"ไม่มีโรงพยาบาล ก็แทบไม่เหลือความหวัง" สำรวจวิกฤตสาธารณสุขชายแดนไทย-เมียนมา หลังสหรัฐฯ ตัดงบ USAID

BBC

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ชีวิตของผู้ลี้ภัยในไทย หรือหากว่ากันตามกฎหมายที่แท้จริง คือกลุ่มคนที่มีสถานะเป็น "ผู้หนีภัยการสู้รบ" ซึ่งอาศัยอยู่ในไทยมาแล้วกว่า 40 ปี กลับมาถูกพูดถึงอย่างมากอีกครั้ง เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อหยุดจ่ายงบประมาณของหน่วยงานอย่าง องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID (The United States Agency for International Development)

จากวิกฤตสาธารณสุขเร่งด่วนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บีบีซีไทยชวนตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลและคนไทยควรหันมามองและหาทางออกให้กับพวกเขาเหล่านี้

บีบีซีไทยลงพื้นที่ จ.ตาก ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมาสามแห่งเพื่อสำรวจผลกระทบทางสาธารณสุขและการใช้ชีวิตของผู้หนีภัยการสู้รบเหล่านี้ หลังมีคำสั่งตัดงบ USAID ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ค่ายผู้หนีภัยทั้งสามแห่งที่บีบีซีไทยเดินทางไปสำรวจประกอบด้วย ศูนย์พักพิงชั่วคราวแม่หละใน อ.ท่าสองยาง ซึ่งเป็นศูนย์ที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2527 และยังเป็นศูนย์ที่รองรับผู้หนีภัยสงครามมากถึงราว 37,000 คน นอกจากนี้ยังมีศูนย์อุ้มเปี้ยมใน อ.พบพระ และศูนย์นุโพที่ อ.อุ้มผาง

"คนป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถูกบอกให้กลับบ้าน และแม้ว่าจะมียาอยู่ แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้มัน" ผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมาคนหนึ่งจากศูนย์พักพิงชั่วคราวอุ้มเปี้ยม บอกกับบีบีซีไทยในการสัมภาษณ์พิเศษ

ในบทสัมภาษณ์นี้ เราเรียกชื่อเขาว่า โมซาน (นามสมมติ)

บีบีซีไทยไม่อาจเปิดเผยตัวตนของเขาได้ เนื่องจากสถานะของผู้หนีภัยการสู้รบ แม้หลายครั้งจะถูกทับศัพท์ด้วยคำว่า "ผู้ลี้ภัย" แต่ที่จริงพวกเขาเป็นเพียง "ผู้หนีภัยสงคราม" และไม่ได้มีสิทธิทางกฎหมายเทียบเท่ากับผู้ลี้ภัย

ตลอดระยะเวลา 41 ปี ผู้ที่หลบหนีภัยสงครามเมียนมาในไทย หรือบางคนที่เกิดในค่ายเหล่านี้ รวมถึงกลุ่มที่ย้ายมาภายหลัง ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากศูนย์พักพิงของตัวเองเพื่อไปหางานทำ และไม่สามารถใช้ชีวิตปกตินอกค่ายฯ อย่างถูกกฎหมายได้

BBC

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, โมซาน (นามสมมติ) ผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมาคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอุ้มเปี้ยม

คำสั่งทรัมป์และจุดเริ่มต้นของวิกฤตสุขภาพ

หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สองอย่างเป็นทางการ เขาได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า "การประเมินใหม่และปรับแนวทางความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา"

สาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าวคือการระงับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาต่างประเทศของสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วัน เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่ประเมินว่าโครงการต่าง ๆ สอดคล้องกับนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ของทรัมป์หรือไม่

IRC

ที่มาของภาพ, IRC

ประกาศดังกล่าวส่งผลให้คณะกรรมการช่วยเหลือและกู้ภัยนานาชาติ (International Rescue Committee หรือ IRC ) ออกประกาศในวันที่ 28 ม.ค. ว่าพวกเขาจำเป็นต้องหยุดกิจกรรมทั้งหมดที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นเวลาสามเดือนในพื้นที่พักพิงชั่วคราวของผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาทั้งสิ้น 7 แห่ง

