หมีขั้วโลกเสี่ยงสูญพันธุ์จากภาวะอดอยาก เพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลายจากภาวะโลกร้อน

    • Author, แมทท์ แมคกราธ
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม

ภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นกำลังเป็นภัยคุกคามความอยู่รอดของบรรดาหมีขั้วโลก ขณะที่นักวิทยาศาสตร์พบว่า พวกมันบางส่วนกำลังเผชิญหน้ากับภาวะขาดแคลนอาหาร เนื่องจากน้ำแข็งทะเลบริเวณขั้วโลกเหนือกำลังละลาย และพวกมันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับอาหารเพื่อดำรงชีพบนพื้นแผ่นดินได้

โดยปกติแล้ว หมีขั้วโลก หรือ หมีขาว ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์แห่งอาร์กติก มักล่าแมวน้ำวงแหวน (ringed seal) เป็นอาหาร โดยพวกมันจะจับแมวน้ำเหล่านี้บนแผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่ห่างจากชายฝั่ง

แต่เมื่อแผ่นน้ำแข็งหายไปเนื่องจากโลกที่ร้อนขึ้น หมีขาวจำนวนมากจำต้องอาศัยบนฝั่งนานขึ้น และต้องหันมากินไข่ของนก, ผลเบอร์รี และหญ้าแทน ด้วยสถานการณ์เช่นนั้นจะทำให้น้ำหนักตัวของพวกมันลดลงอย่างฮวบฮาบ เพิ่มความเสี่ยงต่อการตายมากขึ้น

ที่ผ่านมา ภาพของหมีขั้วโลกได้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศในแถบอาร์กติก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวต่อสัตว์สายพันธุ์นี้กลับมีความซับซ้อนยิ่ง

แม้ว่าจำนวนของหมีขั้วโลกได้ดิ่งลงอย่างหนักจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่นั่นก็เป็นผลมาจากการล่าโดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืน

เมื่อมีการปรับใช้กฎหมายการปกป้องที่เข้มงวดขึ้น จำนวนของหมีขั้วโลกก็เพิ่มขึ้น ทว่าอุณหภูมิของโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นในขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพวกมัน

เพราะเหตุใดโลกที่ร้อนขึ้นจึงส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพวกมัน ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทะเลอาร์กติกที่เป็นผืนน้ำแข็ง คือ สิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของพวกมัน เพราะถือเป็นสถานที่หลัก ๆ ในการล่าแมวน้ำวงแหวน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ให้ปริมาณไขมันสูง โดยฤดูการล่าก็มีระยะเวลาไม่ยาวนานนักคือ ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิจนถึงต้นฤดูร้อน

ทว่า ในช่วงเดือนที่อากาศอุ่นขึ้น กลับพบกว่าหลายส่วนของอาร์กติกในปัจจุบันไม่มีน้ำแข็งเหลืออยู่เลย

งานวิจัยที่ทำการศึกษาในรัฐแมนิโทบาตะวันตก ของแคนาดา พบว่า ช่วงเวลาที่ปราศจากน้ำแข็งในพื้นที่นี้ได้ขยายยาวนานขึ้นราวสามสัปดาห์ ระหว่างปี 1979 ถึงปี 2015

เพื่อทำความเข้าใจว่าสัตว์สายพันธุ์นี้เอาชีวิตรอดอย่างไร เมื่อน้ำแข็งค่อย ๆ หายไป นักวิจัยจึงติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ของหมีขั้วโลกจำนวน 20 ตัว เป็นเวลาหลายเดือนในช่วงฤดูร้อนเป็นเวลา 3 ปี

นอกจากจะมีการตรวจตัวอย่างเลือดและชั่งน้ำหนักหมีขั้วโลกเหล่านี้แล้ว ทีมวิจัยยังสวมปลอกคอที่ติดตั้งกล้องเพื่อบันทึกวิดีโอและอุปกรณ์ระบุพิกัด เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว กิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งที่พวกมันกิน

ในช่วงฤดูร้อนที่ปราศจากน้ำแข็ง หมีขั้วโลกเหล่านี้ปรับกลยุทธ์การเอาตัวรอด บางตัวเน้นไปที่การพักผ่อนและลดอัตราการเผาผลาญพลังงาน

พวกมันส่วนใหญ่พยายามหาอาหารจากพืช ผลเบอร์รี หรือ ลอยว่ายน้ำหาสิ่งที่พวกมันจะพอกินได้

ทว่า กลยุทธ์ทั้งสองแบบกลับล้มเหลว โดยหมีขั้วโลก 19 จาก 20 ตัว ที่นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาพบว่า สูญเสียกล้ามเนื้อ ในบางกรณี พบว่าการสูญเสียกล้ามเนื้อสูงถึง 11%

โดยเฉลี่ยแล้ว พวกมันน้ำหนักลดลงวันละ 1 กิโลกรัม

ดร.แอนโทนี ปากาโน แกนนำนักวิจัยเรื่องนี้ จากสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา ในรัฐอลาสกา ระบุว่า "ไม่ว่าพวกมันจะใช้กลยุทธ์อะไร ก็ไม่มีประโยชน์ที่แท้จริงในการทำให้พวกมันใช้ชีวิตบนพื้นดินได้นานขึ้น"

ขณะที่ ชาร์ลส์ โรบินส์ ผู้เขียนงานวิจัยร่วม จากศูนย์ศึกษาหมี จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน กล่าวว่า "หมีขั้วโลกไม่ใช่หมีกริซลีที่มีขนสีขาว พวกมันต่างกันอย่างมาก"

หมีขั้วโลก 2 จาก 3 ตัว ที่ลงไปในน้ำและพบซากสัตว์ที่ตายแล้ว ใช้เวลากินซากพวกนั้นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เนื่องจากพวกมันเหนื่อยเกินไปจากการออกแรง

"หมีเพศเมียวัยก่อนที่จะโตเต็มวัยตัวหนึ่งไปเจอเข้ากับซากวาฬเบลูกา มันจะกัดแค่สองถึงสามคำ เท่านั้น แต่ว่ามันจะใช้ซากวาฬนั้นเป็นทุ่นลอยเพื่อพักเป็นส่วนใหญ่" ดร.ปาโกานา บอกกับ บีบีซีนิวส์

"สิ่งนี้บอกกับเราว่า หมีเหล่านี้ไม่สามารถกินและว่ายน้ำไปพร้อม ๆ กันได้"

ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับหมีขั้วโลก

ปัจจุบัน มีหมีขั้วโลกเหลืออยู่ประมาณ 26,000 ตัว โดยส่วนใหญ่พวกมันอาศัยอยู่ในประเทศแคนาดา นอกจากนี้ยังพบประชากรหมีขั้วโลกส่วนหนึ่งในสหรัฐฯ, รัสเซีย, กรีนแลนด์ และนอร์เวย์

หมีขั้วโลกถูกจัดอยู่ในสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดยสภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อจำนวนประชากรที่ลดลงของพวกมัน

หมีเพศผู้ตัวเต็มวัยสามารถมีความสูงถึง 3 เมตร และมีน้ำหนักเกือบ 600 กิโลกรัม และพวกมันสามารถกินเปลวไขมันระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อของปลาวาฬที่มีน้ำหนักกว่า 45 กิโลกรัมในคราวเดียวได้

นอกจากนี้ พวกมันยังมีประสาทสัมผัสในการดมอันทรงพลัง โดยสามารถได้กลิ่นเหยื่อที่อยู่ห่างออกไปไกลถึง 16 กิโลเมตรได้ และยังมีความสามารถในการว่ายน้ำเป็นอย่างดี ที่ผ่านมามันเคยถูกพบในจุดที่ห่างออกไปจากชายฝั่งถึง 100 กิโลเมตร พวกมันยังว่ายน้ำด้วยความเร็วถึง10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนหนึ่งมาจากลักษณะของอุ้งเท้าของพวกมันที่เป็นพังผืดเล็กน้อย

สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งจากการค้นพบครั้งนี้คือ มีหมีตัวหนึ่งมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 32 กิโลกรัม โดยนักวิจัยเชื่อว่า หมีตัวดังกล่าว บังเอิญโชคดีไปเจอกับซากสัตว์ที่ตายแล้วจึงทำให้มันสามารถกักเก็บไขมันในร่างกาย แม้ว่ามันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพักผ่อนเพื่อทำให้ตัวเองแข็งแรง

ขณะที่การศึกษาก่อนหน้านี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ส่งผลต่อหมีขั้วโลก แต่งานศึกษาฉบับใหม่นี้ ได้ชี้ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ "ความสามารถในการปรับตัวของสัตว์สายพันธุ์นี้"

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยคนอื่น ๆ กล่าวว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อหมีขั้วโลกจะมีความแตกต่างกัน ตามแต่ละพื้นที่

"เป็นไปได้ที่หมีขั้วโลกจะหายไปจากพื้นที่ที่ผืนน้ำแข็งในทะเลจะสูญหายไปในอนาคต แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าจะเป็นเมื่อไหร่และที่ไหน" จอน อารส์ จากสถาบันขั้วโลกของนอร์เวย์กล่าว ทั้งนี้ เขาไม่มีส่วนร่วมกับงานศึกษาครั้งนี้

"บางพื้นที่อาจจะมีสภาพที่เหมาะกับหมีเหล่านี้เช่นกัน แต่คงเป็นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า"

"ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในการศึกษาครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสภาพที่ยากต่อการใช้ชีวิตของหมีเหล่านี้ ในเวลาอันสั้น หากผืนน้ำแข็งในทะเลยังคงสูญหายไปอย่างที่เคยคาดการณ์ไว้"

สำหรับงานศึกษาชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ คอมมิวนิเคชันส์