ย้อนเหตุการณ์ที่นอร์เวย์เกือบกลายเป็นต้นเหตุสงครามนิวเคลียร์กับรัสเซีย เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร

Launch of a nighttime missile with the polar aurora in a NASA image

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เกร็ก แมคเควิตต์
    • Role, บีบีซีคัลเจอร์
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 1995 เกิดเหตุการณ์ที่เกือบกลายเป็นชนวนเหตุในการเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น เมื่อจรวดของนอร์เวย์ที่ถูกปล่อยขึ้นเพื่อศึกษาปรากฏการณ์แสงเหนือ แต่กลับถูกฝ่ายรัสเซียเข้าใจผิดว่าเป็นขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่มุ่งตรงสู่กรุงมอสโก

ในช่วงเวลากว่า 1 ชั่วโมงของวันฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ โลกเกือบต้องเผชิญกับฝันร้ายอันน่าสะพรึงที่สุดของยุคสงครามเย็น

ช่วงบ่ายวันพุธธรรมดา ๆ วันหนึ่ง ช่างเทคนิคทางทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามสถานีเรดาร์ทั่วภาคเหนือของรัสเซีย พบสัญญาณน่ากังวลปรากฏขึ้นบนจอ มันคือจรวดลูกหนึ่งที่ถูกปล่อยจากบริเวณนอกชายฝั่งนอร์เวย์และกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

มันกำลังมุ่งหน้าไปที่ใดและเป็นภัยคุกคามหรือไม่ ทั้งที่หลายคนเชื่อว่าความตึงเครียดด้านนิวเคลียร์ได้หมดสิ้นไปแล้วหลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

สำหรับผู้ที่เฝ้าติดตามท้องฟ้า ความหมายของสถานการณ์นี้ช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก พวกเขารู้ดีว่าขีปนาวุธเพียงลูกเดียวที่ยิงจากเรือดำน้ำสหรัฐฯ ในบริเวณน่านน้ำดังกล่าว สามารถส่งหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึง 8 หัว และเข้าสู่กรุงมอสโกภายในเวลา 15 นาที

ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่อขึ้นไปตามลำดับชั้นการบังคับบัญชาอย่างเร่งด่วนถึงบอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีรัสเซียในขณะนั้น

เขากลายเป็นผู้นำโลกคนแรกที่เปิดใช้งาน "กระเป๋านิวเคลียร์" ซึ่งเป็นกระเป๋าที่บรรจุคำสั่งและเทคโนโลยีสำหรับการจุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์

นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ดำเนินนโยบายการยับยั้ง โดยตั้งอยู่บนแนวคิดว่าหากคู่ขัดแย้งเปิดฉากโจมตีนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ จะนำไปสู่การทำลายล้างซึ่งกันและกันอย่างแน่นอน

ด้วยเหตนี้ ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดดังกล่าว เยลต์ซินและที่ปรึกษาจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเร่งด่วนว่าจะตอบโต้หรือไม่

ดังที่เราทราบกันในเวลาต่อมา เหตุการณ์ที่น่าหวาดหวั่นนี้ไม่ได้จบลงด้วยหายนะ แม้ความตึงเครียดจะพุ่งสูงขึ้น

ทว่ามันกลับจบลงในฐานะข่าวเบา ๆ ช่วงท้ายของรายการข่าวดึกในคืนนั้น พร้อมด้วยบทเพลงอารมณ์ขันแบบตลกร้ายจากทอม เลห์เรอร์ เรื่อง We Will All Go Together When We Go (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า เราจะจากไปพร้อมกันทั้งหมดเมื่อถึงเวลาต้องไป)

Northern lights over snow‑covered mountains and fishermen’s cabins by the sea in Troms og Finnmark, Norway

ที่มาของภาพ, Getty Images

  • ตลาดเงินตราโลกผันผวน ขณะที่นักการเมือง ผู้นำกองทัพ และผู้สื่อข่าวต่างใช้เวลา 1 ชั่วโมงอันตึงเครียดเร่งค้นหาข้อมูลอย่างโกลาหล

เจเรมี แพ็กซ์แมน ผู้ดำเนินรายการนิวส์ไนท์ (Newsnight) ของบีบีซี กล่าวไว้ว่า "ก่อนจะจบรายการ เราควรรายงานว่าวันนี้ไม่ได้เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น แม้จะดูเหมือนว่ามีความพยายามอย่างเต็มที่จากสำนักข่าวรัสเซียแห่งหนึ่งก็ตาม โดยเมื่อเวลา 13.46 น. มีรายงานเริ่มหลั่งไหลเข้ามา อ้างคำพูดของสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ (Interfax) ในกรุงมอสโก ระบุว่ารัสเซียยิงสกัดขีปนาวุธที่กำลังพุ่งเข้ามา นักข่าวซึ่งคิดว่ากำลังจะได้เห็นวันสิ้นโลกจากแถวหน้าจึงรีบโทรศัพท์ไปยังกระทรวงกลาโหมทันที ขณะที่โฆษกผู้ดูตื่นเต้นกับเรื่องนี้แต่ยังควบคุมสติได้ กล่าวอย่างมั่นใจว่า 'ผมเชื่อมั่นว่าชาวอังกฤษไม่ได้ยิงขีปนาวุธใด ๆ ไปยังรัสเซีย'"