ที่ผ่านมาองค์กร IRC เป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อโรงพยาบาลในศูนย์พักพิงทั้ง 7 แห่งนี้ ซึ่งนั่นรวมถึงบริการแผนกผู้ป่วยนอก บริการฉีดวัคซีน การดูแลการฝากครรภ์ การคลอด หลังคลอด รวมไปถึงบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ

"ตอนนี้พวกเราไม่มีคุณหมอแล้ว [หมอทำคลอด] ก็ไม่มีแล้ว มีแต่หมอตำแย มีแบบนี้ อันนี้ก็ยาก" ซอ บเว เซ เลขาธิการคณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง (Karen Refugee Committee - KRC) บอกกับบีบีซีไทย

"มันเป็นเรื่องที่บีบหัวใจ ไม่รู้จะพูดอะไร รู้สึกหมดหวัง เวลาต้องเจ็บป่วยแต่ไม่มีเงิน ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีโรงพยาบาล ก็แทบไม่เหลือความหวังอะไรเลย" โมซานบอกกับเรา

ช่วงตลอดสองสัปดาห์แรก หลัง IRC ถอนเจ้าหน้าที่ออกไปจากค่ายผู้พักพิง ซอ บเว เซ บอกกับบีบีซีไทยว่ามีความพยายามจากคณะกรรมการผู้ลี้ภัย หัวหน้าค่ายผู้พักพิง และเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและอำเภอในการจัดตั้งสถานที่ทางการแพทย์ชั่วคราวขึ้นมาในค่ายแม่หละ แทนที่โรงพยาบาลของ IRC ที่ถูกล็อคอยู่

BBC

ที่มาของภาพ, HANDOUT

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายสถานที่ทางการแพทย์ชั่วคราว สำหรับผู้ป่วยภายในค่ายแม่หละ ซึ่งบีบีซีไทยได้รับมาเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2568
BBC

ที่มาของภาพ, HANDOUT

คำบรรยายภาพ, ภาพด้านนอกสถานที่ทางการแพทย์ชั่วคราวสำหรับผู้ป่วยในค่ายแม่หละ ซึ่งบีบีซีไทยได้รับมาเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2568

สำหรับค่ายอุ้มเปี้ยม โมซานเปิดเผยว่า เขาทราบข่าวว่า "ทางการและผู้นำค่ายกำลังหารือกันเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหา แต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง"

"พวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต คุณไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้องสิ่งใด และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไป [ในโรงพยาบาลของ IRC]" โมซานกล่าวกับบีบีซีไทย

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา บีบีซีไทยได้รับฟุตเทจวิดีโอซึ่งถูกถ่ายจากภายในค่ายอุ้มเปี้ยม และพบว่าโรงพยาบาลของ IRC ยังคงถูกปิดอยู่

ทั้งนี้ บีบีซีไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปตรวจสอบภายในพื้นที่ศูนย์พักพิงของผู้ลี้ภัยใน จ.ตาก

.

ที่มาของภาพ, HANDOUT

คำบรรยายภาพ, โรงพยาบาลของ IRC ในค่ายอุ้มเปี้ยม ปิดให้บริการนับตั้งแต่ถูกตัดเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ บีบีซีไทยได้รับบันทึกภาพดังกล่าวมาเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2568

เมื่อความช่วยเหลือ 40 ปี หยุดชะงักลงทันที

"ต้องบอกว่าเราก็ช็อก เพราะ 40 ปีที่ผ่านมา ไม่ใครคิดว่าจะหยุดการช่วยเหลือแบบเฉียบพลันขนาดนี้มาก่อน เราก็นึกว่าอาจจะค่อย ๆ ชะลอตัวลง มันเป็นความเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วมาก" แพทย์หญิงณัฐกานต์ ชื่นชม หรือ "หมอเบียร์" อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลแม่สอด บอกกับบีบีซีไทย

