จีนหลบเลี่ยงจากเหตุการณ์ Crowdstrike ระบบไอทีล่มทั่วโลก ได้อย่างไร

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพหน้าจอสีฟ้าเช่นนี้มีให้เห็นน้อยอย่างมีนัยสำคัญในจีน เมื่อเทียบกับส่วนอื่นของโลก

ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกเผชิญกับเหตุการณ์วินโดว์จอฟ้าจากระบบไอทีล่ม เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ประเทศหนึ่งที่รอดพ้นจากเหตุการณ์ความเสียหายนี้ได้เสียเป็นส่วนใหญ่ก็คือ จีน

เหตุผลค่อนข้างเรียบง่าย นั่นเป็นเพราะแทบไม่มีใครใช้ คราวด์สไตรค์ (Crowdstrike) ที่นั่นเลย

มีองค์กรในจีนเพียงไม่กี่แห่งที่จะซื้อซอฟต์แวร์จากบริษัทอเมริกัน ซึ่งในอดีตเคยเปิดเผยเกี่ยวกับการคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกิดจากปักกิ่ง

นอกจากนี้ จีนยังไม่ได้พึ่งพาไมโครซอฟต์มากเท่าส่วนอื่น ๆ ของโลก บริษัทภายในประเทศอย่าง อาลีบาบา, เทนเซนต์ และหัวเว่ย ล้วนแต่เป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่

ดังนั้น เมื่อมีรายงานระบบล่มเกิดขึ้น บริษัทในจีนที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นบริษัทหรือองค์กรต่างชาติเป็นหลัก ในโซเชียลมีเดียของจีน มีผู้ใช้งานบางรายบ่นว่าไม่สามารถเช็คอินเข้าพักในเครือโรงแรมนานาชาติในเมืองต่าง ๆ ของจีนได้ เช่น เชอราตัน, แมริออทท์ และไฮแอท

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐบาลจีน องค์กรธุรกิจต่าง ๆ และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ได้เปลี่ยนระบบไอทีจากระบบของต่างประเทศมาใช้ระบบภายในประเทศมากขึ้น นักวิเคราะห์บางคนได้เรียกเครือข่ายคู่ขนาานี้ว่า “สปลินเทอร์เน็ต” (splinternet)

“มันเป็นข้อพิสูจน์ถึงการจัดการเชิงกลยุทธ์ของจีนเกี่ยวกับปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีของต่างประเทศ” จอช เคนเนดี ไวท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในสิงคโปร์ ระบุ

“ไมโครซอฟต์ ดำเนินการในจีนผ่านพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง 21Vianet ซึ่งจัดการการให้บริการต่าง ๆ อย่างเป็นอิสระจากระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก การดำเนินการดังกล่าวช่วยป้องกันระบบการให้บริการที่จำเป็นต่าง ๆ ของจีนจากเหตุการณ์ระบบไอทีหยุดชะงักทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร และการบิน”

จีนมองว่าการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาระบบของต่างชาติเป็นวิธีการหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ซึ่งคล้ายกับการที่ชาติตะวันตกหลายชาติสั่งห้ามหัวเว่ย บริษัททางเทคโนโลยีสัญชาติจีนเมื่อปี 2019 หรือเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวที่สหราชอาณาจักรที่ห้ามการใช้ติ๊กตอก (TikTok) โซเชียลมีเดียของจีน บนอุปกรณ์ของรัฐบาลในปี 2023

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแบนการขายเทคโนโลยีชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงให้กับจีน และพยายามห้ามไม่ให้บริษัทอเมริกันต่าง ๆ ไปลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในจีน รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าข้อจำกัดทั้งหมดมีขึ้นเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, บริการบางอย่างไม่สามารถใช้งานได้ในสนามบินฮ่องกง

บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์ส สื่อของทางการจีน ที่ตีพิมพ์เมื่อวันเสาร์ ได้กล่าวอ้างถึงการควบคุมเทคโนโลยีจากจีนอย่างคลุมเครือ

“บางประเทศเอาแต่พูดเรื่องความมั่นคง และเหมารวมแนวคิดเรื่องความมั่นคงโดยไม่สนใจความมั่นคงที่แท้จริง ช่างเป็นเรื่องน่าประหลาด” บทบรรณาธิการระบุ

ข้อโต้แย้งในประเด็นนี้ คือ สหรัฐฯ พยายามจะควบคุมเงื่อนไขว่าใครสามารถใช้งานเทคโนโลยีระดับโลกได้ และควรจะใช้มันอย่างไร แต่บริษัทแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ กลับก่อให้เกิดความวุ่นวายทั่วโลกเพราะขาดความใส่ใจ

โกลบอลไทม์ส ยังวิจารณ์ถึงยักษ์ใหญ่ทางอินเทอร์เน็ตที่ “ผูกขาด” อุตสาหกรรม

“การไปพึ่งพาบริษัทชั้นนำเพียงอย่างเดียวในการเป็นผู้นำการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายดังที่บางประเทศสนับสนุนนั้น อาจไม่เพียงขัดขวางผลลัพธ์ของการร่วมกันกำกับดูแลอย่างครอบคลุมเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยรูปแบบใหม่”

การอ้างถึง “การร่วมกัน” หรือแบ่งปันอาจเป็นการอุปมาถึงข้อถกเถียงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากจีนมักถูกกล่าวหาว่าลอกเลียนแบบหรือขโมยเทคโนโลยีของตะวันตก ทางด้านรัฐบาลปักกิ่งยืนยันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น และสนับสนุนตลาดทางเทคโนโลยีที่เปิดกว้างมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีการควบคุมเรื่องดังกล่าวในประเทศอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างสิ้นเชิงในจีน พนักงานบางส่วนแสดงความขอบคุณต่อบริษัทซอฟต์แวร์อเมริกันที่ช่วยหยุดสัปดาห์แห่งการทำงานให้สั้นลงกว่าปกติ

“ขอบคุณไมโครซอฟต์ที่ทำให้วันหยุดมาเร็วขึ้น” กลายเป็นเทรนด์ทาง “เว่ยป๋อ” โซเชียลมีเดียของจีนเมื่อวันศุกร์ ซึ่งถูกโพสต์พร้อมกับภาพหน้าจอคอมสีฟ้า

ไมโครซอฟต์ประเมิน อุปกรณ์วินโดว์ 8.5 ล้านเครื่อง ได้รับผลกระทบ

สำหรับเหตุการณ์ระบบไอทีล่มทั่วโลกเมื่อวันศุกร์ ทางด้านโมโครซอฟต์ ประเมินว่ามีคอมพิวเตอร์ 8.5 ล้านเครื่องทั่วโลก ที่ได้รับผลกระทบจากระบบไอทีที่การทำงานหยุดชะงัก ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ด้านไซเบอร์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

เหตุระบบไอทีล่มเกิดจาก คราวด์สไตรค์ บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ส่งการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่เสียหายให้กับลูกค้าจำนวนมาก

ไมโครซอฟต์ซึ่งช่วยเหลือลูกค้าทั่วโลกให้กลับมาใช้งานระบบได้ใหม่อีกครั้ง เดวิน เวสตัน รองประธานาบริษัทไมโครซอฟต์ ระบุในบล็อกว่า “พวกเราได้ประเมินว่า การอัปเดตของคราวด์สไตรค์ กระทบกับอุปกรณ์วินโดว์ทั่วโลก 8.5 ล้านเครื่อง”

ข้อความจากไมโครซอฟต์ กล่าวด้วยว่า จำนวนคอมพิวเตอร์ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวน้อยว่า 1% ของอุปกรณ์ที่ใช้ระบบวินโดว์ที่มีอยู่ทั่วโลก แต่ “ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ ได้ใช้งานคราวด์สไตรค์ ในการดำเนินกิจการสำคัญ ๆ มากมาย”

บริษัทสามารถระบุจำนวนอุปกรณ์ที่ถูกปิดใช้งานเนื่องจากการหยุดทำงานได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากมีการวัดและส่งข้อมูลทางไกลที่มีประสิทธิภาพสำหรับหลาย ๆ คนโดยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต