แพทย์ซีเรียบอก "สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือการเป็นหมอในสถานการณ์เช่นนี้"

ที่มาของภาพ, SYRIAN AMERICAN MEDICAL SOCIETY
"สายตาของเด็กคนนี้กระทบจิตใจผมมากจริง ๆ" นพ. อาห์เหม็ด อัล-มาซี กล่าว “ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่ทันทีที่เขามองมาที่ผม ผมก็เริ่มร้องไห้”
เป็นเวลากว่า 30 ชั่วโมง หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.พ. นพ. มาซี รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก
เขาและแพทย์อีก 1 คน ต้องรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในอัฟริน เมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียที่ฝ่ายต่อต้านควบคุมอยู่
หนึ่งในนั้น คือ เด็กชายโมฮัมเหม็ด วัย 7 ปี เขาเพิ่งถูกขุดออกมาจากใต้ซากปรักหักพังจากบ้านของเขาที่พังทลาย
เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบเขานอนอยู่ข้างศพพ่อของเขา ซึ่งถูกซากอาคารทับตายพร้อมกับแม่และพี่น้องของเขา
“วิธีที่เด็กชายมองมาที่เรา ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขาไว้ใจเรา เขารู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว” นพ. มาซี บอกผู้สื่อข่าวบีบีซีผ่านทางซูม
“แต่ผมก็รู้สึกว่าเขาแข็งแกร่งมาก เหมือนกับว่าเขากำลังสกัดกลั้นความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บ อะไรทำให้เด็กอายุ 7 ขวบแข็งแกร่งและฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้”
นพ. มาซี เป็นศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลอัล-ชีฟา (Al-Shifa) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมแพทย์อเมริกันแห่งซีเรีย (Syrian American Medical Society: SAMS) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศล
เขากล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้รับผู้ป่วยเข้ามารักษามากกว่า 200 ราย แทบจะในทันที หลังเกิดแผ่นดินไหว

ที่มาของภาพ, SYRIAN AMERICAN MEDICAL SOCIETY
เด็กที่รอดชีวิตอีกคนที่หน่วยกู้ภัยนำตัวเข้ามารักษาที่โรงพยาบาล คือ เด็กชายอายุ 18 เดือน
นพ. มาซี ตรวจดูอาการของเขาและยืนยันว่าเขาสบายดี แต่แล้วเขาก็ตระหนักว่าพ่อแม่ของเด็กชายไม่ได้มากับเขา
“ทันใดนั้น ผมเห็นพ่อของเขาวิ่งไปหาเขา กอดเขา และร้องไห้สะอึกสะอื้น” เขากล่าว
"พ่อของเด็กบอกผมว่า เด็กคนนี้คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในครอบครัวของเขา คนอื่น ๆ ในครอบครัวนอนตายอยู่ที่โถงทางเดิน"
นพ. มาซี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลต่างตกตะลึงกับขนาดของหายนะที่เกิดขึ้น โดยมีผู้ป่วยเข้ามาขอรักษาตัวพร้อมกันหลายระลอก
“ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า แผ่นดินไหวจะสร้างความเสียหายได้มากขนาดนี้ และทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากขนาดนี้”
แต่มันก็เป็นเรื่องอันน่าเศร้าที่เขาต้องรู้สึกคุ้นเคยกับเหตุการณ์ใหญ่ ๆ แบบนี้มาตลอด
ในปี 2013 เขาทำงานอยู่ในโรงพยาบาลสนาม เมื่อจรวดที่มีสารทำลายประสาทอย่างซารินผสมอยู่ ถูกยิงใส่ชานเมืองของฝ่ายต่อต้านหลายแห่งในกรุงดามัสกัส ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนและบาดเจ็บอีกหลายพันคน
"ในตอนนั้น เราได้รับการฝึกฝนและเตรียมพร้อมในฐานะแพทย์สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว" นพ. มาซี กล่าว
"เราสามารถจัดแจงเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แต่ในสถานการณ์นี้ เราไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับมัน และสถานการณ์เลวร้ายกว่ามาก"

ที่มาของภาพ, AHMED AL-MASRI
หลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อ 6 ก.พ. เขาและเพื่อนร่วมงานของเขาในเมืองอัฟริน ได้ให้การรักษากับผู้ป่วยที่ดูเหมือนบาดเจ็บเล็กน้อยในตอนแรก
“พวกเขาได้รับบาดเจ็บที่คุณคิดว่าไม่ร้ายแรง แต่ก็ยังมีคนที่ต้องถูกตัดแขนขาทิ้ง” เขากล่าว "โรงพยาบาลของเราไม่มีศักยภาพพอรับมือภัยพิบัติระดับนี้"
"สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ การเป็นหมอในสถานการณ์เช่นนี้ สถานที่คุณไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยหรือบรรเทาความเจ็บปวดของคนไข้บางคนได้ นั่นคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่คุณจะรู้สึกได้"
ขณะที่เขารักษาผู้ป่วย นายแพทย์มาซียังต้องรับมือกับการไม่รู้ว่าครอบครัวของเขาปลอดภัยหรือไม่ เนื่องจากไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตล่ม
พ่อแม่และพี่น้องของเขาอยู่ห่างจากโรงพยาบาลเพียงไม่กี่ร้อยเมตร แต่ภรรยาและลูก ๆ ของเขาอาศัยอยู่ตรงข้ามชายแดนในเมืองกาซีอันเท็พ ทางตอนใต้ของตุรกี ซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหวและได้รับผลกระทบอย่างหนัก
"ความรู้สึกแย่ที่สุดที่ในช่วงวิกฤตเช่นนี้คือการไม่รู้ว่าครอบครัวและคนที่คุณรักสบายดีไหม"
“เรามองผู้ป่วยด้วยตาทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งใช้ประเมินอาการบาดเจ็บ และอีกข้างหนึ่งใช้เพื่อดูว่าคนไข้เป็นสมาชิกในครอบครัวตัวเองหรือไม่”

ที่มาของภาพ, SYRIAN AMERICAN MEDICAL SOCIETY
หมอมาซี ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อพี่ชายของเขารีบไปโรงพยาบาลเพื่อส่งข่าวให้เขารับทราบว่า ทุกคนในครอบครัวของเขาปลอดภัยดี นอกจากนี้ เขายังได้พักผ่อนสั้น ๆ ที่โรงพยาบาลด้วย
“เมื่อผมมีโอกาสได้นอนหลับพักผ่อนในตอนนั้น ผมก็ล้มพับลงไปเลย” เขากล่าว "มีบางช่วงเวลาที่ผมต้องการใครสักคน เพื่อพยุงผมขึ้นมาเพื่อที่ผมจะได้ทำงานต่อ"
จากนั้น นพ.มาซี ก็ได้กลับบ้านและรับประทานอาหารเช้ากับพ่อแม่ของเขา และเขาหวังว่าเขาจะสามารถเดินทางไปพบภรรยาและลูก ๆ ของเขาในกาเซียนเท็ปได้ในที่สุด
เขาบอกว่าเขาไปเยี่ยมโมฮัมเหม็ดในวันรุ่งขึ้นด้วย และถามเด็กอายุ 7 ขวบว่าจำเขาได้ไหม
“จำไดครับ คุณคือหมอที่ช่วยชีวิตผมไว้” โมฮัมเหม็ดตอบ











