ไทยเป็นผู้นำสร้างสันติภาพในเมียนมา ดั่งคำมั่นที่เศรษฐาบอก TIME หรือไม่

 A soldier stands next to a detained man during a demonstration against the military coup in Mandalay on March 3, 2021.

ที่มาของภาพ, STR/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, กว่า 3 ปีแล้วที่เมียนมาเผชิญกับสงครามกลางเมือง
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้คำมั่นระหว่างการสัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ (TIME) เมื่อไม่นานนี้ว่า ไทยจะเป็นผู้นำในการรักษาสันติภาพในเมียนมาซึ่งเผชิญกับสงครามกลางเมืองมากว่า 3 ปี หลังการขึ้นครองอำนาจของรัฐบาลทหาร อันส่งผลให้พลเรือนหลายพันคนเสียชีวิต กว่า 1.9 ล้านคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศ และเกือบ 5 หมื่นคนต้องหนีภัยสู้รบมายังชายแดนไทย จากข้อมูลของ UNHCR

วันที่ 25 มี.ค. ที่จะถึงนี้ การส่งของบรรเทาทุกข์ผ่านข้อริเริ่มด้านมนุษยธรรมของไทยในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา หรือที่เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “ระเบียงแห่งมนุษยธรรม” จะเริ่มต้นขึ้น โดยขบวนรถบรรทุกจะเดินทางเข้าไปยังรัฐกะเหรี่ยง ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก

ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมียนมา มองว่าเพียงแค่ไทยริเริ่มส่งของให้ความช่วยเหลือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในเมียนมา ไม่ได้พิสูจน์ว่าไทยเป็นผู้นำการสร้างสันติภาพในเมียนมาแล้ว พร้อมกับแนะว่ารัฐบาลควรตั้งศูนย์ปฏิบัติงานร่วมเพื่อหาทางออกวิกฤตในเมียนมาเป็นการเฉพาะ และเริ่มบทบาทการเป็น Peace Broker เจรจาให้เกิดการหยุดการสู้รบในเมียนมา ซึ่งมีเพียงแค่ไทยเท่านั้นที่มีศักยภาพทำได้

เศรษฐาให้คำมั่นผ่านนิตยสารไทม์ ว่าไทยจะเป็นผู้นำสร้างสันติภาพในเมียนมา

นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นระหว่างการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ว่า ไทยจะเป็นหัวหอกในความพยายามสร้างสันติภาพในประเทศเมียนมา จากสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2564 หลังรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งถูกรัฐประหารโดยกองทัพ ซึ่งนำโดย พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย

นายกรัฐมนตรีกล่าวกับไทม์ว่า พรมแดนไทย-เมียนมาร่วมกันระยะทางกว่า 2,416 กิโลเมตร ทำให้ไทยเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักจากสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ เขายังเห็นว่าสันติภาพในเมียนมาจะทำให้ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน

“อาเซียนเห็นพ้องกันว่าไทยควรเป็นผู้นำ” นายเศรษฐากล่าวถึงการเจรจาสันติภาพในเมียนมา “ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเราจะมีทางออกเพื่อทำให้เมียนมาสงบสุขและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในระหว่างนี้ ก็มีการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวนมากตามแนวชายแดนที่เราต้องดูแล”

นอกจากข้อกังวลด้านมนุษยธรรมแล้ว นายเศรษฐายังกล่าวว่า สันติภาพยังเป็นผลดีต่อธุรกิจด้วย เนื่องจากประชากรกว่า 10% ของอาเซียนที่มีอยู่รวมกว่า 650 ล้านคน เป็นชาวเมียนมา เศรษฐายังพูดถึงศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนที่น่าจะเพิ่มขึ้น หากเมียนมามีความสงบสุขและเป็นหนึ่งเดียวกันได้ด้วย

KARENNI STATE, MYANMAR - 2022/07/04: Karenni Nationalities Defence Force (KNDF) soldiers are on standby on the frontline during an armed conflict with the Burmese Army Tatmadaw.

ที่มาของภาพ, SOPA Images/LightRocket via Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองบัญชาการกองทัพไทยคาดว่าสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่รัฐคะยาหรือรัฐคะเรนนีติดชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

สงครามกลางเมืองในเมียนมา

กว่า 3 ปี หลังการรัฐประหารในเมียนมา สถิติของสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองในเมียนมา หรือ AAPP (Assistance Association for Political Prisoners) ณ วันที่ 12 มี.ค. 2567 ระบุว่า มีประชาชนชาวเมียนมาถูกจับกุมทั้งหมด 26,237 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ถูกคุมขัง 20,106 คน และถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว 6,131 คน ขณะที่อีก 4,680 คนถูกสังหารระหว่างที่รัฐบาลทหารบริหารประเทศ

นายโวล์คเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวถ้อยแถลงการณ์ในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 55 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2567 ว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมา “แปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด”

มีรายงานว่าในจำนวนผู้ถูกสังหารมากกว่า 4,600 คน เป็นผู้หญิงมากถึง 659 คน และเป็นเด็กจำนวน 490 คน แต่คาดว่าจำนวนที่แท้จริงจะสูงกว่าตัวเลขที่ได้รับรายงาน

นอกจากนี้ยังพบว่าทหารของกองทัพเมียนมาเผาพลเรือนประมาณ 400 คนทั้งเป็น หรือกระทำหลังการประหัตประหาร โดยในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงถึง 113 คน

เขากล่าวต่อว่า นับตั้งแต่กลุ่มชาติพันธุ์ทางรัฐฉานตอนเหนือเริ่มเปิดปฏิบัติการ 1027 เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2566 เป็นต้นมา ส่งผลให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ โจมตีจุดยุทธศาสตร์ของกองทัพเมียนมาทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมาก็โต้กลับอย่างไม่ลดละเช่นเดียวกัน

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า อาวุธหนักสร้างความเสียหายให้กับพลเรือนมากที่สุด โดยเฉพาะการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาที่ไม่สนใจว่าตำแหน่งที่โจมตีนั้นเป็นชุมชนของพลเรือนหรือไม่ และดูเหมือนว่ากองทัพเมียนมาจะยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐฉาน รัฐยะไข่ และรัฐกะเหรี่ยง อีกครั้ง ด้วยการใช้กองกำลังติดอาวุธที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง รวมถึงบังคับเกณฑ์กำลังพลจากชุมชนชาติพันธุ์หนึ่ง เพื่อโจมตีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ

“ในรัฐยะไข่ เราได้รับรายงานว่าเยาวชนชาวโรฮิงญาพลัดถิ่นกำลังได้รับข้อเสนอเป็นเงิน อาหาร และแม้แต่สัญชาติ หากพวกเขาเข้าร่วมกองกำลังที่ช่วยรบให้กับผู้ที่ทำให้พวกเขาพลัดถิ่น และผู้ที่ปฏิเสธจะถูกข่มขู่” นายโวล์คเกอร์ ระบุ

นอกจากนี้ กองทัพเมียนมายังประกาศเมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาว่า จะเริ่มบังคับเกณฑ์ทหารในพลเรือนชายอายุ 18-35 ปี รวมถึงผู้หญิงอายุ 18-27 ปี เบื้องต้นต้องการจำนวนทหารเกณฑ์ประมาณ 5,000 คน และจะเริ่มดำเนินการกลางเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้

“ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผู้คนในเมียนมาเสียสละทุกอย่าง แต่พวกเขายังคงรักษาความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีและปลอดภัยกว่านี้ในอนาคต” นายโวล์คเกอร์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมกับเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนและรัฐที่มีอิทธิพลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในประเทศเมียนมา รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติหรือเอ็นยูจี (National Unity Government - NUG) และองค์กรจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงภาคประชาสังคม ร่วมกันใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูประชาธิปไตยและการปกครองจากฝ่ายพลเรือนในเมียนมา เพื่อยุติวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนที่กำลังเกิดขึ้น

นอกจากนี้ สถิติจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ยังระบุด้วยว่า เหตุขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารส่งผลให้พลเรือนในเมียนมามากกว่า 1.95 ล้านคน กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 ล้านคน ในปี 2567 โดยในจำนวนนี้เกือบครึ่งคือเด็กและผู้หญิง ทั้งนี้ พบว่ามีผู้ลี้ภัยเหตุสู้รบเข้ามาในแนวชายแดนไทยมากกว่า 48,000 คนแล้ว