หมอเบียร์ เล่าว่าตลอด 21 ปีที่เธอทำงานในโรงพยาบาลแม่สอด เธอได้เห็นบทบาทสำคัญขององค์กรระหว่างประเทศที่เข้ามาดูแลกลุ่มผู้ลี้ภัย และได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลแม่สอดทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนรายเล็กมากกว่า 20 ราย และรายใหญ่อีก 5 ราย

เมื่อถามถึงความสำคัญของ IRC เธอบอกว่า "นี่คือองค์กรหลักในการดูแลคนไข้ในค่ายอพยพ"

เธออธิบายว่า ในค่ายจะมีโรงพยาบาลขนาดประมาณ 60-100 เตียง และจะมีแพทย์ของทาง IRC รวมไปถึงพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินการแพทย์ชาวกะเหรี่ยงซึ่งได้รับการฝึกสอนให้ปฏิบัติงานได้

พญ.ณัฐกานต์ บอกด้วยว่าที่ผ่านมาจะมีการส่งต่อผู้ป่วยออกมายังโรงพยาบาลในพื้นที่นอกค่ายอพยพ สำหรับกรณีที่ "เกินศักยภาพของเขา" หรือโรงพยาบาลด้านในค่าย อาทิ เมื่อเกิดภาวะการคลอดติดขัด หรือโรคด้านอายุรกรรมอื่น ๆ เช่น เมื่อต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือภาวะหัวใจวาย

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของหน่วย IRC คือเมื่อมีผู้ป่วยเร่งด่วนที่จะต้องส่งต่อจากโรงพยาบาลในค่ายออกมาที่โรงพยาบาลด้านนอก พวกเขาจะมีรถยนต์ส่งตัวคนไข้เป็นของตัวเอง

"ปกติที่ชายแดนมันจะเป็นการแพทย์ที่มาช้าอยู่แล้ว บางทีป่วยมาเป็นอาทิตย์แล้ว หาสมุนไพรกิน ไปทำไสยศาสตร์กันบ้าง กว่าจะมาถึงเราคือแย่งอมมาแล้ว ถ้าเป็นศูนย์อพยพ การออกมาของเขาก็ยากแล้ว การขนส่งก็มีปัญหา จากเดิมมีรถขนส่งมา อันนี้ต้องเอารถเราเข้าไปรับเป็น 2 เที่ยว" พญ.ณัฐกานต์ กล่าวถึงสถานการณ์เมื่อหน่วย IRC ไม่สามารถปฏิบัติงานได้

BBC

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ภาพทีมบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก

เธอยกตัวอย่างว่า ไม่กี่วันก่อนที่บีบีซีไทยจะลงพื้นที่สัมภาษณ์เธอในช่วงต้นเดือน ก.พ. ที่โรงพยาบาลแม่สอด มีกรณีหนึ่งเป็นคุณป้ามีอายุเกิดอาการเจ็บหน้าอกเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว จึงมีการเรียกรถจากโรงพยาบาลท่าสองยางให้ไปรับตัว เมื่อไปถึงโรงพยาบาลคนไข้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและต้องปั๊มหัวใจขึ้นมา พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจ ทว่าระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลท่าสองยาง เธอก็เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดก่อนที่จะหัวใจวาย

"สุดท้าย ส่งมาที่โรงพยาบาลแม่สอด เข้าไอซียูไปแล้วไม่ตื่น เพราะปั๊มหัวใจใช้เวลานาน เป็นโคม่าและเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวานนี้"

"เคสนี้อาจจะไม่ได้เป็นการสะท้อนภาพทั้งหมดในตอนนี้ แต่เราก็คาดเดาได้ถ้าเราอยู่ที่นี่มานาน ว่าถ้าภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป มันก็ต้องเป็นการแพทย์ที่มาช้าไปอีก เนื่องจากเขาเข้าถึงบริการช้า" พญ.ณัฐกานต์ กล่าว

