ประชาธิปัตย์: ประชุมใหญ่ล่มรอบ 2 ยังไม่ได้หัวหน้าพรรคคนที่ 9

เจ้าหน้าที่ต้องเก็บคูหาลงคะแนนเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อ 6 ส.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ต้องเก็บคูหาลงคะแนนเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อ 6 ส.ค.

การประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เกิดปัญหาองค์ประชุมล่มเป็นครั้งที่ 2 ทำให้ยังไม่สามารถเลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 9 ได้ ท่ามกลางการสาดวิวาทะใส่กันอย่างดุเดือดระหว่างฝ่าย “อำนาจใหม่” กับฝ่าย “อำนาจเก่า” ภายในพรรค หลังมีกระแสข่าวว่า ปชป. เตรียมเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย (พท.)

วันนี้ (6 ส.ค.) พรรค ปชป. จัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่อีกครั้งที่ รร.มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม. หลังการประชุมรอบก่อนเมื่อ 9 ก.ค. เกิดปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ ต้องปิดการประชุมตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งผู้บริหารพรรคชุดใหม่

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เมื่อถึงเวลาเริ่มประชุม 09.30 น. ปรากฏว่ามีผู้มาประชุมเพียง 210 คน ขณะที่ข้อบังคับพรรค ปชป. กำหนดให้มีองค์ประชุม 250 คนขึ้นไป แม้ใช้เวลารออีกเกือบชั่วโมง ก็มีสมาชิกมาเพิ่มเพียง 13 คนเท่านั้น เมื่อองค์ประชุมไม่ครบ จึงไม่อาจดำเนินการเลือก กก.บห. ชุดใหม่ได้ และต้องกำหนดวันประชุมใหม่ ถือเป็นการปิดการประชุมในเวลา 10.36 น.

เกือบทันทีทันใด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ปชป. นำ 21 สส.แบบแบ่งเขตของประชาธิปัตย์เปิดแถลงข่าว โดยกล่าวประณาม “พฤติกรรมอันเลวร้าย” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและสร้างความเสียหายให้แก่พรรค จากการเดินเกมล่มองค์ประชุมทั้ง 2 ครั้ง ซึ่ง “ไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ แต่เกิดโดยพฤติกรรมของกลุ่มคนบางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์”

เขาบรรยายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีการให้องค์ประชุมออกจากห้องประชุม, ไม่ลงชื่อ, ให้ไปเที่ยวประเทศลาวเพื่อไม่ต้องมาประชุม

“ผมถือว่าพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมที่เลวทรามมาก มันไม่ควรเกิดขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมือง” นายเฉลิมชัยกล่าว

รักษาการเลขาธิการพรรค ปชป. กล่าวด้วยว่า ในการประชุมใหญ่พรรคแต่ละครั้ง ต้องใช้งบประมาณดำเนินการถึง 3-4 ล้านบาท ซึ่งประชาชนตั้งใจให้พรรคมาทำกิจกรรมการเมือง ไม่ใช่นำเงินมาผลาญเล่น จึงขอให้ “คนที่เล่นเกมการเมืองเพื่อหวังตอบสนองความต้องการของใครบางคน” ได้ทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง และมีจิตสำนึกที่เพียงพอเพื่อกลับมาช่วยทำให้พรรค ปชป. เดินหน้าต่อไปได้

ส่วนการประชุมครั้งหน้าต้องเปลี่ยนสถานที่หรือไม่นั้น นายเฉลิมชัยกล่าวในเชิงประชดว่า “น่าจะต้องกางเต็นท์ เพราะพรรคจะไม่มีเงินแล้ว”

2 แคนดิเดตหัวหน้าพรรค ปชป. - อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ซ้าย) กับ นราพัฒน์ แก้วทอง (ขวา)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, 2 แคนดิเดตหัวหน้าพรรค ปชป. - อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ซ้าย) กับ นราพัฒน์ แก้วทอง (ขวา)

การประชุมใหญ่พรรค ปชป. เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้าง กก.บห. เกิดขึ้นหลังจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนที่ 8 เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการนำพรรคสีฟ้าประสบความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง 14 พ.ค. โดยเหลือ สส. เพียง 25 คนเท่านั้น ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องจากคนในให้เร่ง “ปฏิรูป” และ “ฟื้นฟู” ความน่าเชื่อถือศรัทธาคืนมาให้กับพรรค