ปานปรีย์

ที่มาของภาพ, กระทรวงการต่างประเทศ

คำบรรยายภาพ, นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่เมืองหลวงพระบาง สปป. ลาว ระหว่างวันที่ 28-29 ม.ค. 2567

ที่ผ่านมาไทยทำอะไรบ้าง เพื่อรักษาสันติภาพในเมียนมา

ผลการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2567 ได้ให้การรับรองความริเริ่มของรัฐบาลไทยในการจัดตั้งข้อริเริ่มด้านมนุษยธรรมของไทยในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา หรือที่เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “ระเบียงแห่งมนุษยธรรม” เพื่อส่งเสริมความพยายามร่วมกันของอาเซียนที่เคยมีฉันทามติ 5 ข้อในปี 2564 ดังนี้

  • จะต้องยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที และทุกฝ่ายจะต้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่
  • การเจรจาที่สร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อหาทางออกอย่างสันติเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
  • ทูตพิเศษของประธานอาเซียนจะอำนวยความสะดวกเป็นสื่อกลางของกระบวนการเจรจาโดยความช่วยเหลือของเลขาธิการอาเซียน
  • อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านทางศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้านการจัดการภัยพิบัติ (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on Disaster Management: AHA Centre)
  • ทูตและคณะผู้แทนพิเศษจะเดินทางไปเยือนเมียนมาเพื่อพบปะกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นายชัย วัชรงค์ โฆษกรัฐบาลไทย ระบุว่า ระเบียงมนุษยธรรมเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา โดยจะให้ความช่วยเหลือเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง ยารักษาโรคผ่านสภากาชาดของไทย ไปยังสภากาชาดของเมียนมา ซึ่งพื้นที่ศูนย์รับความช่วยเหลือในรัฐกะเหรี่ยงตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก จะเป็นจุดแรกที่เริ่มส่งความช่วยเหลือเข้าไปยังพื้นที่ด้านใน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของศูนย์ดังกล่าวจะมี AHA Center เข้าร่วมสังเกตการณ์ต่อไป

ล่าสุด มีรายงานข่าวว่าวันที่ 25 มี.ค. นี้ จะมีขบวนรถบรรทุกชุดแรกเดินทางเข้ารัฐกะเหรี่ยงผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 อ.แม่สอด จ.ตาก

ข้อมูลจาก UNHCR ระบุว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในรัฐกะเหรี่ยงมากกว่า 195,000 คน เป็นอันดับสองรองจากภูมิภาคสะกายที่มีมากกว่า 1.1 ล้านคน

People queue to buy cheap vegetable oil, in Yangon on August 18, 2022. -

ที่มาของภาพ, STR/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, สถิติจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า เหตุขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารส่งผลให้พลเรือนในเมียนมามากกว่า 1.95 ล้านคน กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

ทำไมแค่ทำ “ระเบียงมนุษยธรรม” ยังไม่พอ

ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเมียนมา จากคณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า พื้นที่ที่ไทยกำลังส่งของให้ความช่วยเหลือนั้นไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมาหรือเอสเอซี (SAC) ของรัฐบาลทหารเมียนมา แต่อยู่ในพื้นที่ควบคุมของกองกำลังในรัฐกะเหรี่ยง ดังนั้น ปัญหาคือจะส่งมอบของกันอย่างไร และใครจะเป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าของบรรเทาทุกข์ต่าง ๆ จะไปถึงมือผู้ที่รอความช่วยเหลือจริง

“การติดต่อกับกาชาดของเมียนมาหรือกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมา เพื่อให้ฝั่ง SAC เป็นคนจิ้มมาว่า พื้นที่ไหนที่ควรให้ความช่วยเหลือ มันเป็นนโยบายที่ไม่สมเหตุสมผลมาตั้งแต่แรก”