ด้าน นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก ระบุถึงความน่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ป่วยในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ โดยพบว่าการดูแลทางการแพทย์ยังขาดแคลน เช่น กรณีผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกทางเดินอาหารได้รับเพียงน้ำเกลือโดยไม่มีการตรวจเลือดหรือให้เลือดตามความจำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องอัลตราซาวด์ที่มีการแจ้งว่ามี แต่เจ้าหน้าที่กลับระบุว่าไม่มี รวมถึงการเฝ้าระวังโรคระบาด เช่น อหิวาตกโรค ที่แม้ IRC จะส่งชุดตรวจมาแล้ว แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ทราบว่ามีชุดดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารและความไม่พร้อมในระบบสาธารณสุขของค่ายผู้ลี้ภัย

เมื่อการรักษาชีวิตมนุษย์ ต้องแลกมากับภาระบนบ่าหมอ

BBC

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, แพทย์หญิงณัฐกานต์ ชื่นชม หรือ "หมอเบียร์" อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก

ในวันที่บีบีซีไทยลงไปสัมภาษณ์ พญ.ณัฐกานต์ เธอได้จรดปากกาเซ็นใบลาออกไปเรียบร้อยแล้ว

"เหตุผลของเราน่าจะเป็น 'เบิร์นเอาท์' เพราะภาระงานเยอะ สุขภาพกาย สุขภาพใจมันเครียด แต่ที่เรายังอยู่ เพราะเราคิดว่าเรายังมีประโยชน์กับชายแดน แล้ว ณ จุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าเราช่วยระบบราชการมาเยอะแล้ว ตอนนี้ขอออกไปพักก่อน ออกไปบำรุงสุขภาพกาย สุขภาพใจ ให้เรากลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม แล้วก็อาจจะรอวันให้มีการจัดสรรงานให้มันเหมาะมากขึ้น"

ในมุมมองของแพทย์หญิงคนนี้ โรงพยาบาลแม่สอดกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก

"เดิมมี [แพทย์] 80 คน ปีนี้ลาออกไปบ้าง ย้ายบ้าง เหลือ 72 คน ต้องดูแลคนไข้ในพื้นที่ประมาณ 400,000-500,000 คน" พญ.ณัฐกานต์ ระบุ

เมื่อดูภาระงานของแพทย์ในโรงพยาบาลแม่สอด พญ.ณัฐกานต์ บอกว่า แพทย์อายุรกรรมหนึ่งคนต้องตรวจผู้ป่วยนอก 15,000-20,000 ครั้ง/ปี และผู้ป่วยในประมาณ 1,500-2,000 คน/ปี หรือคิดเป็นผู้ป่วยนอกราว 40-50 คน/วัน และผู้ป่วยในอีกวันละ 4-5 คน

"อย่างหมอผ่าตัดสมองเรา ก่อนหน้านี้เคยมี 1 คน ลาออกไป เพราะว่าไม่ไหวค่ะ เบิร์นเอาท์ ผ่าอยู่คนเดียว คนหนึ่งคนภาระงานเยอะมาก ทำคนเดียวไม่ไหว เพราะฉะนั้น หมอที่ยังอยู่ได้ ส่วนใหญ่จะมีหลายคนในแต่ละแผนก"

นอกจากหมอแล้ว พยาบาลก็รับภาระหนักไม่แพ้กัน ภาวะบุคลากรไม่เพียงพอส่งผลให้พยาบาลบางแผนกต้องทำงาน "เกือบทุกวันในเดือนหนึ่ง"

"ปกติคนเราควรทำงาน 5 วัน หยุด 2 วันใช่ไหมคะ แต่พยาบาลบางวอร์ด เดือนหนึ่งได้พักแค่ 1 วัน ต้องทำ 29 วัน ซึ่งรวมทั้งเวรปกติและโอที"

"บางคนบอกว่าไม่ต้องการเงินแล้ว เขาต้องการเวลามากกว่า บางคนมีครอบครัว มีพ่อแม่ป่วย ลูกป่วย สามีป่วย แต่ก็ต้องมาขึ้นเวร บางทีต้องเห็นพยาบาลแลกเวรกัน ต้องร้องไห้ เพราะไม่มีใครมาทำแทนจริง ๆ"

บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยัง นพ.รเมศ ว่องวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์ของแพทย์ในโรงพยาบาลจากภาวะบุคลากรไม่เพียงพอ แต่เมื่อถึงวันสัมภาษณ์เกิดเหตุการณ์ด่วนจึงไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้