ขณะเดียวกันยังเกิดขึ้นในจังหวะที่ฝ่าย “อำนาจใหม่” ในพรรค ปชป. ส่งสัญญาณพร้อมร่วมรัฐบาลกับพรรค พท. ซึ่งยืนคนละขั้วการเมือง และถือเป็น “คู่แค้นทางการเมือง” ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นับจากยุคไทยรักไทย พลังประชาชน มาถึงเพื่อไทย

มีรายงานว่า นายเฉลิมชัยซึ่งประกาศวางมือทางการเมืองก่อนหน้านี้ ได้ผนึกกำลังกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. และ “ตัวเต็ง” ชิงเก้าอี้เลขาธิการพรรค ปชป. คนใหม่ สนับสนุนให้นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.พิจิตร และรักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ และต้องการนำพรรคเข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าอุดมการณ์ของ ปชป. กับ พท. นั้นแตกต่างกันเกินไป จึงต้องการให้พรรคสร้างผลงานการตรวจสอบถ่วงดุลในฐานะพรรคฝ่ายค้าน และสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. คนที่ 7 หวนกลับมาทำหน้าที่ผู้นำพรรคอีกครั้ง

สำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกหัวหน้าพรรค (โหวตเตอร์) มีทั้งสิ้น 351 คน มาจาก 19 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ “เสียงมีน้ำหนักมากที่สุด” คือ สส. 25 คน ซึ่งมีค่าน้ำหนักในการโหวต 70% ซึ่ง สส. ส่วนใหญ่อยู่ในความดูและของนายเฉลิมชัย-นายเดชอิศม์ ขณะที่โหวตเตอร์จากกลุ่มอื่น ๆ มีค่าน้ำหนักในการโหวตเพียง 30% ประกอบด้วย กก.บห.ชุดรักษาการ, อดีตหัวหน้าพรรค, อดีตเลขาธิการพรรค, รัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรี, อดีต สส., นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.), สมาชิก อบจ. (ส.อบจ.), สมาชิกพรรคจากต่างจังหวัดมีสาขาพรรค, ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และอื่น ๆ

ก่อนการประชุมจะเริ่มต้นขึ้น นายเฉลิมชัยออกมาตั้งคำถามผ่านสื่อมวลชนว่า ใครเป็นคนพูดว่าจะร่วมรัฐบาล มีใครแถลงหรือยัง เพราะการจะร่วมหรือไม่ร่วม ต้องตัดสินใจโดยใช้มติ กก.บห. ร่วมกับ สส. ของพรรค ดังนั้นอย่าทะลึ่ง คิดไปส่งเดช พร้อมท้าให้ฝ่ายตรงข้ามออกมาพูดให้ชัดเจนว่า ใครไม่มีอุดมการณ์ ปชป. ใครไม่รัก ปชป.

“ถ้าคุณแน่จริง คุณประกาศออกมาเลยว่าผมรักพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าทุกคน รักประชาธิปัตย์มากกว่าผม ประกาศออกมาเลย คนจะได้รู้ว่าการรรักพรรคของคุณเป็นยังไง”

“การที่ผมอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ แล้ว สส. สมาชิกพรรคเขารัก เคารพ ให้เกียรติผม มันเป็นความผิดหรือ คุณต้องทำให้ สส. เขารัก เคารพ มันก็จะจบ” นายเฉลิมชัยกล่าว

ต่อ

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์

คำบรรยายภาพ, เฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ปชป. บอกว่า สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรม “เล่นเกมการเมืองเพื่อหวังตอบสนองความต้องการของใครบางคน”

ต้นตอข่าว “ดีลลับ” ร่วมรัฐบาลเพื่อไทย

สำหรับต้นตอข่าวพรรค ปชป. เตรียมนำ สส. 18-21 คน (ยกเว้นอดีตหัวหน้าพรรค 3 คน) เข้าร่วมรัฐบาลข้ามขั้วร่วมกับพรรค พท. เกิดขึ้นหลังจากมีกระแสข่าวว่านายเดชอิศม์ ขาวทอง หรือที่ถูกเรียกขานว่า “นายกชาย” เดินทางไปพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีอิทธิพลทางความคิดต่อพรรค พท. ที่ฮ่องกง

ต่อมา 2 ส.ค. พรรค พท. ได้ประกาศ “แยกทาง” จากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และเตรียมเผยโฉมหน้าพรรคร่วมฯ ในวันที่ 3 ส.ค. ก่อนเลื่อนออกไป เนื่องจากการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ถูกเลื่อนออกไปจากที่กำหนดไว้เดิม 4 ส.ค.

นายเดชอิศม์กล่าวเมื่อ 3 ส.ค. ยอมรับว่าเดินทางไปฮ่องกงและอีกหลายประเทศเพื่อ “แก้บน” เนื่องจากได้บนไว้ให้ภรรยาชนะการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม “ไม่ขอพูดดีกว่า” ว่าได้พบนายทักษิณหรือไม่

กับกระแสข่าว สส.ในกลุ่มของนายเดชอิศม์จะไปร่วมรัฐบาลกับพรรค พท. นายเดชอิศม์บอกว่า การจะร่วมรัฐบาลหรือไม่จะเป็นมติของ กก.บห. ชุดที่มีอยู่ รวมกับ สส.ปัจจุบัน ถ้าไปก็ไปทั้งพรรค “ยืนยันจะไม่มีใครฉีกมติพรรค และไม่มีงูเห่าจากพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน”

ในอดีต ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย เคยอยู่ต่างขั้วกัน จะสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่นั้น นายเดชอิศม์กล่าวว่า วันนี้เอาประเทศชาติเป็นหลัก เอาความคิดแค้นส่วนตัว ความชิงชังสมัยอดีตมาบวกทั้งหมด ตนว่ามันไม่น่าจะเหมาะสม วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยน คนก็เปลี่ยนไปหมด เหลือแต่ยี่ห้อของพรรค คนในพรรคเปลี่ยนไปหมดแล้ว ปัญหาของประเทศวันนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ความต้องการของประชาชนก็เปลี่ยนไป วันนี้ประชาชนต้องการแก้ปัญหาปากท้อง

“ถ้าเราเอาความแค้น ความชิงชังส่วนตัวมาเป็นหลัก ผมว่าไม่ยุติธรรมกับประชาชน” นายกชายระบุ

นายกชาย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เดชอิศม์ ขาวทอง ตัวเต็งนั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค ปชป. คนใหม่ เดินทางไปฮ่องกงก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้ตอบคำถามว่าพบนายทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

แรงต้านจากอดีตหัวหน้าพรรค

สำหรับแกนนำ ปชป. ที่ไม่สนับสนุนการร่วมรัฐบาลกับพรรค พท. เป็นอดีต 4 หัวหน้าพรรค ได้แก่ นายจุรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 หัวหน้าพรรคคนที่ 8, นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 หัวหน้าพรรคคนที่ 5, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 3 หัวหน้าพรรคคนที่ 6 รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนที่ 7 ซึ่งไม่ได้ลงสมัคร สส. ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ในระหว่างการประชุม สส. ของ ปชป. เมื่อ 3 ส.ค. นายชวน หลีกภัย ได้สอบถามถึงกระแสข่าวการไปพบนายทักษิณที่ฮ่องกง และได้รับคำชี้แจงว่า “ไปแก้บน และนายทักษิณเชิญให้เข้าไปพบ”

นายชวนยังบอกนายจุรินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค ปชป. ว่าการแสดงจุดยืนของพรรคต้องแสดงด้วยตัวหัวหน้าพรรคเอง อะไรที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ต้องออกมาชี้แจง ซึ่งนายจุรินทร์ได้ชี้แจง และนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. ก็ช่วยชี้แจง ขอชื่นชม อย่าปล่อยให้อะไรผ่านไปโดยไม่บอกกับประชาชน และอย่าไปทำอะไรนอกเหนือข้อตกลงในมติของส่วนรวม มิฉะนั้น จะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นั้น และย้ำว่า การที่พรรค ปชป. มีจุดยืนที่ชัดเจน ทำให้เป็นสถาบันมาได้ถึงทุกวันนี้

นายชวนให้สัมภาษณ์วันนี้ (6 ส.ค.) ถึงจุดยืนของพรรค ปปช. ในการร่วมรัฐบาลกับพรรค พท. โดยบอกว่า ข้อบังคับพรรคได้ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นมติพรรค ฉะนั้นใครจะไปก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นั้น ไม่ใช่เรื่องของพรรค

ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กล่าวว่า ได้ฟังความคิดจากสมาชิกแล้วนำมาวิเคราะห์กัน ซึ่งไม่ใช่ความคิดของ 4 อดีตหัวหน้าพรรค แต่เป็นความคิดของสมาชิกพรรคที่ว่าไม่ควรไปร่วมรัฐบาล แต่ควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการฟื้นฟูและกอบกู้พรรคอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าพิจารณา ดังนั้นเมื่อได้หัวหน้าพรรคและ กก.บห. ชุดใหม่ ก็คงจะนำความคิดนี้ไปเสนอให้พิจารณา

“พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ก็มีการพูดคุยกันว่าแนวคิดนี้ยังคงมีอยู่ในตอนนี้หรือไม่” นายบัญญัติกล่าว