เธอแนะนำว่าหากไทยจริงใจและต้องการรับคำชมจากทั่วโลกในฐานะผู้นำสร้างสันติภาพในเมียนมา กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องพูดคุยกับภาคประชาสังคมต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่ต้องการส่งความช่วยเหลือเข้าไป เช่น The Border Consortium หรือ ทีบีซี (TBC) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ปี 2527 ไม่ใช่พึ่งพาข้อมูลจาก SAC เพียงอย่างเดียว

“ส่วนตัวเห็นว่าในเมื่อ SAC เป็นผู้ริเริ่มสงคราม คุณก็ต้องแสดงความจริงใจในการช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อน โดยไม่เอา SAC เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่แรก แต่ก็เข้าใจกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยที่มองว่า SAC มีสถานะเป็นรัฐอยู่ แต่จะไปดีลกับ KNU (สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) และ NUG ไม่ได้ เพราะไทยยังมีแนวคิดว่าต้องดีลกันในลักษณะรัฐต่อรัฐเท่านั้น ยังไม่นับรวมความสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างกองทัพไทยและกองทัพเมียนมา”

ด้านนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์วานนี้ (14 มี.ค.) ว่าไทยและเมียนมาจะติดตามร่วมกันว่าความช่วยเหลือที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ไม่ได้ถูกส่งไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว

“ความช่วยเหลือที่ส่งไป มันจะต้องส่งไปถึงฝ่ายต่าง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้ว มัน[ความช่วยเหลือ]ก็จะไม่ไปอีก เพราะความช่วยเหลือนี้ไม่ได้มาจากไทยเท่านั้น แต่มาจากมิตรประเทศอื่น ๆ ด้วย” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว

นางกาญจนายังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยพูดคุยกับฝ่ายต่าง ๆ ในพื้นที่และยังให้คนในพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์กับ AHA Centre เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งของต่าง ๆ ไปถึงกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง

“ในหลักการ ไทยสนับสนุนให้ฝ่ายต่าง ๆ ในเมียนมาได้หารือกันเพื่อนำไปสู่สันติภาพระยะยาว โดยไทยพร้อมสนับสนุนกระบวนการหารือในทุกรูปแบบ ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยหารือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ไม่จำกัดเพียงแค่รัฐบาลเมียนมา ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ กระทรวงฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากทุกฝ่าย”

ไทยต้องทำเช่นไร จึงจะเป็นผู้นำสร้างสันติภาพในเมียนมาได้

ผศ.ดร.ลลิตา บอกว่า ด้วยความสัมพันธ์ที่พิเศษระหว่างไทยและเมียนมา ทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวที่สามารถเข้าถึง SAC ของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่ายได้ ซึ่งตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ของไทยที่ทำงานด้านนี้ รวมถึงกองทัพของไทยต่างทราบดีว่าไทยมีศักยภาพเรื่องนี้ “แต่อาจมีเพียงรัฐบาลที่ไม่รู้”

เธอเสนอว่ารัฐบาลไทยควรตั้งวอร์รูม (War room) หรือศูนย์ปฎิบัติการร่วม (Joint Task Force) ระหว่างหน่วยงานรัฐทั้งหมด รวมถึงกองทัพ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้การขับเคลื่อนเรื่องเมียนมาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดรับกัน และใช้ทุกกลไกที่รัฐบาลไทยมีให้เป็นประโยชน์ว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสันติภาพในเมียนมา

“โมเดลง่าย ๆ คือ การตั้ง Joint Task Force อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเมียนมา อาจไม่ใช่ทั้งหมด เอาแค่เรื่องทางมนุษยธรรม คุณก็ต้องเรียกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองทัพไทย กองทัพบก สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ มหาดไทย ฯลฯ มาคุยกัน และคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมประสบความสำเร็จต่อไปในระยะ 2-3 ต่อไป ไม่ใช่ระยะ 1 ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ แล้วจะไม่ทำต่อ” ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา บอกกับบีบีซีไทย

อาจารย์จาก ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยควรเห็นตรงกันว่าการตรึงแนวชายแดนไทย-เมียนมามีความสำคัญต่อไทยในระยะยาว การช่วยเหลือเมียนมาในครั้งนี้จะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นพื้นที่ที่มีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น จำนวนอาชญากรรมตามแนวชายแดนก็จะลดลง ชนกลุ่มน้อยที่ลักลอบเข้าไทยก็จะน้อยลง ช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน รวมถึงกลาโหมในอนาคตได้

