มารู้จักดีไซเนอร์เจนซีผู้ทำให้ผ้าไทยแมส 'จัดหนัก' หลักร้อยล้านวิว

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
บัญชีอินสตาแกรมบัญชีหนึ่งเริ่มลงโพสต์แรกเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2567 โพสต์นั้นเป็นภาพเบื้องหลังหญิงสาวเจ้าของช่องกำลังออกแบบและผลิตกระเป๋ารูปโบว์
4 เดือนต่อมา คลิปวิดีโอเบื้องหลังการออกแบบชุด 'กระดูกสันหลัง' (spine dress) ของเธอ มีผู้ชมกว่า 32.3 ล้านครั้ง มีคนกดไลก์อีกกว่าหนึ่งล้านคน และคอมเมนต์ชื่นชมอย่างล้นหลาม
ปัจจุบันบัญชีอินสตาแกรมที่มีชื่อว่า "belsaey" นี้มีผู้ติดตามกว่า 159,000 บัญชี และไม่ว่าดีไซเนอร์เจ้าของเพจจะลงสินค้าคอลเลกชั่นไหน ต่างก็ 'sold out' ตั้งแต่สินค้าตัวอย่างยังออกแบบไม่เสร็จ

ที่มาของภาพ, อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ
จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจ: ใช้แฟชั่นนำทาง
ช่วงเริ่มแรกที่หันมาโพสต์ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ ดีไซเนอร์ลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ วัย 24 ปี และเจ้าของบัญชีอินสตาแกรม บอกกับบีบีซีไทยว่า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เธอแค่มีความคิดอยู่แล้วก็ลงมือทำเลยแค่นั้น
ชุดที่มีแพทเทิร์นเป็นลักษณะกระดูกสันหลังเป็นชุดแรกที่เธอเริ่มออกแบบ โดยอิสเบลล์นำผ้าไวนิลเมทัลลิคมาจับเดรป(drapping)[วิธีการสร้างโครงเสื้อผ้าลงบนหุ่นตัดเย็บโดยตรงแล้วจัดเป็นรูปทรงที่ต้องการ]จนมีลักษณะคล้ายกระดูกสันหลังของมนุษย์
วิดีโอเบื้องหลังการทำงานที่เธอมักถ่ายมาลงในช่องของตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่าแต่ละชุดที่เธอทำมีรายละเอียดและความซับซ้อนมากขนาดไหน จนหลายคนอาจหลงคิดว่าดีไซเนอร์วัย 24 ปี ผู้นี้มีประวัติการศึกษาในสาขาด้านการออกแบบหรือแฟชั่นเฉพาะทาง

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Napasin Samkaewcham
ทว่าในความเป็นจริงนั้น อิสเบลล์มีพื้นฐานการศึกษามาจากสาขาวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ดี เธอบอกกับเราว่าเธอชอบศิลปะและงานประดิดประดอยมาโดยตลอด
"เหมือนฉันมีไอเดียที่ชัดเจนอยู่ในหัว แล้ววันถัดมา ฉันก็รู้เลยว่าจะไปซื้อจักรเย็บผ้า ซื้อผ้ามัสลิน แล้วเริ่มจับเดรปผ้าเอง และนั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมผลงานยุคแรก ๆ ของฉันถึงออกไปทางแนวทดลองและล้ำยุค (avant-garde) มากหน่อย เพราะมันสะท้อนสภาพจิตใจของฉันในตอนนั้น ช่วงที่ฉันกำลังค้นหาว่าฉันคือใคร อยากทำอะไรกับชีวิต และรู้สึกอย่างไรกับโลกใบนี้" อิสเบลล์กล่าว
จุดเปลี่ยน: ผ้าไทยเป็นมากกว่าแค่ 'ชุดไทย'
อิสเบลล์ บอกกับบีบีซีไทยว่า หลังจากที่เธอเลือกเข้ามาเดินในเส้นทางแฟชั่นเต็มตัว และได้เปิดโอกาสให้ตัวเองสร้างสรรค์ผลงานที่เธอให้คำจำกัดความว่า "แปลก ๆ" เป็นเวลาปีกว่า ๆ เธอก็มีความคิดว่าอยากจะออกแบบผลงานที่ "อยู่ได้แบบยั่งยืนยาวนานกว่าเดิม"
"การออกแบบที่ผู้คนสามารถ 'ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น' ได้ ไม่ใช่แค่ 'มองดู' แล้วผ่านไป ฉันอยากสร้างสิ่งที่เดินไปพร้อมกับกาลเวลา ไม่ใช่สวนทางกับมัน" อิสเบลล์ กล่าว
นี่คือจุดเริ่มต้นที่เธอใช้จุดแข็งของผ้าไทยเข้ามาสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับแบรนด์ของเธอที่มีชื่อว่า "Noscardia" (นอสการ์เดีย) ซึ่งชูโรงด้วยการเป็นแบรนด์ที่ใช้ผ้าไหมไทย 100% เอามาผสานกับการออกแบบฝั่งตะวันตก

