COP28: ทำไมดาวเทียมบอกเราไม่ได้ว่า แต่ละประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากแค่ไหน

The Copernicus Carbon Dioxide Monitoring mission, or CO2M for short, is one of Europe's Copernicus Sentinel Expansion missions and will be the first to measure how much carbon dioxide is released into the atmosphere specifically through human activity.

ที่มาของภาพ, European Space Agency

คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์ของอีเอสเอระบุว่า ดาวเทียมที่เตรียมจะปล่อยขึ้นโคจรโลกในปี 2026 จะตรวจจับและแสดงให้เห็นถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์
    • Author, นาวิน สิงห์ คัดคา
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม บีบีซี

นักวิทยาศาสตร์เตือนมาหลายครั้งแล้วถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่แต่ละประเทศให้คำมั่นจะทำเพื่อลดโลกร้อน กับความเป็นจริง ดังนั้น แม้ที่ประชุม COP28 จะบรรลุข้อตกลงในการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานทดแทน แต่เราจะทำให้มั่นใจได้อย่างไรว่า ทุกประเทศจะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ แล้วดาวเทียมจะเข้ามามีบทบาทในการติดตามการทำงานของแต่ละประเทศได้หรือไม่

ย้อนไปเมื่อปี 2016 ตอนที่ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นอีพี ได้เปิดเผยรายงานประจำปีว่าด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้บริษัท ฟ็อลคส์วาเกิน (Volkswagen) เผชิญข่าวอื้อฉาว ถึงการฉ้อฉลการทดสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของผลิตภัณฑ์ในสหรัฐฯ ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ในรถยนต์ที่ทำให้เมื่อถูกทดสอบปริมาณการปล่อยก๊าซ รถยนต์ก็สามารถปรับสมรรถนะให้ได้ผลลัพธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ดีขึ้น

“หากบริษัทยานยนต์สามารถโกงโลกได้แบบนี้ เราจะทำอย่างไรให้มั่นใจประเทศและบริษัทต่าง ๆ รายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสุจริต” นาวิน สิงห์ คัดคา ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งคำถาม

“เราจะตรวจสอบจากท้องฟ้า” เจ้าหน้าที่ยูเอ็นดีพีคนหนึ่ง ตอบ พร้อมชี้นิ้วขึ้นเหนือศีรษะ “ดาวเทียมจะแสดงให้เราเห็นว่าใครกำลังทำอะไร และสิ่งที่พวกเขาอ้างถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพวกเขานั้น ถูกต้องหรือไม่”

ปัจจุบัน มีดาวเทียมราว 20 ดวง ที่โคจรอยู่รอบโลกและมีภารกิจสังเกตการณ์ก๊าซเรือนกระจก แต่นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานด้านอวกาศรายใหญ่หลายแห่งบอกกับบีบีซีว่า เทคโนโลยีดาวเทียมเหล่านี้ ยังทำสิ่งที่มนุษย์ต้องการไม่ได้

เพราะแม้ว่า ดาวเทียมจะตรวจจับความหนาแน่นของคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 เหนือพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ อย่าง ทวีป แต่ดาวเทียมยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า คาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้ถูกปล่อยมาจากที่ไหน

องค์การอวกาศยุโรป หรืออีเอสเอ มีดาวเทียม 1 ดวงที่กำลังดำเนินงานอยู่ คือ “เซนติเนล-5 พรีเคอร์เซอร์” ซึ่งมีภารกิจสังเกตการณ์ก๊าซเรือนกระจก โดย ยาสจิกา เมเจอร์ นักวิทยาศาสตร์ของอีเอสเอ อธิบายว่า พวกเขาพยายามนำร่องการตรวจหาแหล่งที่มาของก๊าซเรือนกระจกจากแหล่ง อาทิ โรงไฟฟ้า และโรงงาน แต่ก็ยอมรับว่า “เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น” ที่จะสามารถชี้ชัดแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกได้

องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้นเช่นกัน “เพราะเราก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน เซนเซอร์แบบเดียวกัน ดังนั้น การตรวจหาแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงยังทำได้ยาก” โอซามุ โอชิไอ นักวิทยาศาสตร์แจ็กซา ระบุ

The lignite-fired power station of Schwarze Pumpe is pictured during sunrise on January 06, 2022 in Neupetershain, Germany

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประเทศต่าง ๆ รายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อ้างอิงจากการคำนวณภาคพื้นดิน

ทำไมการตรวจหาแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึงยากเช่นนี้ ?

ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่มหาศาล เป็นปัญหาหลักของโลก เพราะก๊าซเรือนกระจกสามารถอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ยาวนานถึง 1,000 ปี อีกทั้ง ยังซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ได้ตามธรรมชาติ

ก๊าซเรือนกระจกราว 75% ของโลก คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ อาทิ การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการถางป่า

แต่ “สัญญาณที่เราจะสามารถเชื่อมโยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปยังโรงไฟฟ้าแห่งใดแห่งหนึ่ง มันหายไปเร็วมาก เพราะถูกผสมรวมไปกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลที่มีอยู่แล้ว” ริชาร์ด เอนเจเลน รองผู้อำนวยการ หน่วยบริการสังเกตการณ์ชั้นบรรยากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป กล่าว

“เรากำลังมองหาสัญญาณขนาดเล็กจิ๋ว (กลุ่มควันคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมา) แต่ในตอนนี้ ดาวเทียมของเราตรวจจับสัญญาณเหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อ ไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก”

แต่ดาวเทียมทำงานได้ดีกว่า หากเป็นการตรวจจับการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกเข้มข้น แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้การตรวจจับทำได้ง่าย นั่นเพราะมีมีเทนอยู่ในอากาศน้อยกว่าคาร์บอนไดออกไซด์

สำนักงานด้านอวกาศของรัฐบาลต่าง ๆ และผู้ให้บริการดาวเทียมภาคเอกชน จึงสามารถตรวจจับการรั่วไหลของมีเทนจากแหล่งอย่างท่อส่งน้ำมัน และแจ้งต่อทางการเพื่อรีบเข้าซ่อมแซมได้

มองหา NO2 เพื่อตามหา CO2

อีเอสเอ เตรียมจะปล่อยดาวเทียมใหม่ 2 ดวงในปี 2026 เพื่อหวังจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้

“เพื่อที่จะให้เราเห็นกลุ่มควันคาร์บอนไดออกไซด์ เราต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่สามารถตรวจวัดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ หรือ NO2 ที่ถูกปล่อยออกมาร่วมกัน จากกระบวนการเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิสูงอย่าง รถยนต์ หรือโรงไฟฟ้า” เมเจอร์ จากอีเอสเอ กล่าว

“หากคุณตรวจพบ NO2 คุณก็จะรู้ว่า มันจะมี CO2 อยู่ด้วย จึงช่วยค้นหาจุดกำเนิดกลุ่มควันก๊าซเรือนกระจกได้”

วิธีอื่น ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามใช้เพื่อตรวจหาคาร์บอนไดออกไซด์ จากข้อมูลดาวเทียม คือ การพัฒนาโมเดลคอมพิวเตอร์ให้สามารถอ่านข้อมูลที่รวบรวมมาได้

“ดาวเทียมสังเกตการณ์คาร์บอนที่กำลังโคจรโลกอยู่ อย่าง OCO2 และ OCO3 (ของนาซา) ไม่สามารถตรวจหาแหล่งปล่อยก๊าซและแหล่งดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) ได้โดยตรง แต่เราใช้โมเดลการจำลองข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ใช้ข้อมูลที่ดาวเทียมรวบรวมมา เพื่อช่วยอ้างอิงถึงที่ตั้งของแหล่งปล่อยก๊าซและแหล่งดูดซับคาร์บอน” อาร์กีโร คาฟวาดา จากศูนย์ก๊าซเรือนกระจกของนาซา ที่เพิ่งเปิดตัวในการประชุม COP28 กล่าว

Sentinel-5 Precursor is the forerunner of Sentinel-5 to provide timely data on a multitude of trace gases and aerosols affecting air quality and climate. These data will be used for air-quality monitoring services through Europe’s Copernicus programme. Sentinel-5 Precursor carries an imaging spectrometer called Tropomi.

ที่มาของภาพ, European Space Agency

คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ดาวเทียมที่สังเกตการณ์ก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน ยังไม่สามารถระบุพิกัดแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้

แม้กระนั้น ผลลัพธ์ของการตรวจหาลักษณะนี้ ก็ไม่แม่นยำนัก ดังนั้น รัฐบาลจึงยังต้องพึ่งพารายงานที่ทางอุตสาหกรรมและโรงงานส่งมอบให้ เพื่อคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา ซึ่งในบางกรณี ข้อมูลเหล่านี้ก็เก่า และไม่ครบถ้วน

ย้อนไปในปี 2015 ที่มีการบรรลุความตกลงปารีส นานาประเทศให้คำมั่นว่าจะลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้ถึง 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่โลกร้อนขึ้น 1.1 องศาเซลเซียสแล้ว และข้อมูลจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ชี้ว่า โลกอาจร้อนขึ้นเป็น 1.5 องศาฯ ภายในปี 2040 หากยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากในระดับปัจจุบัน

แต่จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนเรายังไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถตรวจสอบได้แน่ชัดว่า ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามคำมั่นที่พวกเขาให้ไว้กับสหประชาชาติ

คณะกรรมการดาวเทียมสำรวจโลก ซึ่งเป็นที่ประชุมประสานงานนานาชาติสำหรับภารกิจดาวเทียมสังเกตการณ์ในอวกาศ จึงหวัว่า จะยกระดับเทคโนโลยีดาวเทียมให้ล้ำหน้ามากขึ้น ผสมผสานกับการประเมินรายงานจากภาคพื้นดิน เพื่อสร้างระบบการสังเกตการณ์และตรวจสอบที่โปร่งใส สำหรับติดตามว่ารัฐบาลแต่ละประเทศทำตามคำมั่นสัญญาหรือไม่

แต่อย่างที่ ยาจิกา เมเจอร์ จากอีเอสเอ กล่าวไว้ “เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น”