ระเบิดฝน (Rain Bomb) คืออะไร ส่งผลต่อสถานการณ์น้ำท่วมหนักในไทยหรือไม่ ?

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกว่าเขาวิตกกังวลว่า Rain Bomb หรือ ระเบิดฝน อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่จุดอ่อนในกรุงเทพฯ ดังนั้น การพยากรณ์อากาศอย่างแม่นยำจึงมีความจำเป็น เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมทรัพยากรรองรับสถานการณ์ฝนตกหนักเฉพาะที่ได้อย่างทันท่วงที

ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการน้ำ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยก่อนหน้านี้ว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับ “ระเบิดฝน (Rain Bomb)” ซึ่งมีลักษณะตกสั้น ๆ แต่ตกหนักในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งถี่มากขึ้นด้วย อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยล่าสุดเขาบอกว่าเกิดระเบิดฝนที่ จ.ตราด และ จ.ภูเก็ต ซึ่งทำให้เกิดอุทกภัย และสร้างความเสียหายตามมา

ล่าสุด บีบีซีไทยพูดคุยกับ ดร.ภาณุ ตรัยเวช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ จากคณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้

ระเบิดฝน (Rain Bomb) คืออะไร

ผศ.ดร.ภาณุ บอกว่า ระเบิดฝน หรือ Rain Bomb มักถูกเรียกในภาษาทางการว่า กระแสอากาศที่เคลื่อนที่ลงมาหรือดาวน์ดราฟต์ (Downdraft) ไม่ก็ไมโครเบิร์ส (Microburst) ซึ่งหมายถึง กระแสอากาศไหลลงสู่พื้นแล้วแผ่ออกจากศูนย์กลาง ที่ตกกระทบอย่างรุนแรงในแนวราบ

“พูดให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็คือลมที่พัดลงมา เมื่อเราพูดถึงลม ส่วนใหญ่มันจะพัดเป็นแนวราบซ้าย-ขวา ไม่ค่อยขึ้นลงตามแนวดิ่ง ดังนั้น ลมที่พัดขึ้นลงเป็นแนวดิ่งมันจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างสำคัญในทางอุตุนิยมวิทยา ซึ่งตัว Rain Bomb นั้นเป็นส่วนหนึ่งของลมที่พัดจากข้างบนลงมาข้างล่าง หากถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ส่วนใหญ่มันจะเกิดกับพายุ ซึ่งก็คือเมฆที่มีหยดน้ำเยอะ ๆ และเมื่ออากาศด้านนอกและด้านในเมฆผสมกัน หยดน้ำจะเกิดการระเหย การระเหยของหยดน้ำจะทำให้อากาศเย็นตัวลง ซึ่งอากาศที่เย็นนั้นมีความหนัก มันเลยจมตัวลงมา”

Destructive tornado near Minden, Iowa during a tornado outbreak in the region on April 26th, 2024.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เขาบอกว่าเมื่อฝนใกล้จะตก เราจะรู้สึกถึงได้ถึงลมเย็นที่พัดเข้ามา และนั่นคือลักษณะสำคัญของดาวน์ดราฟต์หรือไมโครเบิร์ส

“พอพายุมันจะมา ลมเย็น ๆ มันก็จะพัดลงมาจากพายุ พอมันชนกับพื้น มันก็จะกระจายออกไปด้านข้าง” เขาอธิบายให้เห็นภาพ

“กรณีของ Rain Bomb มันจะเป็นดาวดราฟต์ประเภทหนึ่ง คือนอกจากมันจะพัดลงมาแล้ว แต่มันยังพัดลงใน scale หรือมีขนาดเล็กกว่าปกติ คำว่าเล็กในทางอุตุฯ ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป บางครั้งอะไรที่เกิดขึ้นขนาดเล็ก ๆ มันจะเกิดแรง อยากให้นึกถึงภาพพายุทอร์นาโดอย่างที่เห็นในหนังเรื่อง Twisters (ทวิสเตอร์ ทอร์นาโดมฤตยูถล่มโลก) ซึ่งจริง ๆ แล้ว พายุทอร์นาโดมันเหมือนพายุเฮอริเคนหรือไต้ฝุ่น แต่มันเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีขนาดเล็ก ลมเลยพัดเร็ว ทีนี้ตัวดาวน์ดราฟต์มันเป็นลมพัดลงเหมือนกัน แต่เป็นลมที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ และมีความแรงมากกว่า หากสมมติว่ามันนำหยดน้ำบางส่วนมาด้วย ก็จะกลายเป็นฝนที่ตกโครมใหญ่โครมเดียว ซึ่งปกติแล้วฝนจะตกลงมาด้วยแรงโน้มถ่วง แต่ตัวระเบิดฝนนั้นนอกจากจะมีแรงโน้มถ่วงช่วยแล้ว มันยังลงมาพร้อมกับลมที่พัดลง ทำให้ฝนตกลงมาโครมใหญ่โครมเดียวได้”