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอบอกเราว่า เธอไม่ได้เลือกใช้ผ้าไทยแค่เพราะ "ความงามหรือประเพณี" แต่เป็นเพราะผ้าไหมไทยเป็นตัวสะท้อนแก่นแท้ของสิ่งที่เธอรักเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและประเทศไทยเอง
"มันเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนแต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลัง ถ้าคุณมองผ้าไหมไทยดี ๆ จะเห็นว่ามีความอ่อนโยน ละเมียดละไม แต่ก็ต้องการความอดทนและการดูแลเช่นเดียวกัน"
อิสเบลล์ เสริมว่าที่ผ่านมาเธอตระหนักว่าผ้าไทยมักมีภาพจำบางอย่างที่ติดอยู่กับการเป็น "ชุดไทย" หรือเครื่องแต่งกายตามธรรมเนียมประเพณี ด้วยเหตุนี้ผ้าไทยจึงกลายเป็น "ผ้าสำหรับชุดประเพณี" มากกว่าจะเป็นตัวเลือกสำหรับการใส่ในชีวิตยุคสมัยปัจจุบัน
จากโจทย์ทั้งสองนี้ อิสเบลล์จึงอยากใช้การออกแบบของเธอเพื่อช่วยให้ผ้าไทยไปได้ไกลกว่าแค่การเป็นชุดไทยแบบดั้งเดิม แต่สามารถสื่อสารไปสู่ระดับนานาชาติ รวมถึงกับคนไทยด้วยกันเอง
Amara คือผลงานชิ้นแรกอย่างเป็นทางการของดีไซเนอร์หญิงวัย 24 ปี คนนี้ เธอเลือกนำผ้าไหมไทยมีลายมาสร้างเป็นชุดเดรสผูกคอ พร้อมการออกแบบช่วงลำตัวให้เป็นคอร์เซ็ท ซึ่งมีลักษณะกระชับช่วงเอวกลางลำตัว
ในผลงานชิ้นต่อมาอย่าง Davika ทรวดทรงและกลิ่นอายของผลงานชิ้นแรกก็ยังคงอยู่ เอวของชุดที่คอดสับด้วยดีไซน์คอร์เซ็ท และกระโปรงเอวต่ำที่พองขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ บนผ้าไหมไทยสีพื้น แต่มาพร้อมกับการออกแบบที่ปิดช่วงอกและหัวไหล่แทน
"ฉันชื่นชอบในทรวดทรงแบบตะวันตกมาตลอด เช่น คอร์เซ็ทรัดเอว กระโปรงบอลกาวน์ทรงใหญ่ หรือเสื้อคอแหวกลึก" อิสเบลล์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตามข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต ณ กรุงลอนดอน ในยุควิกตอเรียนของอังกฤษ (ระหว่างปี 1837-1901) ซึ่งตรงกับช่วงรัชกาลที่ 3-5 ของไทย เสื้อผ้าของสตรีในสมัยนั้นได้รูปทรงมาจากโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดหรือ "คอร์เซ็ท" ซึ่งใช้รัดให้ช่วงเอวได้รูป
นอกจากนี้ ผู้หญิงที่แต่งกายตามแฟชั่นยุควิกตอเรียนยังต้องชุดชั้นในหลากหลายชนิด เช่น เสื้อคลุมคอร์เซ็ท (corset cover) เพื่อปกปิดรอยของคอร์เซ็ท กระโปรงชั้นใน (petticoat) เพื่อเพิ่มความพองและความอบอุ่น
เธอเล่าให้เราฟังว่าตัวเองชอบสไตล์การออกแบบในยุคก่อน ๆ ของแบรนด์อย่าง Schiaparelli [อ่านว่า "สเกียปาเรลลี"] หรือ Balenciaga [อ่านว่า "บาเลนซิอากา"]
"ฉันคิดว่าถ้าเราเอาผ้าไหมไทย ซึ่งมีรากทางวัฒนธรรมและความหมายลึกซึ้ง มาผสมกับดีไซน์แบบตะวันตกที่เป็นอมตะ มันจะกลายเป็น 'การเต้นรำที่สวยงามระหว่างสองโลก' ตะวันออกและตะวันตก"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในการออกแบบผลงานของเธอ อิสเบลล์ชี้ว่าหัวใจสำคัญคือ วิธีการที่เธอมองผู้หญิง เธอบอกว่าเธอต้องการให้คนที่ใส่ชุดของเธอ "มองกระจกแล้วไม่พยายามหาคนอื่นในภาพสะท้อนนั้น ฉันอยากให้เธอมองเห็นตัวเอง"
"แบรนด์ของฉันไม่เน้นความหวือหวา ไม่ไล่ตามกระแสแฟชั่น เพราะฉันรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ "เวิร์ก" [ทำแล้วดี] และอะไรคือสิ่งที่จะยังคงสวมใส่ได้งดงาม ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย… นั่นแหละคือกระบวนการคิดของฉันในการออกแบบชุดแต่ละชุด"

