มารู้จักดีไซเนอร์เจนซีผู้ทำให้ผ้าไทยแมส 'จัดหนัก' หลักร้อยล้านวิว

BBC Thai/Napasin Samkaewcham

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

บัญชีอินสตาแกรมบัญชีหนึ่งเริ่มลงโพสต์แรกเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2567 โพสต์นั้นเป็นภาพเบื้องหลังหญิงสาวเจ้าของช่องกำลังออกแบบและผลิตกระเป๋ารูปโบว์

4 เดือนต่อมา คลิปวิดีโอเบื้องหลังการออกแบบชุด 'กระดูกสันหลัง' (spine dress) ของเธอ มีผู้ชมกว่า 32.3 ล้านครั้ง มีคนกดไลก์อีกกว่าหนึ่งล้านคน และคอมเมนต์ชื่นชมอย่างล้นหลาม

ปัจจุบันบัญชีอินสตาแกรมที่มีชื่อว่า "belsaey" นี้มีผู้ติดตามกว่า 159,000 บัญชี และไม่ว่าดีไซเนอร์เจ้าของเพจจะลงสินค้าคอลเลกชั่นไหน ต่างก็ 'sold out' ตั้งแต่สินค้าตัวอย่างยังออกแบบไม่เสร็จ

อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ

ที่มาของภาพ, อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ

คำบรรยายภาพ, 'ชุดกระดูกสันหลัง' เป็นชุดแรกที่ อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ วัย 24 ปีเริ่มออกแบบ

จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจ: ใช้แฟชั่นนำทาง

ช่วงเริ่มแรกที่หันมาโพสต์ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ ดีไซเนอร์ลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ วัย 24 ปี และเจ้าของบัญชีอินสตาแกรม บอกกับบีบีซีไทยว่า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เธอแค่มีความคิดอยู่แล้วก็ลงมือทำเลยแค่นั้น

ชุดที่มีแพทเทิร์นเป็นลักษณะกระดูกสันหลังเป็นชุดแรกที่เธอเริ่มออกแบบ โดยอิสเบลล์นำผ้าไวนิลเมทัลลิคมาจับเดรป(drapping)[วิธีการสร้างโครงเสื้อผ้าลงบนหุ่นตัดเย็บโดยตรงแล้วจัดเป็นรูปทรงที่ต้องการ]จนมีลักษณะคล้ายกระดูกสันหลังของมนุษย์

วิดีโอเบื้องหลังการทำงานที่เธอมักถ่ายมาลงในช่องของตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่าแต่ละชุดที่เธอทำมีรายละเอียดและความซับซ้อนมากขนาดไหน จนหลายคนอาจหลงคิดว่าดีไซเนอร์วัย 24 ปี ผู้นี้มีประวัติการศึกษาในสาขาด้านการออกแบบหรือแฟชั่นเฉพาะทาง

BBC Thai/Napasin Samkaewcham

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Napasin Samkaewcham

คำบรรยายภาพ, "ผลงานยุคแรก ๆ ของฉันออกไปทางแนวทดลองและล้ำยุค (avant-garde) มากหน่อย เพราะมันสะท้อนสภาพจิตใจของฉันในตอนนั้น ช่วงที่ฉันกำลังค้นหาว่า ฉันคือใคร อยากทำอะไรกับชีวิต และรู้สึกอย่างไรกับโลกใบนี้"

ทว่าในความเป็นจริงนั้น อิสเบลล์มีพื้นฐานการศึกษามาจากสาขาวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ดี เธอบอกกับเราว่าเธอชอบศิลปะและงานประดิดประดอยมาโดยตลอด

"เหมือนฉันมีไอเดียที่ชัดเจนอยู่ในหัว แล้ววันถัดมา ฉันก็รู้เลยว่าจะไปซื้อจักรเย็บผ้า ซื้อผ้ามัสลิน แล้วเริ่มจับเดรปผ้าเอง และนั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมผลงานยุคแรก ๆ ของฉันถึงออกไปทางแนวทดลองและล้ำยุค (avant-garde) มากหน่อย เพราะมันสะท้อนสภาพจิตใจของฉันในตอนนั้น ช่วงที่ฉันกำลังค้นหาว่าฉันคือใคร อยากทำอะไรกับชีวิต และรู้สึกอย่างไรกับโลกใบนี้" อิสเบลล์กล่าว

จุดเปลี่ยน: ผ้าไทยเป็นมากกว่าแค่ 'ชุดไทย'

