็คิดว่าคงเป็นแค่ช่วงนี้แหล่ะ ช่วงที่เรากำลังบูม เรากำลังเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่คนตามว่า วงนี้เป็นวงหมอ” นพ.พูนศักดิ์ อธิบาย

“เราก็เลยตั้งใจกันเอาไว้ว่าจะทำให้ดีทั้งสองงาน เราจะมอบความสุขให้กับผู้ชมที่มาดูเราในฐานะศิลปินให้มากที่สุด ในขณะที่งานหมอ ก็ต้องจัดสรรเวลาให้ดีมากขึ้น ตอนนี้ สิ่งที่ถูกเบียดมาจริง ๆ คือเวลานอนที่น้อยลงมาก”

ในขณะเดียวกัน นพ.ธเนศ มองว่าตอนทำงานเป็นแพทย์ ทุกคนต่างก็ทำงานกันเต็มที่ มีการแบ่งเวลากันเป็นอย่างดี

“เวลาเราเจอคนไข้ เราก็ทำงานจริงจัง แต่การเล่นดนตรีของเรา เราใช้เวลานอกเหนือเวลาทำงานของเรา เป็นเวลานอกราชการ ช่วงที่ไม่มีงาน เราจะเล่นกันเบา ๆ หน่อย แต่ถ้ามีงานก็จะซ้อมกันหนักขึ้น แต่ช่วงกลางวันก็ทำงานจริงจัง” นพ.ธเนศ กล่าวเสริม

“การที่เป็นหมอ ทุกคนต้องรักในอาชีพ ทุกคนที่เข้ามาเป็นแพทย์เพราะมีความตั้งใจอยากรักษาคนไข้ อยากให้คนไข้มีความสุข อยากให้คนไข้หายจากโรค”

“ส่วนการเล่นดนตรีเป็นเรื่องของการพักผ่อน เราไม่ได้คาดหวังว่าจะทำเป็นอาชีพจริงจังขนาดนั้นแต่เราใช้เวลานอกเวลาทำงานปกติของเราทำ ถ้างานนอกเวลาปกติมันทำได้ดีเช่นเดียวกัน เราก็จะทำทั้งสองอย่างเลย แต่ยังไงก็จะไม่ทิ้งอาชีพแพทย์” เขายืนยัน

“ถึงมีคนดูคนเดียวก็จะเล่นอยู่”

Old Doc

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ช่วงนี้ ถือเป็นช่วงขาขึ้นของวง Old Doc, ตารางการเล่นคอนเสิร์ตตามงานต่าง ๆ ของพวกเขาแทบจะเกิดขึ้นวันเว้นวัน แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ย่อท้อ เพราะถือว่าเป็นความสุข

นพ. นพ.พูนศักดิ์ เห็นว่ากระแสน่าจะมาเพียงแค่สองถึงสามเดือนนี้ และนี่เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข จึงคิดว่าจะทำไปเรื่อย ๆ

“แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็คงต้องคิดว่าจะต้องเลือกงานแล้วว่าอยากทำอะไรกันแน่” นพ. นพ.พูนศักดิ์ กล่าว

“เราเล่นดนตรีด้วยความสุขโดยไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้จะมีงานหรือไม่ จะมีคนจ้างหรือเปล่า เล่นแบบเครียด ๆ แล้วมันจะไม่มีความสุข พอไม่มีความสุขคนดูก็รับรู้ได้”

“เพราะฉะนั้น กระแสจะเป็นอย่างไร และถึงแม้จะไม่มีคนมาดูพวกเราแล้ว แต่ก็อยากจะบอกว่าถึงแม้มีคนดูเพียงแค่คนเดียวก็ยังจะเล่นอยู่ เรื่องดนตรีมันเหมือนอยู่ในสายเลือด คงเลิกไม่ได้จริง ๆ”

นพ.ธเนศ ยืนยันเช่นกันว่า จะเล่นดนตรีไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเล่นไม่ไหว และไม่ได้สนใจว่าจะมีคนดูมากมายขนาดไหน เพราะป็นกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข

“ถ้าสมมุติว่าวันหนึ่งเราไม่ดังเท่าวันนี้แล้ว แต่การเล่นดนตรีมันทำให้เรามีความสุข เป็นการพักผ่อนหย่อนใจของเรา เราก็จะเล่นจนกว่าเราจะเล่นไม่ไหว ถึงเราจะไม่มีคนมาดู เราก็จะเล่นกันเอง” นพ.ธเนศ กล่าว

“แต่ถ้ามีคนดูก็ดีนะ เพราะความสุขของการที่ได้มาเล่นดนตรี ส่วนหนึ่งมาจากคนดู ถ้าไม่มีคนดูมันก็ดูไม่สนุก ถ้าเราเล่นกันเอง เป็นสิงห้องซ้อม มันก็ไม่สนุกเท่าเล่นให้คนได้ดู พอเราเห็นคนร้องเพลงตาม มีคนขอเพลง มันรู้สึกดี”

ก้าวต่อไปของ Old Doc

Old Doc

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

สมาชิกในวงมีอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกระแสนิยมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แต่หลังจากนี้นอกจากการรวมตัวกันเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรกแล้ว พวกเขามองว่า Old Doc จะไปไกลกว่าการเป็นวงดนตรีของหมอวงหนึ่ง

“ที่คิดกันไปไกลกว่านั้นก็คือ ถ้าอีกหน่อย Old Doc กลายเป็นสถาบันแห่งหนึ่ง ที่เป็นหนทางให้หมอได้มาแสดงออกกัน ก็อาจมีน้องรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่พวกเราได้ แต่ส่วนตัวจะเล่นไปจนเล่นไม่ไหวแน่นอน” นพ.พูนศักดิ์ อธิบาย

“ทุกวันนี้อยู่กับเพื่อน เล่นดนตรีกันมา 30 กว่าปีแล้ว และนี่เป็นความผูกพันที่เชื่อมให้เรายังเล่นอยู่ด้วยกัน ตั้งใจกันว่าจะเล่นกันไปเรื่อย ๆ เคยคุยกันเล่น ๆ ว่าเดินไม่ไหวแล้ว ถ้าต้องนั่งรถเข็นก็ยังจะมา”

นพ.ธเนศ ยอมรับว่า รายได้ที่ได้จากการร้องเพลงไม่ได้มากอะไร แต่ที่ยังทำอยู่ทุกวันนี้เพราะเป็นความสุขทางใจ

“ความสุขของการเป็นหมอคือการที่เราทำให้คนไข้หาย รู้สึกสบายใจ เหมือนเราได้ช่วยเขา แต่ความสุขของการเล่นดนตรี เหมือนเราได้ช่วยให้ตัวเองผ่อนคลายและมีความสุขด้วย เพราะถ้าผู้ชมมีความสุข เราก็มีความสุขมาก ๆ เหมือนกัน แต่ถ้ารักษาคนไข้ พวกเขาอาจมีความสุขมากกว่าเราเมื่อเขาหายจากอาการป่วย แต่เล่นดนตรี เราอาจจะสุขมากกว่าคนฟัง” นพ.ธเนศ อธิบาย

“มาถึงจุดนี้ เรื่องเงินไม่ต้องพูดถึง เพราะรายได้จากการเล่นดนตรี มันสู้รายได้จากงานหลักไม่ได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราได้จากตรงนี้คือเราทำให้คนดูมีความสุข ทำให้ตัวเองมีความสุขด้วย และเป็นการเยียวยาความเครียดของแต่ละคน”

“บางทีแบ่งเงินกันแล้วเหลือคนละแค่ 600-700 เท่านั้น แต่ก็ยังรักที่จะทำต่อไป” เขาทิ้งท้าย

Old Doc

ที่มาของภาพ, Thai News Pix