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Napasin Samkaewcham
กลยุทธ์ที่แตกต่าง: เล่าเรื่องอย่างไรให้ทั้งโลกหันมามอง
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเสื้อผ้าที่เริ่มตั้งไข่ได้ไม่นานของอิสเบลล์ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติมากขนาดนี้ในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นของเธอ
แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนบนบัญชีโซเชียลมีเดียของเธอคือการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร และสำหรับลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ นี่ก็นับเป็นภาษาแม่ของเธอเช่นกัน
อย่างไรก็ดี เคล็บลับความสำเร็จไม่ได้มีแค่นั้น เธอวิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอสามารถสร้างฐานผู้สนับสนุนได้มากขนาดนี้เพราะเธอ "ไม่ได้สวมหน้ากาก" ใด ๆ ในคอนเทนต์ของตัวเองเลย

ที่มาของภาพ, อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ
"ฉันเปิดเผยทุกอย่าง ตั้งแต่ร่างสเกตช์ การสร้างต้นแบบนับไม่ถ้วน การแก้แบบไม่รู้จบ ฉันแชร์ทั้งด้านอารมณ์ ความเหนื่อยล้า และค่ำคืนที่ไม่ได้นอน ฉันเชื่อว่านั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนที่ติดตามฉัน 'เอาใจช่วยจริง ๆ' ในวันที่ฉันประสบความสำเร็จ"
จากการสังเกต บีบีซีไทยพบว่าผู้ติดตามรวมไปถึงกลุ่มคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นใต้ผลงานของเธอมักเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเมื่อสอบถาม ก็ตรงกับข้อมูลที่อิสเบลล์บอกว่า ผู้ติดตามของเธอถึง 96% มาจากสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ รวมไปถึงชาติตะวันตกอื่น ๆ
เธอเล่าให้เราฟังว่าเธอแอบตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่าที่เป็นแบบนี้เพราะ คอนเทนต์ที่เธอผลิตนั้นอาจจะเข้ากับรสนิยมของผู้คนฝั่งตะวันตกมากกว่า
เธอมองว่าที่เป็นเช่นนั้น "เพราะคนที่นั่นมีความชื่นชมในเรื่องราวและความจริงใจอยู่ในวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งฉันเองก็อยากให้สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยบ้าง ฉันรู้สึกว่าที่ตะวันตก ผู้คนให้คุณค่ากับงานฝีมือ จริง ๆ ไม่ใช่กับป้ายแบรนด์ที่ติดอยู่บนงานฝีมือนั้น"
บีบีซีไทยยังพบว่า เธอชอบที่จะสร้างและเปิดบทสนทนา เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เธอต้องเผชิญในการออกแบบกับผู้ติดตามของเธอ ฟังก์ชัน "Ask me anything" [แปลเป็นภาษาไทยว่า "ถามอะไรฉันก็ได้"] ดูเป็นหนึ่งในฟังก์ชันที่เธอเลือกใช้บ่อย ๆ เพื่อสนทนากับผู้ติดตาม ซึ่งก็กลายมาเป็นลูกค้าของเธอ
จุดต่อยอด: ธุรกิจที่สินค้าราคาไม่ถูก แต่ดี