อย่างไรก็ดี เมื่อสอบถามไปยัง นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 ซึ่งลงพื้นที่ค่ายผู้อพยพใน จ.ตาก เขาบอกกับบีบีซีไทยว่าในการมาตรวจพื้นที่ครั้งนี้ "บุคลากรของเราในโรงพยาบาลชายแดนทั้งหมด ก็มีความเข้าใจดี และก็มีขวัญกำลังใจดี"

"คนไทยต้องมาก่อน" หรือเป็น "หน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องลงมาจัดการ"

นับตั้งแต่ที่มีกระแสข่าวเรื่องผู้ลี้ภัยเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเชิงสาธารณสุข ซึ่งออกมาพร้อมกับเรื่องภาระงานที่ล้นเกินของบุคลากรทางการแพทย์

ความคิดเห็นบนโลกออกไลน์จำนวนไม่น้อยแสดงความเห็นและตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ถึงไม่เลือกช่วยคนไทย "ที่เสียภาษี" ก่อน

นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผอ.โรงพยาบาลท่าสองยาง ขอให้สังคมไทยเห็นใจคนทำงานเพราะเป็นหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ตามหลักมนุษยธรรม

"เวลาเราเจอสุนัขโดนรถชน เรายังอยากไปช่วยเขาเลย อันนี้คนตาดำ ๆ เห็นเด็ก เห็นแม่ เราจะไม่ช่วยเขาเหรอครับ คือคุณไม่อยู่หน้างาน เราพูดไม่ออกครับ เราไม่ช่วยแล้วปล่อยให้เขาตาย มันใจร้ายไปไหม" นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผอ.โรงพยาบาลท่าสองยาง กล่าว

"ผมว่าคนไทยควรจะยินดี ที่เรามีหมออย่างนี้... ผมคิดว่าไม่ใช่ว่าคนไทยเราไม่ได้ดูแล คือใครมาหาเรา เราดูแลหมด คือผมอยากให้สังคมไทยเห็นใจคนที่เขาทำงานด้วยครับ คือเราก็ถูกสอนมาให้ช่วยคน คุณเป็นคนอะไร เราก็ช่วยครับ"

BBC

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผอ.โรงพยาบาลท่าสองยาง

สำหรับ นพ.ธวัชชัย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แพทย์ต้องมาช่วยรักษาคน แต่คือการที่ทรัพยากรจากส่วนกลาง โดยเฉพาะงบประมาณมีลงมาถึงโรงพยาบาลชายแดนไม่เพียงพอ

"ตอนนี้ทางรัฐบาลเองยังไม่ได้จัดสรรงบลงมา ให้เราใช้เงินบำรุง ถ้าไม่เพียงพอก็จะขอสนับสนุนจากโรงพยาบาลแม่สอดก่อน" นพ.ธวัชชัย กล่าวกับบีบีซีไทยเมื่อต้นเดือน ก.พ.

ในวันที่เข้าไปสัมภาษณ์ นพ.ธวัชชัย บีบีซีไทยได้รับอนุญาตจากทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยเพื่อเข้าไปดูสภาพความเป็นอยู่และการรักษาของโรงพยาบาลท่าสองยาง

ในวอร์ดผู้ป่วยผู้ใหญ่ เมื่อเดินขึ้นบันไดมาจะพบว่าโถงทางเดิน ซึ่งควรมีไว้ใช้เป็นทางเดิน เต็มไปด้วยเตียงคนไข้ที่อาการไม่หนัก พร้อมกับญาติ ๆ ที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกับผู้ป่วยบ้าง ฟุบหน้าอยู่ข้าง ๆ บ้าง

BBC

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

เมื่อเดินถัดเข้ามาด้านใน จะพบกับวอร์ดที่มีผู้ป่วยนอนเรียงกันแถวละ 5 คน หันหน้าเข้าหากันเต็มพื้นที่ ห้องที่เคยถูกใช้เป็นห้องไอซียูก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่วางเตียงคนไข้ที่ถูกเสริมเข้ามา เหตุที่สภาพของโรงพยาบาลเป็นเช่นนี้ก็เพราะ "ที่ไม่พอ" นพ.ธวัชชัย บอก