ระเบิดฝน vs ฝนปกติ

ผศ.ดร.ภาณุ กล่าวต่อว่า ตามหลักการแล้วระเบิดฝนจะตกหนักกว่าฝนปกติ และมีลักษณะตกเพียงฮวบเดียวมากกว่าฝนทั่วไป

“แต่จริง ๆ แล้ว มันไม่ค่อยเกิดนะครับ มันไม่ได้เกิดบ่อยขนาดนั้น” เขาบอก “จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องค่อนข้างสังเกตยาก ซึ่งค่อนข้างเป็นปัญหา”

อาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ บอกว่า ระเบิดฝนมักก่อให้เกิดผลกระทบในด้านการบินมากกว่า และถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการบิน เนื่องจากหากเกิดลมพัดลงขณะที่เครื่องบินกำลังจะขึ้น จะทำให้หัวเครื่องบินถูกกดลงมาและไม่สามารถขึ้นบินได้

“สิ่งที่อันตรายคือมันดูยากมากว่าเกิดภาวะนี้ขึ้น เพราะเมฆมันจะไม่ต่างจากเมฆทั่วไปขนาดนั้น ดังนั้นในทางอุตุนิยมวิทยาเพื่อการบิน เขาก็จะศึกษาเรื่องนี้กันเยอะ เพราะว่ามันเกี่ยวกับเรื่องเครื่องบิน ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในการบิน”

People sit inside a restaurant during a heavy rain downpour in Bangkok on September 13, 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

“ผมคิดว่าเราต้องมาแยกแยะระหว่าง Rain Bomb กับฝนตกหนักทั่วไป” เขากล่าวและอธิบายต่อว่าฝนในเมืองไทยเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว และส่วนหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้เป็นฝนที่เกิดจากสภาวะระเบิดฝนเท่านั้น

เขาบอกว่าฝนมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่พายุฝนฟ้าคะนองหรือฝนไล่ช้าง (Convective rain) ซึ่งเป็นฝนที่คนไทยคุ้นเคยกันดี โดยมีลักษณะเป็นฝนที่เกิดจากกลุ่มอากาศร้อนลอยตัวสูงขึ้นจนถึงจุดไอน้ำกลั่นตัวลงมาเป็นฝน และเมื่อพูดถึงน้ำท่วม เขาชี้ให้เห็นว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เกิดจากฝนเพียงปัจจัยเดียวเท่านั้น แต่ต้องดูจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา รวมถึงการจัดการบริหารระบายน้ำในพื้นที่ด้วย

“ยกตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานครซึ่งกายภาพส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต มันก็ทำให้น้ำมีความเร็วและระบายออกไปไม่ทัน จนเกิดเป็นน้ำท่วมขังขึ้นมา หากมีการขุดลอกคูคลอง เตรียมการรองรับน้ำไว้ดี ๆ บางทีอาจใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงก็สามารถระบายน้ำที่ขังออกไปได้ แต่ต่างจังหวัดไม่ค่อยมีปัญหานี้เท่าไร เนื่องจากยังมีต้นไม้ที่ช่วยชะลอน้ำ ช่วยให้ระบายน้ำได้ทัน แต่สิ่งที่คนต่างจังหวัดจะต้องเจอ เช่น ในเชียงรายซึ่งพบน้ำท่วมสูง เป็นเพราะปริมาณน้ำเยอะ และระบายออกไปไม่ทัน จนทำให้เกิดน้ำท่วมขัง” อาจารย์จาก ม.เกษตรศาสตร์ กล่าว

ระเบิดฝน VS แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ

.

แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric River) หรือบางครั้งเรียกว่า “แม่น้ำบนท้องฟ้า” หรือ “แม่น้ำที่บินได้” เป็นชั้นไอน้ำที่ยาวและกว้างมาก ซึ่งมักปรากฏขึ้นบริเวณเขตร้อนและเคลื่อนตัวไปยังขั้วโลก โดยพวกมันลำเลียงไอน้ำราว 90% ของปริมาณไอน้ำทั้งหมดที่เคลื่อนที่ผ่านละติจูดกลางของโลก

โดยเฉลี่ยแล้วแม่น้ำในชั้นบรรยากาศมีความยาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ 500 กิโลเมตร และมีความลึกเกือบ 3 กิโลเมตร แต่ตอนนี้พบว่ามันกำลังมีความกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยบางสายมีความยาวกว่า 5,000 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม พวกมันก็ไม่สามารถมองเห็นด้วยสายตาของมนุษย์ ไม่เหมือนกับที่เราสามารถมองเห็นเมฆบนฟ้าได้

นอกจากนี้ การศึกษาล่าสุดโดยสถาบันธรณีศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพ็อทซ์ดัมในเยอรมนี ค้นพบว่าแม่น้ำในชั้นบรรยากาศเหนือเขตร้อนของอเมริกาใต้ แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นยาวนานมากขึ้น ซึ่งนั่นอาจหมายถึงฝนจำนวนมากขึ้นที่ตกลงมา พร้อม ๆ กับความเสียหายในภาคพื้นดิน

แต่จากลักษณะฝนที่ตกหนักในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ รวมถึงความชื้นจากไอน้ำที่มากผิดปกติ ทำให้เหตุอุทกภัยในนครบริสเบน ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2022 รวมถึงเหตุอุทกภัยผิดธรรมชาติที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ถูกเรียกว่า “ระเบิดฝน” ทั้งที่สาเหตุฝนที่ตกหนักเกิดจากปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ

“Rain Bomb กับ Atmospheric River ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน” ผศ.ดร.ภาณุ ยืนยัน “มันก็จะมีกระบวนการต่าง ๆ ที่นำไอน้ำจากเขตศูนย์สูตรของเรา ไปไว้ในบางเขตที่มีน้ำน้อยกว่าเรา ซึ่งเป็นเขตสูง ๆ ขึ้นไปทางเหนือหรือไม่ก็ลงไปทางใต้” ทำให้ไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ในเขตที่มีความชื้นสูงมากอยู่แล้ว

โลกร้อน, Climate Change และฝนในประเทศไทย

ผศ.ดร.ภาณุ บอกกับบีบีซีไทยว่าสภาวะโลกร้อน (Global warming) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate change กำลังส่งผลกับประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบของสภาวะดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงกันในเหล่านักวิทยาศาสตร์ว่าแต่ละประเทศในแต่ละเขตได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เหล่านั้นเช่นไรบ้าง

“กรณีอย่างของเมืองไทยซึ่งอยู่บริเวณแถบศูนย์สูตร มันก็จะมีระบบไหลเวียนต่าง ๆ ของโลกที่ทำให้เราดึงความชื้นจากเขตต่าง ๆ เข้ามายังโซนที่เราอยู่ แล้วพออุณหภูมิโลกสูงขึ้น รวมถึง Climate change มันก็ทำให้กระบวนการดึงความชื้นทำงานดีขึ้น ในวงการมันจะมีคำพูดสั้น ๆ ว่า ที่ไหนแล้ง มันจะยิ่งแล้ง ที่ไหนชื้น มันจะยิ่งชื้น ซึ่งโซนของเรามันเป็นโซนชื้น เพราะฉะนั้นปัญหา climate จะทำให้เราชื้นมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราต้องเจอเรื่องของฝนและลมพายุอะไรต่าง ๆ มากขึ้น”

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

แต่ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ทำให้ธรรมชาติเกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น เช่นในปีนี้กลับเกิดฝนตกมากในภาคเหนือและก่อให้เกิดอุทกภัยตามมา ทั้งที่หากดูตามวัฏจักรของเอลนีโญและลานีญา ปีนี้ประเทศไทยควรอยู่ในสภาพกลาง ๆ และน่าจะเกิดความแห้งแล้งในบางพื้นที่

“มันก็น่าเป็นห่วงว่าทำไมในปีที่ไม่น่ามีฝนตกเยอะ น้ำกลับท่วมได้ ซึ่งผมว่ามันน่าเป็นกังวล โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึง Rain bomb แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นจาก Climate change เพียงอย่างเดียว” เขากล่าว

ทั้งนี้ รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า ในช่วงหน้ามรสุมของอินเดียและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ กำลังประสบกับปัญหาปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่จำนวนวันที่ฝนตกนั้นกลับลดลง และเมื่อดูแนวโน้มจากชุดข้อมูลต่าง ๆ จะพบว่าปริมาณฝนตกหนัก (มากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวัน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปริมาณน้ำฝนปานกลาง (5-100 มิลลิเมตรต่อวัน) ลดลงมากขึ้นเช่นกัน