ด้านโฆษกของเพนตากอนเองก็ไม่ทราบรายละเอียดมากไปกว่านั้น โดยกล่าวว่า "ทั้งหมดที่เรามีอยู่ก็เป็นเพียงรายงานเกี่ยวกับรายงานเท่านั้น"

ตลาดเงินตราโลกสั่นคลอน ขณะที่นักการเมือง ผู้นำกองทัพ และผู้สื่อข่าวต่างใช้เวลา 1 ชั่วโมงอันวุ่นวายเร่งหาข้อมูล

เมื่อเวลา 14.52 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช ผู้ที่รับรู้ถึงวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นสามารถกลับมาโล่งอกอีกครั้ง เมื่อสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์แก้ไขรายงาน โดยระบุว่าแม้ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของรัสเซียจะตรวจพบการยิงขีปนาวุธ แต่จรวดดังกล่าวได้ตกลงในดินแดนของนอร์เวย์

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ด้านกลาโหมของนอร์เวย์ยืนยันว่าการปล่อยจรวดดังกล่าวเป็นไปอย่างสันติ และมันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ปกติซึ่งปล่อยจากฐานจรวดพลเรือน โดยมีเป้าหมายเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแสงเหนือ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่รู้จักกันในชื่อว่า "ออโรรา โบเรียลิส (aurora borealis)"

พวกเขาบอกว่าจรวดตกลงสู่ทะเลตามแผน ใกล้กับเกาะสปิตซ์เบอร์เกนในแถบอาร์กติกอันห่างไกล โดยอยู่ห่างจากน่านฟ้ารัสเซียมาก

หลายชั่วโมงหลังจากทราบว่ารายงานดังกล่าวไม่เป็นความจริง แหล่งข่าวด้านกลาโหมของรัสเซียซึ่งไม่เปิดเผยชื่อให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ว่า "ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้" ว่าการปล่อยจรวดครั้งนี้มีเจตนาทดสอบระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าของรัสเซียหรือไม่

รัสเซียเองมีความอ่อนไหวต่อขีดความสามารถด้านการป้องกันทางอากาศของตนเองมาตั้งแต่ปี 1987 เมื่อมาเทียส รุสต์ วัยรุ่นชาวเยอรมันตะวันตก สามารถบินเครื่องบินใบพัดเครื่องยนต์เดียวเป็นระยะทางกว่า 500 ไมล์ (ราว 750 กิโลเมตร) ฝ่าระบบป้องกันของสหภาพโซเวียตทุกชั้น และลงจอดใกล้กำแพงพระราชวังเครมลินได้สำเร็จ

แม้ขณะนั้นสงครามเย็นได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัสเซียบางส่วนยังคงวิตกกังวลต่อภัยคุกคามทางนิวเคลียร์อยู่

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปรากฏในเวลาต่อมาว่า จรวดดังกล่าวถูกปล่อยขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสงเหนือ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ออโรรา โบเรียลิส" (aurora borealis)

"ผมรู้สึกหวาดกลัวมากเมื่อได้ยินว่าการยิงจรวดตามปกติของเรากลายเป็นที่สนใจขนาดนี้" โคลบยอร์น อดอล์ฟเซน นักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ กล่าว

ในตอนนั้น เขาได้รับโทรศัพท์จากผู้คนที่ตื่นตระหนกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำลังประชุมอยู่ แต่สิ่งที่แปลกยิ่งไปกว่านั้น คือ หลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้น นอร์เวย์แจ้งทางการรัสเซียเกี่ยวกับแผนการปล่อยจรวดดังกล่าวไว้แล้ว

อดอล์ฟเซนชี้ว่าฝ่ายรัสเซียอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรง เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่จรวดศึกษาปรากฏการณ์แสงเหนือถูกปล่อยขึ้นในวิถีโค้งที่สูงมาก โดยขึ้นไปถึงระดับความสูง 908 ไมล์ (ราว 1,460 กิโลเมตร)

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะ "มีการส่งข้อความผ่านกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ไปยังทุกประเทศที่เกี่ยวข้องว่าเราจะดำเนินการยิงจรวด" แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด คำเตือนดังกล่าวจึงไม่ไปถึงโต๊ะทำงานที่ถูกต้อง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างหนักแน่นว่าข้อความเดียวที่ตกหล่นไป อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่งได้

นับตั้งแต่รุ่งอรุณของยุคนิวเคลียร์ โลกได้เผชิญกับเหตุการณ์เฉียดฉิวมาแล้วมากกว่าที่ใครอยากจะย้อนนึกถึง ไม่ได้มีเพียงเหตุการณ์ใหญ่ ๆ อย่างวิกฤตขีปนาวุธคิวบาในปี 1962 เท่านั้นที่เป็นช่วงเวลาที่สงครามเย็นเข้าใกล้การปะทุเป็นสงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตมากที่สุด

ในปี 2020 บีบีซี ฟิวเจอร์ รายงานว่าสัญญาณเตือนภัยผิดพลาดเคยถูกกระตุ้นจากปัจจัยตั้งแต่ฝูงหงส์อพยพและดวงจันทร์ ไปจนถึงความขัดข้องของคอมพิวเตอร์และสภาพอากาศในอวกาศ โดยในปี 1958 เครื่องบินลำหนึ่งเผลอทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงในสวนหลังบ้านของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเคราะห์ดีที่มีแค่ไก่ที่เสียชีวิต

ส่วนในปี 1966 เครื่องบินทหารสหรัฐฯ จำนวน 2 ลำชนกันเหนือหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่งในสเปน โดยหนึ่งในนั้นบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ถึง 4 ลูก และเมื่อไม่นานมานี้ในปี 2010 กองทัพอากาศสหรัฐฯ สูญเสียการติดต่อกับขีปนาวุธ 50 ลูกชั่วคราว ทำให้ไม่สามารถตรวจจับหรือยับยั้งการยิงอัตโนมัติได้

ช่วงเวลาที่อันตราย

หลายคนในรัสเซียขณะนั้นเพิกเฉยต่อคำประกาศของเยลต์ซินที่บอกว่าเขาได้ใช้ "กระเป๋านิวเคลียร์" เป็นครั้งแรก เพราะเห็นว่าเป็นการคุยโวเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสงครามเชชเนียที่กำลังดำเนินอยู่

"เมื่อวันนี้ผมใช้ 'กระเป๋าดำ' เป็นครั้งแรก ซึ่งมันมีปุ่มอยู่ข้างในและผมพกมันติดตัวตลอดเวลา" เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ หลังเหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งวัน

"บางคนตัดสินใจทดสอบเรา เพราะสื่อพูดอยู่ตลอดว่ากองกำลังของพวกเรานั้นอ่อนแอ" เขากล่าวเสริม

  • อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอคนหนึ่งกล่าวว่า นี่คือ 'ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดเพียงครั้งเดียวในยุคขีปนาวุธนิวเคลียร์'

รายงานของรายการนิวส์ไนท์ (Newsnight) เกี่ยวกับเหตุจรวดนอร์เวย์อาจฟังดูเป็นข่าวเบาสมอง แต่อดีตเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองแห่งสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ (CIA) กลับเห็นความร้ายแรงของเหตุการณ์นี้ต่างออกไป

อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอรายหนึ่งกล่าวว่า นี่คือ "ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดเพียงครั้งเดียวในยุคขีปนาวุธนิวเคลียร์"

ขณะที่ปีเตอร์ ไพร ที่ปรึกษาทางทหาร เขียนไว้ว่า "ไม่เคยมีมาก่อนที่ผู้นำของชาติมหาอำนาจทางนิวเคลียร์คนใดจะเปิดใช้งานสิ่งที่เทียบเท่ากับ 'กระเป๋านิวเคลียร์' ของรัสเซียอย่างจริงจังในสถานการณ์ที่รับรู้ว่ามีภัยคุกคามจริง และสามารถตัดสินใจยิงสิ่งที่ทำให้เกิดวันสิ้นโลกได้ทันที"

อย่างไรก็ตาม พาเวล พอดวิก นักวิจัยด้านการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ กล่าวว่า "หากให้ผมจัดอันดับเหตุการณ์เหล่านี้… ผมคงให้คะแนนแค่ 3 เต็ม 10 ยังมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่านี้มากในช่วงสงครามเย็น"

เขายังเสนอด้วยว่าการใช้กระเป๋านิวเคลียร์อาจถูกจัดฉากขึ้นให้เยลต์ซินในวันถัดมา

วลาดิเมียร์ ดวอร์กิน ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของรัสเซีย กล่าวว่าการแจ้งเตือนจากนอร์เวย์ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ "ไม่มีเลยแม้แต่น้อย" โดยเขาบอกกับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ในปี 1998 ว่า "แม้เมื่อระบบเตือนภัยส่งสัญญาณว่ามีการโจมตีครั้งใหญ่ ก็จะไม่มีใครตัดสินใจใด ๆ แม้แต่ผู้นำที่ตื่นตระหนกและไร้เหตุผล ต่อให้ได้รับสัญญาณว่ามีขีปนาวุธเพียงลูกเดียวถูกยิงออกมา ผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณเตือนภัยลวง"

5 วันหลังเหตุการณ์ดังกล่าว รายงานข่าวทางสถานีวิทยุของบีบีซีระบุว่า ทางการรัสเซียโยนความผิดของการแจ้งเตือนไปที่ "ความเข้าใจผิด" ซึ่งต้องไม่เกิดขึ้นอีก โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ฝ่ายนอร์เวย์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามปกติ และไม่ควรมีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน

แม้หายนะจะถูกหลีกเลี่ยงไปได้ แต่ก็ยังน่าตกใจที่จรวดอุตุนิยมวิทยาซึ่งไม่เป็นอันตราย กลับสามารถก่อให้เกิดความตื่นตระหนกได้ถึงเพียงนี้