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมายังมีความกังวลต่อท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ยังไม่ต้องการขึ้นมาเป็น Peace Broker ช่วยเจรจาหยุดการสู้รบในเมียนมาอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ต่างจากคำมั่นของนายเศรษฐา นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวกับนิตยสารไทม์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

“ในมุมมองของฝ่ายต่าง ๆ ในกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้ต้องการเป็นผู้นำเรื่องนี้ และต้องการให้อาเซียนเป็นผู้มีบทบาทนำโดยตัวของลาวซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ลาวก็ไม่สามารถทำอะไรเต็มที่ ถึงแม้มีพรมแดนติดกับเมียนมา แต่ไม่มีทรัพยากรและองค์ความรู้เพียงพอที่จะช่วยเมียนมา” ผศ.ดร.ลลิตากล่าว

เหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาแนะนำให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมเช่นนี้ เพราะมองว่าไทยมีศักยภาพที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค และต้องการให้งานสร้างสันติภาพในเมียนมาดำเนินต่อไปในระยะยาว ด้วยข้อกังวลว่าการให้ความช่วยเหลือผ่านระเบียงมนุษยธรรมจะจบลงแค่ระยะแรก ซึ่งมันจะ "เป็นแค่การส่งของให้ความช่วยเหลือเพื่อถ่ายรูปเท่านั้น"

MOBYAE, SHAN STATE, MYANMAR - 2022/09/15: A People's Defence Force soldier walking in front of a house destroyed by the Burmese military air craft in Mobyae, Kayah State.

ที่มาของภาพ, SOPA Images/LightRocket via Getty Images

คำบรรยายภาพ, การโจมตีทางอากาศโดยกองทัพเมียนมาส่งผลกระทบต่อพลเรือนเป็นวงกว้าง

สถานการณ์การสู้รบในเมียนมามีแนวโน้มเช่นไร

จากรายงานการประชุมการบริหารกองบัญชาการตำรวจชายแดนครั้งที่ 2/2567 เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย (ศบก.บก.ทท.) คาดการณ์ว่า การปะทะกันระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังกลุ่มต่อต้านจะมีแนวโน้มรุนแรงไปจนถึงเดือน พ.ค. 2567 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ทั้งนี้ แม้กองทัพเมียนมามีขีดความสามารถเหนือกว่ากองกำลังกลุ่มต่อต้านหรือกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ขาดความชำนาญในด้านพื้นที่ จนเสี่ยงสูญเสียพื้นที่ควบคุมเพิ่มขึ้น

กำลังพลแนวหน้าของกองทัพเมียนมาเกิดความอ่อนล้า ขาดขวัญและกำลังใจ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่ากองทัพเมียนมาจะมุ่งใช้กำลังไปในพื้นที่รัฐคะยาหรือรัฐคะเรนนีที่มีพรมแดนติดกับ จ.แม่ฮ่องสอน ของไทย เนื่องจากมีที่ตั้งใกล้กับกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมามากที่สุด ในเวลาเดียวกัน กองทัพเมียนมาก็อาจประวิงเวลาการยึดคืนพื้นที่ในรัฐฉานออกไปก่อน แต่ยังคงเพิ่มเติมกำลังเพื่อป้องกันเส้นทางการส่งกำลังบำรุงของกองทัพ

ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารสามารถขยายพื้นที่ควบคุมออกไปในหลายเมือง รวมทั้งยังสามารถยึดฐานปฏิบัติการของกองทัพเมียนมาได้เพิ่มเติมในหลายพื้นที่ ทางกองทัพจึงต้องใช้การปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพลเรือนในวงกว้าง

ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย จึงคาดการณ์ว่าสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง รัฐคะยา และรัฐคะฉิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชายแดนติดกับไทย จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และอาจส่งผลให้ไทยต้องประสบปัญหาความมั่งคงตามแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการหนีภัยสู้รบของชาวเมียนมา การลักลอบหนีเข้าเมือง การลักลอบขนอาวุธผิดกฎหมาย หรือผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมา ซึ่งไทยต้องเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น