เมื่อยังไม่ได้ กก.บห. ชุดใหม่ในวันนี้ ผู้บริหารพรรคชุดนายจุรินทร์จึงต้องทำหน้าที่ไปพลางก่อน และพิจารณาเรื่องการเข้าร่วม/ไม่เข้าร่วมรัฐบาล โดยนายจุรินทร์ให้ความเห็นว่า เท่าที่ติดตามคิดว่าสถานการณ์การเมืองมันยังไม่นิ่ง และยังไม่มีอะไรชัดเจน เพราะฉะนั้น “ประชาธิปัตย์ก็ต้องนิ่งให้เป็นเหมือนกัน แล้วก็ต้องไม่ผลีผลามในการพิจารณาตัดสินใจอะไร ทั้งหมดจะต้องยึดอุดมการณ์ของพรรคและประโยชน์สูงสุดของบ้านเมืองเป็นหลัก"

สามหัวหน้า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, 3 อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. (จากซ้ายไปขวา) บัญญัติ บรรทัดฐาน, ชวน หลีกภัย, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

ก่อนหน้านี้ กลุ่มตัวแทนสาขาและเขตเลือกตั้งพรรค ปชป. ภาคอีสานได้ออกแถลงการณ์ถึงรักษาการหัวหน้าพรรค ปชป. คัดค้านการเข้าร่วมรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า “รังแต่จะทำให้เกียรติภูมิของพรรคตกต่ำลงไป” ในทางกลับกันหากทำหน้าที่ในฝ่ายตรวจสอบควบคู่ไปกับการปฏิรูปพรรค โดยผสมผสานความคิดระหว่างผู้อาวุโสของพรรคกับบุคลากรที่มีคุณภาพใหม่ที่เข้ามาร่วมทำงานกับพรรค จะสามารถสร้างเกียรติภูมิของพรรคให้กลับมาเป็นที่ยอมรับของประชาชนได้

สาขาอีสานของ ปชป. ยังประกาศสนับสนุนอุดมการณ์และจุดยืนของ 4 อดีตหัวหน้าพรรค และผู้อาวุโสของพรรค ในการนำพาพรรค ปชป. เพื่อเป็นสถาบันหลักของประเทศต่อไป

ประชาธิปัตย์ในสนามเลือกตั้ง 66

พรรค ปชป. อยู่ในสภาวะ “ตกต่ำ” ที่สุดในรอบ 7 ทศวรรษนับจากก่อตั้งพรรค สะท้อนผ่านยอดผู้แทนฯ ที่เหลือเพียง “เสี้ยวร้อย” หรือ 25 คนหลังผ่านศึกเลือกตั้ง 2566 ขณะที่การเลือกตั้งครั้งก่อนปี 2562 ปชป. เป็นพรรค “ครึ่งร้อย” มี 52 สส.

บีบีซีไทยสรุปสถิติน่ารู้เกี่ยวกับประชาธิปัตย์ในศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุดมาไว้ ดังนี้

  • ตกที่นั่ง “พรรคต่ำ 50” เป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์พรรค โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง ก.พ. 2535 มี สส. 44 ที่นั่ง
  • ทุบสถิติมียอด สส. ต่ำที่สุดเพียง 25 ที่นั่ง นับจากเคยมี สส. น้อยที่สุดเมื่อ 66 ปีก่อน ในการเลือกตั้งปี 2500 จำนวน 31 ที่นั่ง
  • แพ้การเลือกตั้งติดต่อกัน 8 ครั้ง ในรอบ 31 ปี นับจากสัมผัสชัยชนะครั้งสุดท้ายในศึกเลือกตั้ง ก.ย. 2535 และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
  • “สูญพันธุ์” ใน กทม. ติดต่อกัน 2 ครั้ง
  • คะแนนมหาชน (ป็อบปูลาร์โหวต) ต่ำล้าน โดยได้เพียง 9.2 แสนเสียง ซึ่งเป็นตัวเลขตกต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ นับจากเคยมีคะแนนสูงสุด 12.1 ล้านเสียงในการเลือกตั้งปี 2550 ส่วนการเลือกตั้งปี 2562 ปชป. มีคะแนนมหาชน 3.95 ล้านเสียง
  • ถูกพรรคอื่นกินส่วนแบ่งในภาคใต้มากที่สุดถึง 5 พรรค รวม 43 ที่นั่ง แม้ ปชป. ยังครองเสียงสูงสุดในภาคใต้ แต่ก็เหลือเพียง 17 ที่นั่ง จากทั้งหมด 60 ที่นั่ง
CG