อิสเบลล์ บอกกับบีบีซีไทยว่า หลังจากที่เธอเลือกเข้ามาเดินในเส้นทางแฟชั่นเต็มตัว และได้เปิดโอกาสให้ตัวเองสร้างสรรค์ผลงานที่เธอให้คำจำกัดความว่า "แปลก ๆ" เป็นเวลาปีกว่า ๆ เธอก็มีความคิดว่าอยากจะออกแบบผลงานที่ "อยู่ได้แบบยั่งยืนยาวนานกว่าเดิม"

"การออกแบบที่ผู้คนสามารถ 'ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น' ได้ ไม่ใช่แค่ 'มองดู' แล้วผ่านไป ฉันอยากสร้างสิ่งที่เดินไปพร้อมกับกาลเวลา ไม่ใช่สวนทางกับมัน" อิสเบลล์ กล่าว

นี่คือจุดเริ่มต้นที่เธอใช้จุดแข็งของผ้าไทยเข้ามาสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับแบรนด์ของเธอที่มีชื่อว่า "Noscardia" (นอสการ์เดีย) ซึ่งชูโรงด้วยการเป็นแบรนด์ที่ใช้ผ้าไหมไทย 100% เอามาผสานกับการออกแบบฝั่งตะวันตก

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อิสเบลล์ เล่าว่า เธออยากใช้การออกแบบของช่วยให้ผ้าไทยไปได้ไกลกว่าแค่การเป็นชุดไทยแบบดั้งเดิม

เธอบอกเราว่า เธอไม่ได้เลือกใช้ผ้าไทยแค่เพราะ "ความงามหรือประเพณี" แต่เป็นเพราะผ้าไหมไทยเป็นตัวสะท้อนแก่นแท้ของสิ่งที่เธอรักเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและประเทศไทยเอง

"มันเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนแต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลัง ถ้าคุณมองผ้าไหมไทยดี ๆ จะเห็นว่ามีความอ่อนโยน ละเมียดละไม แต่ก็ต้องการความอดทนและการดูแลเช่นเดียวกัน"

อิสเบลล์ เสริมว่าที่ผ่านมาเธอตระหนักว่าผ้าไทยมักมีภาพจำบางอย่างที่ติดอยู่กับการเป็น "ชุดไทย" หรือเครื่องแต่งกายตามธรรมเนียมประเพณี ด้วยเหตุนี้ผ้าไทยจึงกลายเป็น "ผ้าสำหรับชุดประเพณี" มากกว่าจะเป็นตัวเลือกสำหรับการใส่ในชีวิตยุคสมัยปัจจุบัน

จากโจทย์ทั้งสองนี้ อิสเบลล์จึงอยากใช้การออกแบบของเธอเพื่อช่วยให้ผ้าไทยไปได้ไกลกว่าแค่การเป็นชุดไทยแบบดั้งเดิม แต่สามารถสื่อสารไปสู่ระดับนานาชาติ รวมถึงกับคนไทยด้วยกันเอง

Amara คือผลงานชิ้นแรกอย่างเป็นทางการของดีไซเนอร์หญิงวัย 24 ปี คนนี้ เธอเลือกนำผ้าไหมไทยมีลายมาสร้างเป็นชุดเดรสผูกคอ พร้อมการออกแบบช่วงลำตัวให้เป็นคอร์เซ็ท ซึ่งมีลักษณะกระชับช่วงเอวกลางลำตัว

ในผลงานชิ้นต่อมาอย่าง Davika ทรวดทรงและกลิ่นอายของผลงานชิ้นแรกก็ยังคงอยู่ เอวของชุดที่คอดสับด้วยดีไซน์คอร์เซ็ท และกระโปรงเอวต่ำที่พองขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ บนผ้าไหมไทยสีพื้น แต่มาพร้อมกับการออกแบบที่ปิดช่วงอกและหัวไหล่แทน

"ฉันชื่นชอบในทรวดทรงแบบตะวันตกมาตลอด เช่น คอร์เซ็ทรัดเอว กระโปรงบอลกาวน์ทรงใหญ่ หรือเสื้อคอแหวกลึก" อิสเบลล์ กล่าว

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "ฉันชื่นชอบในทรวดทรงแบบตะวันตกมาตลอด เช่น คอร์เซ็ทรัดเอว กระโปรงบอลกาวน์ทรงใหญ่ หรือเสื้อคอแหวกลึก" อิสเบลล์ กล่าว