หนึ่งในผู้ป่วยที่บีบีซีไทยมีโอกาสได้พูดคุยด้วยกับญาติที่มาเฝ้าไข้ผ่านล่ามภาษากะเหรี่ยง เล่าให้เราฟังว่า ชายหนุ่มวัย 26 ปี ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายแม่หละ พบก้อนเนื้อร้ายเมื่อ 3 ปีก่อน และมีการผ่าตัดชิ้นเนื้อออกแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น ช่วงที่ผ่านมาก็มีการรักษาในโรงพยาบาลในค่ายผู้ลี้ภัย ก่อนที่สุดท้ายจะถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลท่าสองยาง

BBC

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ผู้ป่วยชายหนุ่มกะเหรี่ยงที่กำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท่าสองยาง

"ผมเข้าใจว่าเราไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอที่จะช่วยได้ทุกคนขนาดนั้น แต่คนที่เขาลำบากมาหาเรา จะตาย เราก็ต้องช่วยเขาไว้ก่อน" นพ.ธวัชชัย กล่าว

ไม่ใช่แค่ปัญหาผู้ลี้ภัย นี่คือปัญหาของไทยด้วย

ค่ายผู้ลี้ภัยจากเมียนมาในประเทศไทยก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2527 ตามมติของรัฐบาลไทยในสมัยนั้น โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นที่พักพิงชั่วคราวแก่ผู้หนีภัยสงคราม

อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไปกว่า 40 ปี ผู้ลี้ภัยหลายหมื่นหรือนับแสนคนยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ เนื่องจากเมียนมาประสบสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 80 ปี ทำให้การส่งกลับประเทศต้นทางแทบเป็นไปไม่ได้

วรัตน์ ชวรางกูร ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Thailand Migration Reform และอนุกรรมาธิการในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนต่อการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ สภาผู้แทนราษฎร บอกกับบีบีซีไทยว่า แม้การตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามจะเป็นอีกทางออก แต่จำนวนผู้อพยพที่ได้รับการรับรองโดยประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหยุดรับไปในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่สอง ส่งผลให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศลดลง ค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่งประสบปัญหาด้านสาธารณสุขและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ลี้ภัยส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงและกะเรนนี

ตามข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ผู้ลี้ภัยกว่า 120,000 คน จากค่ายพักพิงทั้ง 9 แห่งในประเทศไทย ถูกส่งไปตั้งรกรากใหม่ในสหรัฐฯ แคนาดา หรือออสเตรเลียแล้ว

เมื่อทางเลือกทั้งสองไม่อาจเป็นไปได้อีกต่อไป นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวบางส่วนจึงเสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาแนวทางใหม่ คือการให้สถานะทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัยเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระและพึ่งพาตนเองได้

"มันสามารถมองได้หลายมุม เราต้องมองว่าการช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรม คนกลุ่มนี้เขามาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว เขารับความช่วยเหลืออย่างเดียว งานก็ทำไม่ได้ ดังนั้น การที่เราเอาเขาไว้อย่างนั้น 40 ปี ให้พึ่งความช่วยเหลืออย่างเดียว ระดับความต้องการการพึ่งพาของเขามากแค่ไหน มันก็ไม่แปลก เราก็ต้องให้ความช่วยเหลือเขา มันเป็นลูกโซ่ของกรอบที่รัฐได้วางเอาไว้"

เมื่ออ้างอิงจากเอกสารรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พบว่าที่ผ่านมาไทย "ไม่ได้มีการตั้งงบประมาณเป็นการเฉพาะที่ช่วยเหลือคนต่างชาติและไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเกิดขึ้น"

ขณะที่นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม (ปธ.) ในฐานะกรรมาธิการว่าด้วยการส่งเสริมกฎหมายมนุษยธรรม กล่าวกับดิ แอคทีฟ ไทยพีบีเอสว่า ว่า ก่อนหน้านี้ค่ายผู้ลี้ภัยทั้งหมด 9 แห่งของไทย ใช้งบประมาณจากเงินบริจาคของต่างประเทศ 100%

เมื่อวันนี้สหรัฐฯ สั่งให้มีการชะลอความช่วยเหลือ คำถามคือถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลไทยจะเข้ามาจัดการปัญหานี้โดยตรง

"จริง ๆ วิกฤตนี้มันเกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แต่เราเพิ่งมาคุยกัน เพราะเราเอาเขาไว้ใต้พรมมาตลอด" วรัตน์ กล่าวกับบีบีซีไทย

ชีวิตผู้ลี้ภัย บางคนเกิดที่ไทย แล้วต้องตายที่ไหน ?