ที่มาของภาพ, อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ
ชุดเดรสผ้าไทยทำมือสองตัวที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้มีราคาขายอยู่ที่ประมาณ 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อชุด หรือราว ๆ 20,000 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน นี่ไม่ใช่เสื้อผ้าราคาต่ำอย่างแน่นอน และตัวอิสเบลล์เองก็ทราบดีว่า ราคาของสินค้าเธอค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ดี เธอบอกว่าเป้าหมายของเธอและทีม แม้จะฟังดู "โลกสวยไปหน่อย แต่ฉันกับทีมไม่เคยเอากำไรเป็นเป้าหมายหลักของเราเลย"
เธอเล่าว่าเธอลงรายละเอียดกับทุกอย่างจริง ๆ ตั้งแต่การเลือกใช้ผ้าไหมไทยแท้ 100% ไปจนถึงกระบวนการตัดเย็บที่ประณีตโดยทีมงาน
เธอยังบอกอีกด้วยว่าความสุขของทีมงานเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะหากปราศจากทีม "ทุกสิ่งที่เราสร้างมาก็คงพังลงได้ง่าย ๆ ดังนั้น ฉันจึงให้ความสำคัญกับการดูแลให้ทุกคนได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม และรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ"
"ถ้าฉันอยากส่งต่อหัวใจ ความรัก และความหลงใหลออกไป ฉันไม่สามารถวางเงินไว้เหนือสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะถ้าทำแบบนั้น ผลลัพธ์มันจะสะท้อนออกมาในงานทันที"
ทั้งนี้ ตัวเธอเองก็อยากให้แบรนด์มีสินค้าที่ผู้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ของสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น โดยเธอบอกกับเราว่ากำลังวางแผนเปิดไลน์สินค้าที่ใช้เนื้อผ้าที่อาจมีราคาต้นทุนต่ำลง แต่ยังคงคุณภาพ การตัดเย็บ และงานฝีมือระดับเดียวกันไว้

ที่มาของภาพ, อิสเบลล์ รัตนเดชาชาญ
ส่วนฐานลูกค้าปัจจุบันนั้น เนื่องจากผู้ติดตามของเธอส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจึงไม่แปลกที่กลุ่มลูกค้าหลักของเธอจะมาจากสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน และยังมีลูกค้าจากฮ่องกงและสิงคโปร์ด้วย
อิสเบลล์กล่าวว่า ตอนนี้ธุรกิจของเธอเดินมาอยู่ในจุดที่ "มั่นคง" แล้วสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ
เธอเปิดรับคำสั่งซื้อเป็นรอบ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า พร้อมกับให้เวลาทีมงานด้วย ในเวลาเดียวกันเธอก็ยังรับออกแบบสินค้าพิเศษทั้งสำหรับว่าที่เจ้าสาว หรืองานจ้างอื่น ๆ ที่เข้ามา
อย่างไรก็ดี หญิงคนนี้ก็ไม่เคยลืมว่า ที่ผ่านมาก่อนจะมาอยู่จุดนี้เธอเองก็ต้องต่อสู้ เก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อจักรเย็บผ้าหนึ่งตัว และเริ่มทุกอย่างในห้องสตูดิโอของตัวเอง

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Napasin Samkaewcham
เธอให้คำแนะนำคนที่อยากจะออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองว่า "อย่ามองฉันแล้วคิดว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันเดียว หรือแม้แต่ในเดือนเดียว มันใช้เวลาหลายปีมากกว่าที่ฉันจะมาถึงจุดนี้ได้"
"ถ้าคุณอยากเริ่มเย็บผ้า ก็เก็บเงินซื้อจักรเย็บผ้าสักเครื่อง เครื่องไหนก็ได้ ไม่ต้องดีที่สุด ขอแค่เริ่มเรียนรู้ แล้วลงมือทำจริงๆ"
เธอเสริมด้วยว่า "จงอย่ากลัว" ที่จะเผยแพร่งานของตัวเองออกสู่สาธารณะ "เพราะคุณไม่มีวันรู้เลยว่า ใครกำลังมองอยู่ ฉันเองก็ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่าพวกคุณ [บีบีซีไทย] กำลังดูผลงานของฉันอยู่ อย่าอาย อย่ากลัว เพราะคนที่เห็นคุณค่าในการเติบโต และเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่คุณทำจะไม่มีวันทำให้คุณรู้สึกอายที่ได้พยายาม"
จุดต่อไป: ศิลปะที่ทำกินและสร้างเศรษฐกิจได้
ตามข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์พบว่า ในปี 2566 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 15 สาขาหลักของไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ในจำนวนนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นของไทยครองสัดส่วนค่อนข้างใหญ่ โดยสร้างมูลค่าหลังจากหักต้นทุนของวัตถุดิบและบริการอื่น ๆ ที่ใช้ในการผลิตออกไป (Gross Value Added) ได้สูงถึง 1.97 แสนล้านบาท ตามข้อมูลในปี 2566 รั้งอันดับที่ 4 จาก 15 สาขาของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นรองก็เพียงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงมรดกและวัฒนธรรม ที่สร้างรายได้ 4.45 แสนล้านบาท อุตสาหกรรมอาหารไทยที่คงสถิติ 2.88 แสนล้านบาท และแวดวงโฆษณาที่สร้างรายได้ 2.14 แสนล้านบาท
ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ถูกนำเสนออย่างหนัก
ทว่าเมื่อเราถามอิสเบลล์ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในการก้าวข้ามความกลัว และหันหน้าสู่สิ่งที่ตัวเองชอบจริง ๆ ในแวดวงแฟชั่นเธอตอบว่า ความยากลำบากที่ศิลปินต้องเผชิญยังมีอยู่อีกมาก และความลักลั่นของการต้องเลือกระหว่างความฝัน ความชอบ และการมีกิน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Napasin Samkaewcham
"เราเห็นกรณีแบบนี้อยู่บ่อยมาก เป็นเหมือนพล็อตซ้ำ ๆ ที่ศิลปินละทิ้งศิลปะของตัวเอง แล้วหันไปทำสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกว่า หรือช่วยให้ดำรงชีวิตได้จริงกว่า" อิสเบลล์ กล่าว
"มันเป็นความจริงที่น่าเศร้า และฉันเชื่อว่าถ้าเราสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้ศิลปะเติบโตได้ ให้ผู้คนมีโอกาสเติบโตโดยไม่ต้องอยู่ในโหมดเอาตัวรอดตลอดเวลา บางทีการได้ทำในสิ่งที่เรารักจริง ๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป"