ตามข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต ณ กรุงลอนดอน ในยุควิกตอเรียนของอังกฤษ (ระหว่างปี 1837-1901) ซึ่งตรงกับช่วงรัชกาลที่ 3-5 ของไทย เสื้อผ้าของสตรีในสมัยนั้นได้รูปทรงมาจากโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดหรือ "คอร์เซ็ท" ซึ่งใช้รัดให้ช่วงเอวได้รูป

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่แต่งกายตามแฟชั่นยุควิกตอเรียนยังต้องชุดชั้นในหลากหลายชนิด เช่น เสื้อคลุมคอร์เซ็ท (corset cover) เพื่อปกปิดรอยของคอร์เซ็ท กระโปรงชั้นใน (petticoat) เพื่อเพิ่มความพองและความอบอุ่น

เธอเล่าให้เราฟังว่าตัวเองชอบสไตล์การออกแบบในยุคก่อน ๆ ของแบรนด์อย่าง Schiaparelli [อ่านว่า "สเกียปาเรลลี"] หรือ Balenciaga [อ่านว่า "บาเลนซิอากา"]

"ฉันคิดว่าถ้าเราเอาผ้าไหมไทย ซึ่งมีรากทางวัฒนธรรมและความหมายลึกซึ้ง มาผสมกับดีไซน์แบบตะวันตกที่เป็นอมตะ มันจะกลายเป็น 'การเต้นรำที่สวยงามระหว่างสองโลก' ตะวันออกและตะวันตก"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เอลซา สเกียปาเรลลี (ขวาสุด) (ค.ศ. 1896–1973) ดีไซเนอร์ชาวปารีส ปรากฏตัวพร้อมนางแบบที่บ้านเลขที่ 21 ปลาซ ว็องโดม ฝรั่งเศส

ในการออกแบบผลงานของเธอ อิสเบลล์ชี้ว่าหัวใจสำคัญคือ วิธีการที่เธอมองผู้หญิง เธอบอกว่าเธอต้องการให้คนที่ใส่ชุดของเธอ "มองกระจกแล้วไม่พยายามหาคนอื่นในภาพสะท้อนนั้น ฉันอยากให้เธอมองเห็นตัวเอง"

"แบรนด์ของฉันไม่เน้นความหวือหวา ไม่ไล่ตามกระแสแฟชั่น เพราะฉันรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ "เวิร์ก" [ทำแล้วดี] และอะไรคือสิ่งที่จะยังคงสวมใส่ได้งดงาม ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย… ​นั่นแหละคือกระบวนการคิดของฉันในการออกแบบชุดแต่ละชุด"

BBC Thai/Napasin Samkaewcham

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Napasin Samkaewcham

คำบรรยายภาพ, "แบรนด์ของฉันไม่เน้นความหวือหวา ไม่ไล่ตามกระแสแฟชั่น เพราะฉันรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ 'เวิร์ก' [ทำแล้วดี]"

กลยุทธ์ที่แตกต่าง: เล่าเรื่องอย่างไรให้ทั้งโลกหันมามอง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเสื้อผ้าที่เริ่มตั้งไข่ได้ไม่นานของอิสเบลล์ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติมากขนาดนี้ในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นของเธอ

แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนบนบัญชีโซเชียลมีเดียของเธอคือการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร และสำหรับลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ นี่ก็นับเป็นภาษาแม่ของเธอเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เคล็บลับความสำเร็จไม่ได้มีแค่นั้น เธอวิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอสามารถสร้างฐานผู้สนับสนุนได้มากขนาดนี้เพราะเธอ "ไม่ได้สวมหน้ากาก" ใด ๆ ในคอนเทนต์ของตัวเองเลย

อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ

ที่มาของภาพ, อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ

คำบรรยายภาพ, มากกว่า 90% ของผู้ติดตามของเธอเป็นชาวตะวันตก

"ฉันเปิดเผยทุกอย่าง ตั้งแต่ร่างสเกตช์ การสร้างต้นแบบนับไม่ถ้วน การแก้แบบไม่รู้จบ ฉันแชร์ทั้งด้านอารมณ์ ความเหนื่อยล้า และค่ำคืนที่ไม่ได้นอน ฉันเชื่อว่านั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนที่ติดตามฉัน 'เอาใจช่วยจริง ๆ' ในวันที่ฉันประสบความสำเร็จ"