สำหรับ ซอ บเว เซ ซึ่งปัจจุบันมีบัตรประชาชนไทย เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า "ขอบคุณ… พวกเรามาอยู่ประเทศไทยจะครบ 50 ปี แล้ว สมมติว่าอยู่ในบ้านนะ อยู่ 50 ปีแล้ว ในบ้านนี่พวกเราอาจจะทำดีก็มี ทำไม่ดีก็มี ถ้าตามกฎหมายก็มีความผิดเยอะ แต่พวกเราอยู่ได้เพราะความเห็นอกเห็นใจ อยากจะขอบคุณคนไทย รัฐบาล พระเจ้าอยู่หัว"

เขาบอกว่า ผู้ลี้ภัยหลายคนที่อยู่ที่นี่มาหลายสิบปีหรือบางคนที่เกิดและโตในค่ายนั้น เหลือเพียงส่วนน้อยแล้วที่อยากจะกลับมาตุภูมิ เพราะหลายคนไม่ได้มีความยึดโยงกับแผ่นดินเมียนมาอีกแล้ว ขณะที่การเดินทางไปประเทศที่สามก็เป็นโอกาสที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน

BBC

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ซอ บเว เซ เลขาธิการคณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง หรือ Karen Refugee Committee (KRC)

"ตอนนี้คนที่อยู่ใกล้ที่สุดกับพวกเราเป็นรัฐบาลไทย รัฐบาลไทยนี่พวกเราขาดเขาไม่ได้หรอก พวกเราต้องพึ่งพารัฐบาลไทย"

สำหรับ ซอ บเว เซ สิ่งสำคัญที่สุดคืออยากให้คนในศูนย์หรือในค่ายได้มีโอกาสออกมาทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ด้านโมซาน เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ผู้ลี้ภัยหนึ่งคนต้องใช้เงินยังชีพประมาณ 800-1,200 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีเพื่อความอยู่รอด

ก่อนหน้านี้ โมซานเคยมีโอกาสทำงานกับองค์กรเอ็นจีโอที่เข้ามาในค่าย โดยได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ 800 บาท และบางองค์กรจ่ายสูงสุดถึง 2,500 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยทุกคนที่จะมีโอกาสได้ทำงาน และปัจจุบันงานประเภทนี้ก็ไม่มีเหลือแล้ว

ผู้ลี้ภัยหลายคนอาศัยอยู่ในค่ายมานานหลายสิบปี และบางคนเกิดและเติบโตที่นี่ พวกเขาไม่มีเอกสาร และไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตนอกค่ายได้เหมือนบุคคลทั่วไป

ลูก ๆ ของโมซานเองก็เช่นกัน

"ลูก ๆ ของผมไม่มีเอกสารอะไรเลย เราเคยหวังว่าจะสามารถย้ายไปอยู่ประเทศที่สามได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างหยุดชะงัก และเราไม่รู้ว่าต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหน"

ก่อนจะหนีมาไทยในปี 2550 โมซานเป็นครูในโรงเรียนประถมในเมียนมา วันนี้เขากลายเป็นผู้หนีภัยสงคราม

"ถ้าเมียนมาสงบเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าหลายคนอยากกลับบ้าน แต่เรามองไม่เห็นภาพว่ามันจะเกิดสันติภาพในเร็ววันได้เลย"

"เพราะเรายังอยู่ในประเทศไทย เราหวังว่าทางการไทยจะหาทางแก้ปัญหา และช่วยเหลือพวกเราในแง่มนุษยธรรม"