จากการสังเกต บีบีซีไทยพบว่าผู้ติดตามรวมไปถึงกลุ่มคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นใต้ผลงานของเธอมักเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเมื่อสอบถาม ก็ตรงกับข้อมูลที่อิสเบลล์บอกว่า ผู้ติดตามของเธอถึง 96% มาจากสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ รวมไปถึงชาติตะวันตกอื่น ๆ

เธอเล่าให้เราฟังว่าเธอแอบตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่าที่เป็นแบบนี้เพราะ คอนเทนต์ที่เธอผลิตนั้นอาจจะเข้ากับรสนิยมของผู้คนฝั่งตะวันตกมากกว่า

เธอมองว่าที่เป็นเช่นนั้น "เพราะคนที่นั่นมีความชื่นชมในเรื่องราวและความจริงใจอยู่ในวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งฉันเองก็อยากให้สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยบ้าง ฉันรู้สึกว่าที่ตะวันตก ผู้คนให้คุณค่ากับงานฝีมือ จริง ๆ ไม่ใช่กับป้ายแบรนด์ที่ติดอยู่บนงานฝีมือนั้น"

บีบีซีไทยยังพบว่า เธอชอบที่จะสร้างและเปิดบทสนทนา เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เธอต้องเผชิญในการออกแบบกับผู้ติดตามของเธอ ฟังก์ชัน "Ask me anything" [แปลเป็นภาษาไทยว่า "ถามอะไรฉันก็ได้"] ดูเป็นหนึ่งในฟังก์ชันที่เธอเลือกใช้บ่อย ๆ เพื่อสนทนากับผู้ติดตาม ซึ่งก็กลายมาเป็นลูกค้าของเธอ

จุดต่อยอด: ธุรกิจที่สินค้าราคาไม่ถูก แต่ดี

อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ

ที่มาของภาพ, อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ

ชุดเดรสผ้าไทยทำมือสองตัวที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้มีราคาขายอยู่ที่ประมาณ 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อชุด หรือราว ๆ 20,000 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน นี่ไม่ใช่เสื้อผ้าราคาต่ำอย่างแน่นอน และตัวอิสเบลล์เองก็ทราบดีว่า ราคาของสินค้าเธอค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ดี เธอบอกว่าเป้าหมายของเธอและทีม แม้จะฟังดู "โลกสวยไปหน่อย แต่ฉันกับทีมไม่เคยเอากำไรเป็นเป้าหมายหลักของเราเลย"

เธอเล่าว่าเธอลงรายละเอียดกับทุกอย่างจริง ๆ ตั้งแต่การเลือกใช้ผ้าไหมไทยแท้ 100% ไปจนถึงกระบวนการตัดเย็บที่ประณีตโดยทีมงาน

เธอยังบอกอีกด้วยว่าความสุขของทีมงานเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะหากปราศจากทีม "ทุกสิ่งที่เราสร้างมาก็คงพังลงได้ง่าย ๆ ดังนั้น ฉันจึงให้ความสำคัญกับการดูแลให้ทุกคนได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม และรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ"

"ถ้าฉันอยากส่งต่อหัวใจ ความรัก และความหลงใหลออกไป ฉันไม่สามารถวางเงินไว้เหนือสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะถ้าทำแบบนั้น ผลลัพธ์มันจะสะท้อนออกมาในงานทันที"

ทั้งนี้ ตัวเธอเองก็อยากให้แบรนด์มีสินค้าที่ผู้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ของสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น โดยเธอบอกกับเราว่ากำลังวางแผนเปิดไลน์สินค้าที่ใช้เนื้อผ้าที่อาจมีราคาต้นทุนต่ำลง แต่ยังคงคุณภาพ การตัดเย็บ และงานฝีมือระดับเดียวกันไว้

อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ

ที่มาของภาพ, อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ

ส่วนฐานลูกค้าปัจจุบันนั้น เนื่องจากผู้ติดตามของเธอส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจึงไม่แปลกที่กลุ่มลูกค้าหลักของเธอจะมาจากสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน และยังมีลูกค้าจากฮ่องกงและสิงคโปร์ด้วย

อิสเบลล์กล่าวว่า ตอนนี้ธุรกิจของเธอเดินมาอยู่ในจุดที่ "มั่นคง" แล้วสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ

เธอเปิดรับคำสั่งซื้อเป็นรอบ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า พร้อมกับให้เวลาทีมงานด้วย ในเวลาเดียวกันเธอก็ยังรับออกแบบสินค้าพิเศษทั้งสำหรับว่าที่เจ้าสาว หรืองานจ้างอื่น ๆ ที่เข้ามา

อย่างไรก็ดี หญิงคนนี้ก็ไม่เคยลืมว่า ที่ผ่านมาก่อนจะมาอยู่จุดนี้เธอเองก็ต้องต่อสู้ เก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อจักรเย็บผ้าหนึ่งตัว และเริ่มทุกอย่างในห้องสตูดิโอของตัวเอง

BBC Thai/Napasin Samkaewcham

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Napasin Samkaewcham

คำบรรยายภาพ, "ถ้าคุณอยากเริ่มเย็บผ้า ก็เก็บเงินซื้อจักรเย็บผ้าสักเครื่อง เครื่องไหนก็ได้ ไม่ต้องดีที่สุด ขอแค่เริ่มเรียนรู้ แล้วลงมือทำจริง ๆ"

เธอให้คำแนะนำคนที่อยากจะออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองว่า "อย่ามองฉันแล้วคิดว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันเดียว หรือแม้แต่ในเดือนเดียว มันใช้เวลาหลายปีมากกว่าที่ฉันจะมาถึงจุดนี้ได้"

"ถ้าคุณอยากเริ่มเย็บผ้า ก็เก็บเงินซื้อจักรเย็บผ้าสักเครื่อง เครื่องไหนก็ได้ ไม่ต้องดีที่สุด ขอแค่เริ่มเรียนรู้ แล้วลงมือทำจริงๆ"

เธอเสริมด้วยว่า "จงอย่ากลัว" ที่จะเผยแพร่งานของตัวเองออกสู่สาธารณะ "เพราะคุณไม่มีวันรู้เลยว่า ใครกำลังมองอยู่ ฉันเองก็ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่าพวกคุณ [บีบีซีไทย] กำลังดูผลงานของฉันอยู่ อย่าอาย อย่ากลัว เพราะคนที่เห็นคุณค่าในการเติบโต และเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่คุณทำจะไม่มีวันทำให้คุณรู้สึกอายที่ได้พยายาม"

จุดต่อไป: ศิลปะที่ทำกินและสร้างเศรษฐกิจได้

ตามข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์พบว่า ในปี 2566 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 15 สาขาหลักของไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

ในจำนวนนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นของไทยครองสัดส่วนค่อนข้างใหญ่ โดยสร้างมูลค่าหลังจากหักต้นทุนของวัตถุดิบและบริการอื่น ๆ ที่ใช้ในการผลิตออกไป (Gross Value Added) ได้สูงถึง 1.97 แสนล้านบาท ตามข้อมูลในปี 2566 รั้งอันดับที่ 4 จาก 15 สาขาของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นรองก็เพียงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงมรดกและวัฒนธรรม ที่สร้างรายได้ 4.45 แสนล้านบาท อุตสาหกรรมอาหารไทยที่คงสถิติ 2.88 แสนล้านบาท และแวดวงโฆษณาที่สร้างรายได้ 2.14 แสนล้านบาท

ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ถูกนำเสนออย่างหนัก

ทว่าเมื่อเราถามอิสเบลล์ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในการก้าวข้ามความกลัว และหันหน้าสู่สิ่งที่ตัวเองชอบจริง ๆ ในแวดวงแฟชั่นเธอตอบว่า ความยากลำบากที่ศิลปินต้องเผชิญยังมีอยู่อีกมาก และความลักลั่นของการต้องเลือกระหว่างความฝัน ความชอบ และการมีกิน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก

BBC Thai/Napasin Samkaewcham

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Napasin Samkaewcham

"เราเห็นกรณีแบบนี้อยู่บ่อยมาก เป็นเหมือนพล็อตซ้ำ ๆ ที่ศิลปินละทิ้งศิลปะของตัวเอง แล้วหันไปทำสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกว่า หรือช่วยให้ดำรงชีวิตได้จริงกว่า" อิสเบลล์ กล่าว

"มันเป็นความจริงที่น่าเศร้า และฉันเชื่อว่าถ้าเราสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้ศิลปะเติบโตได้ ให้ผู้คนมีโอกาสเติบโตโดยไม่ต้องอยู่ในโหมดเอาตัวรอดตลอดเวลา บางทีการได้ทำในสิ่งที่เรารักจริง ๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป"