ประชาธิปัตย์: “มาดามเดียร์” มอง “จุดยืน” ที่หายไป กับ “จุดเปลี่ยน” พรรคเก่าแก่ ก่อนเลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 9

เดียร์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วทันยา บุนนาค ไม่มีสถานะ ส.ส. ของสภาชุดที่ 26 เนื่องจากเธอเป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 11 ขณะที่ ปชป. ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 คน
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต้องเผชิญกับ “จุดต่ำสุด” ในประวัติศาสตร์ของพรรค เมื่อตกที่นั่ง “พรรคเสี้ยวร้อย” นำ ส.ส. เข้าสภาได้เพียง 25 คน ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องจากสมาชิกพรรคให้เร่ง “กอบกู้” และ “ฟื้นฟู” พรรค

การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนที่ 9 ของพรรค 77 ปี จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 เดือน 7 ภายหลัง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการนำ ปชป. ประสบความพ่ายแพ้

พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของไทยยังไม่อาจหยุดยั้งสถิติความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8 นับจากสัมผัสชัยชนะครั้งสุดท้ายเมื่อ 31 ปีก่อน ในศึกเลือกตั้งเดือน ก.ย. 2535

ก่อนการเลือกตั้ง 2566 แกนนำพรรค ปชป. ประกาศ “ทวงคืนปักษ์ใต้” แสดงความมั่นใจว่าจะกวาด ส.ส. ภาคใต้ ไม่ต่ำกว่า 40 ที่นั่ง จากทั้งหมด 60 ที่นั่ง ผลปรากฏว่าพลาดเป้าไปไกล-ได้มาเพียง 17 ที่นั่ง อีกทั้งยังต้อง “สูญพันธุ์” ใน กทม. ติดต่อกันเป็นหนที่ 2

ก่อนได้ “ผู้นำคนใหม่” เข้ามาทำภารกิจ “กอบกู้พรรคเก่าแก่” บีบีซีไทยพูดคุยกับ วทันยา บุนนาค หรือที่รู้จักในชื่อ “มาดามเดียร์” วัย 38 ปี แม้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคสีฟ้าได้เพียง 9 เดือน แต่ก็มีชื่อติด “โผ” ฝ่ายบริหารชุดใหม่ของพรรค ตามการรายงานข่าวของสื่อมวลชนหลายสำนัก ก่อนมีข้อมูลปรากฏในเวลาต่อมาว่าเธอ “ตกคุณสมบัติ” ตามข้อบังคับพรรค ปชป. เว้นแต่ได้รับมติยกเว้น

จากบรรทัดนี้คือ ความคิด-มุมมองต่อพรรค ปชป. และอุดมการณ์ส่วนตัวของ “มาดามเดียร์”

“ลม” และ “ไฟ” ในสนามเลือกตั้ง 66

วทันยาเปรียบเปรยชัยชนะของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ว่าเป็นเหมือน “ลม” และ “ไฟ” ที่โหมกระพือแรงและเร็ว

“การจะเกิดไฟ หรือไฟจะลุกลามไปได้มากน้อยแค่ไหน แน่นอนมันขึ้นอยู่กับกระแสของลมที่จะพัดผ่าน” เธอบอก

ทิม

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

คำบรรยายภาพ, พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง 14 พ.ค. ภายหลังก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกลได้เพียง 5 ปี ด้วยยอด ส.ส. 151 คน

ในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. “มาดามเดียร์” เห็นว่าอารมณ์ของคนเป็นส่วนผสมที่สำคัญมาก เพราะประชาชนเบื่อ “การเมืองรูปแบบเดิม-ขั้วรัฐบาลเดิม-กลุ่ม 3 ป.” ต้องการความเปลี่ยนแปลง และอยากได้พรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนชัดเจน เมื่อพรรค ก.ก. ประกาศจุดยืน “มีลุงไม่มีเรา” จึงกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่นำไปสู่การ “พลิกโพล” และ “พลิกโผ” เอาชนะพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีฐานการเมืองกลุ่มเดียวกันในที่สุด

แม้พรรค ปชป. ไม่มี “ลุง” ในพรรค และไม่ใช่เป้าหมายโจมตีโดยตรงของพรรคที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” แต่ก็ถูกมองว่าเป็นองคาพยพส่วนหนึ่งของ “ระบอบประยุทธ์”

“การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร) ในปี 2562 น่าจะเป็นจุดตัดสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกมองเหมารวมเข้าไปอยู่ในฝ่ายที่ไม่ใช่ขั้วประชาธิปไตย และดูจะสืบสานอำนาจของเผด็จการ” วทันยายอมรับ

เมื่อ “สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง” เกิดขึ้น ไม่ว่าพรรคใหญ่ที่หาเสียงด้วยแคมเปญ “แลนด์สไลด์” หรือพรรคเก่าที่ยืนท้าคลื่นลม-ผ่านมรสุมการเมืองมาได้ 7 ทศวรรษ ล้วนได้รับผลกระทบจากพายุก้าวไกล และยากจะทำใจกับความพ่ายแพ้

ทว่าสิ่งใหม่ ๆ สิ่งดี ๆ ที่นักการเมืองหญิงสังเกตเห็นคือ บรรยากาศการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในทุกหย่อมหญ้า และระบบอุปถัมภ์ที่ลดลง ซึ่งเธอคาดหวังให้เกิดความยั่งยืนและไม่หวนกลับไปสู่การเมืองรูปแบบเก่าอีก

เบื้องหลังคำขวัญ “SAVE ประชาธิปัตย์”

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง พรรค ปชป. ปล่อยคำขวัญปิดท้ายการรณรงค์หาเสียงว่า “SAVE ประชาธิปัตย์ เพื่อ SAVE ประชาธิปไตย” ทำให้เกิดคำถามว่าแกนนำพรรคสีฟ้าประเมินสถานการณ์ตัวเอง-มองฉากทัศน์การเมืองไว้อย่างไร

วทันยาเฉลยว่า “แฟนคลับของพรรค” เป็นต้นคิดคำขวัญดังกล่าว และเริ่มโพสต์ภาพและข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ เพราะอยากให้ช่วยกันรักษาพรรค ปชป. ซึ่งเป็นเหมือนสถาบันทางการเมืองหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย เป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ จึงอยากเห็นพรรคมีโอกาสทำงาน หรืออย่างน้อยได้เป็นทางเลือกทางออกหนึ่งในกลไกประชาธิปไตยของไทยต่อไป

“อันนี้อาจจะเป็นที่มา หลังจากนั้นในพรรคก็เลยนำสิ่งที่แฟนคลับบอกมาขยายผลต่อ” หนึ่งในแกนนำกรุงเทพฯ ของ ปชป. กล่าว

เวที ปชป.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์

แต่ในสายตาคนนอกวิจารณ์ว่าสโลแกนส่งท้ายของ ปชป. คล้ายเป็นการยอมจำนนว่าหมดหนทางสู้ ได้แต่ชักชวนกันร่วมภาวนาให้รอดชีวิตหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “มาดามเดียร์” แย้งว่า “ของประชาธิปัตย์มันก็เลยออกมาด้วยแฮชแท็ก ‘SAVE ประชาธิปไตยไม่โกง’ ด้วย ไม่ได้หมายความแค่ SAVE ประชาธิปัตย์ แต่จริง ๆ เราต้องการจะสะท้อนคำว่า SAVE ประชาธิปไตยไม่โกง”

เธอยกความเห็นของกูรูการเมือง นักวิเคราะห์ รวมถึงสื่อมวลชนที่ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งอนุมานได้ว่ามีความสุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดการคอร์รัปชันตามมาหลังการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อย เพราะ “คนที่ลงทุนไป เขาก็ต้องคิดว่าจะถอนทุนกลับคืนมาอย่างไร”

แม้รับผิดชอบพื้นที่ กทม. เป็นหลัก แต่วทันยาได้ร่วมขบวนหาเสียง-เดินสายปราศรัยในภาคใต้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นหลักของพรรคสีฟ้า และมีโอกาสพูดคุยกับนักการเมืองรุ่นเก๋าที่บอกกับเธอว่า ภูมิทัศน์การเมืองในภาคใต้เปลี่ยนไปตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 จากการเมืองที่ซื้อไม่ได้ ก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบรูปร่างไป

“ในการเมืองครั้งที่ผ่านมานี้ โหวตเตอร์ในภาคใต้อาจดูเหมือนมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแต่ละพรรคการเมืองถึงโหมกันไปที่ภาคใต้ เพราะถ้าให้เทียบ มันยังเหมือนเป็น Blue Ocean (น่านน้ำสีคราม/น่านน้ำใหม่ หมายถึงตลาดใหม่ที่คู่แข่งยังไม่มาก) สำหรับพรรคการเมืองอื่น ๆ ในขณะที่ประชาธิปัตย์พยายามต่อสู้การเมือง ‘ประชาธิปไตยสุจริต’ มาตลอด ดังนั้นเราก็มีความกังวลในส่วนของโหวตเตอร์ในฐานภาคใต้ และเป็นที่มาของการประกาศใช้คำว่า ‘SAVE ประชาธิปัตย์’ แต่เราไม่ได้หมายความว่าจะ SAVE พรรค แต่ต้องการสะท้อนว่า ‘SAVE ประชาธิปไตยไม่โกง’” วทันยาแจกแจง

ปชป.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์

คำบรรยายภาพ, แฟนคลับประชาธิปัตย์โชว์จดหมายหาเสียงของพรรคเมื่อปี 2535 ซึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงสมัคร ส.ส.กทม. เป็นสมัยแรก ก่อนขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. คนที่ 7 ในเวลาต่อมา

ท่ามกลางความพยายาม “ฝ่ามรสุมซื้อเสียง” ปชป. เองก็ถูกพรรคคู่แข่ง-คู่แค้นตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้ทรัพยากรมหาศาลในพื้นที่ภาคใต้เช่นกัน

วทันยากล่าวว่า คำครหาจากพรรคอื่น ๆ อันนี้ไม่ทราบว่าเขาได้ข้อมูล หรือสัมผัสประสบการณ์ หรือได้ยินมาจากไหน แต่จะเห็นได้ว่า “การทำงานของประชาธิปัตย์ ไม่ได้ใช้เงินทำงาน แต่ยังมุ่งมั่นในการใช้แรง” ทั้งการลงพื้นที่พบปะ-คลุกคลี-สื่อสารกับประชาชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจและขอคะแนนเสียงสนับสนุนพรรค

“จุดยืนที่หายไป” ในการสื่อสารของพรรคสีฟ้า

เมื่อให้วางหัวโขนคนการเมืองลงชั่วขณะ แล้ววิเคราะห์-วิพากษ์การสื่อสารของพรรค ปชป. ในช่วงรณรงค์หาเสียง จากมุมมองของอดีตผู้บริหารธุรกิจสื่อ วทันยาใช้คำว่า “พรรคก็พยายามสื่อสาร” แต่ยังมีหลายจุดที่สามารถพัฒนาและปรับให้ดีกว่านี้ได้

“การสื่อสาร หรือกลยุทธ์การสื่อสาร มันเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่เดียร์เน้นเสมอ และคิดว่าคนทำสื่อก็รู้คือ Content is King สุดท้ายมันอยู่ที่ตัวเนื้อหาต่างหาก ก่อนที่เราจะเสนอหรือสื่อสารออกไป มันโดนใจคนหรือไม่ มันเป็นไปตามสิ่งที่คนกำลังคาดหวังหรือไม่ อันนี้เป็นปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุด หลังจากนั้นเทคนิคการสื่อสาร กลยุทธ์การสื่อสาร การเลือกช่องทางการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ถึงค่อยเป็นกลยุทธที่ 2 ที่ 3 ที่ตามมาอีกทีหนึ่ง”

ในทัศนะของวทันยา สิ่งที่ ปชป. ต้องปรับตัวอย่างแรง จึงมิใช่เพียงกลยุทธ์ในการสื่อสาร หรือการใช้โซเชียลมีเดีย แต่อยู่ที่การปรับ “สารตั้งต้น” คือจุดยืน อุดมการณ์ และนโยบายของพรรค ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่โหวตเตอร์มองหาก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง 14 พ.ค.

ทว่าสิ่งที่พลพรรคสีฟ้ามอบให้แก่สังคม คือความคลุมเครือในจุดยืน-ขาดการสื่อสารอุดมการณ์ให้ชัดเจน?

“มันไม่ใช่เรื่องว่าประชาธิปัตย์ไม่ได้สื่อสารชัดเจนมากพอ แต่เรามีข้อจำกัดบางจุด” สตรีผู้เป็นสมาชิกพรรคสีฟ้าเพียง 9 เดือน ออกตัวแทนต้นสังกัด ก่อนชี้แจงโปรโตคอลของพรรคเป็นฉาก ๆ

ในขณะที่ประชาชนอยากรู้ว่าถ้าเลือกพรรค ปชป. แล้ว จะไปร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลฝั่งไหน ธรรมเนียมปฏิบัติของพรรคคือ การตัดสินใจอะไรก็ตาม ต้องผ่านการประชุมและออกมาเป็นมติพรรค ซึ่งมติร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาล จะเกิดขึ้นหลังได้ ส.ส. ที่เป็นตัวแทนประชาชนในการเลือกตั้งแต่ละครั้งแล้ว จึงมาร่วมโหวตกับคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)

“พอเป็นอย่างนั้น ไม่อยากใช้คำว่าเป็นอุปสรรค แต่มันกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาธิปัตย์อาจไม่สามารถแสดงจุดยืนได้ชัด ๆ... เวลาตัวแทนพรรคให้สัมภาษณ์สื่อ หรือไปดีเบต เราไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกับประชาชน หรือออกมาประกาศจุดยืนเหมือนกรณีพรรคก้าวไกล เรามีข้อจำกัดที่อาจไม่สามารถพูดได้ 100% ในลักษณะการตัดสินใจแบบนั้น” วทันยา ผู้เป็นตัวแทนพรรคขึ้นดีเบตบน 2 เวทีใหญ่ ระบุ

ฝ่ายค้าน VS รัฐบาล

จูดี้

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. คนที่ 8 ลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่คืนวันที่ 14 พ.ค. เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้งที่พรรคตกที่นั่ง “พรรเสี้ยวร้อย”

ภายหลังคลื่นลมทางการเมืองเริ่มสงบ นับยอดผู้แทนราษฎรของประชาธิปัตย์หลุด-รอดเข้าสภาได้เพียง 25 ชีวิต ซึ่งถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์พรรค 77 ปี จมดิ่งกว่าผลการเลือกตั้ง 2500 ที่ ปชป. มี ส.ส. 31 คนทำให้พลพรรคประชาธิปัตย์ประสานเสียงเรียกร้องให้เร่งปฏิรูป-ฟื้นฟูพรรคภายหลังเสร็จศึกเลือกตั้ง 2566 แต่ก็มีบางส่วนที่ยังฝันถึงโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล

ระหว่างเป็นฝ่ายค้าน กับ พรรคร่วมรัฐบาล บทบาทไหนเป็นคุณต่อการฟื้นฟูพรรค ปชป. มากกว่ากัน

คำตอบของวทันยาคือ การจะร่วมรัฐบาลได้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของพรรค ปชป. เพียงฝ่ายเดียวว่าอยากจะร่วมหรือไม่ร่วมกับใคร แต่เกิดจากพรรคขั้วรัฐบาลด้วยว่าเขาจะเชิญหรือไม่เชิญ ปชป.

เธอกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีความเห็นหลากหลายในพรรค บางส่วนมองว่าหาก ปชป. จะฟื้นฟูตัวเองได้ ฟื้นศรัทธาจากประชาชนได้ ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า และเป็นบทบาทที่ประชาชนให้การยอมรับพรรคในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของหลายรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลได้จริง แต่ก็มีสมาชิกบางส่วนที่คิดว่าการร่วมรัฐบาล จะทำให้เกิดการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้มากกว่า

ส่วนตัวเธอไม่ได้มีเงื่อนไขว่าอยู่ตรงไหนถึงจะดีกว่า แต่อยากชวนมองว่าจะทำหน้าที่อย่างไรเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน

กับเสียงเรียกร้องจากคนนอกสภา โดยเฉพาะผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ร่วมลงมติสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาล่างได้ เพื่อ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ในการร่วมชี้ขาดผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 30 มีโอกาสหรือไม่ที่ชาวประชาธิปัตย์จะนำไปหารือในที่ประชุมพรรค

“มีโอกาสแน่นอน” วทันยาตอบ และย้ำว่า เป็นธรรมเนียมของพรรคอยู่แล้วที่ต้องนำเข้าหารือในที่ประชุม และหาฉันทามติร่วมกันในหมู่สมาชิกที่มีสิทธิร่วมลงมติในที่ประชุมร่วมรัฐสภา

เมื่อถามว่า ถ้ามีโอกาสโหวตเลือกนายกฯ จะโหวตให้ใคร วทันยาบอกว่า “จะเลือกให้กับรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากแน่นอนค่ะ”

ทว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสภาชุดที่ 26

ปชป.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งเมื่อ 6 เม.ย. 2489 เคยมี ส.ส. มากที่สุด 164 คน สมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค

อดีตและอนาคตของ “มาดามเดียร์”

วทันยาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ สมัยแรกภายใต้สังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และเป็นแกนนำ ส.ส.กทม. ที่ถูกเรียกขานว่ากลุ่ม “ดาวฤกษ์” ก่อนที่หมู่ดาวจะแตกกระสานซ่านเซ็น-แยกไปอยู่กันคนละพรรค โดย “มาดามเดียร์” ย้ายค่ายมาร่วมชายคาพรรค ปชป. เมื่อ ก.ย. 2565 มีตำแหน่งเป็นประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพฯ

คะแนนมหาชนที่พรรคสีฟ้าได้รับในการเลือกตั้งหนล่าสุด 9.2 แสนเสียง เพียงพอต่อการนำ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เข้าสภาแค่ 3 คน และห่างไกลจากลำดับที่ 11 ที่มีชื่อวทันยาอยู่ตรงนั้น

จากสถานะ “พรรคครึ่งร้อย” กลายเป็น “พรรคเสี้ยวร้อย” ตกที่นั่งพรรคอันดับ 6 ของสภา ด้วยยอด ส.ส. 25 คน ขณะที่พรรค พปชร. มี ส.ส. มากกว่าที่ 40 คน

ถามตรง ๆ ว่าเสียใจหรือไม่กับการตัดสินใจย้ายค่าย?

“ไม่เสียใจ และเราจะไม่เกิดคำถามค้างคากับตัวเอง เพราะถือว่าได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว ประชาชนตัดสินใจอย่างไร เราก็มีสปิริต มีน้ำใจนักกีฬาเพียงพอในการที่จะน้อมรับมติของประชาชน” เธอตอบ

คนรุ่นใหม่ในพรรคเก่าแก่เล่าว่า ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกพรรค ปชป. ราว 5 เดือนก่อนรัฐบาลครบวาระ 24 มี.ค. 2566 โดยรู้อยู่แล้วว่าการทำงานเพียงห้วงสั้น ๆ คงไม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เพราะภารกิจคือการนับถอยหลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง สิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัวให้ดีที่สุด และเต็มที่กับการเลือกตั้ง

ปชป.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์

คำบรรยายภาพ, หัวหน้าพรรค แกนนำ กทม. รวมถึง “มาดามเดียร์” ในขบวนรถแห่ขอคะแนนเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อ 13 พ.ค.

แม้ไม่ได้เป็น ส.ส. และพรรค ปชป. ไม่ได้ร่วมรัฐบาล แต่เธอยืนยันว่าจะทำงานการเมืองต่อไป “มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปอยู่ในสภาเท่านั้นถึงจะแสดงบทบาทในฐานะนักการเมืองได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในหรือนอกสภา ก็สามารถแสดงบทบาทได้”

ก่อนการประชุมใหญ่วิสามัญพรรค ปชป. จะเกิดขึ้น 9 ก.ค. นี้ มีกองเชียร์ปล่อยชื่อ “มาดามเดียร์” เป็นหนึ่งแคนดิเดตหัวหน้าพรรคคนที่ 9 แต่ก็มีกองชังชี้ว่าเธอ “ตกคุณสมบัติ” ตามข้อบังคับพรรค เนื่องจาก “เป็นสมาชิกพรรคติดต่อกันไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง” และ “ไม่เคยเป็น ส.ส. ในนามพรรค”

อย่างไรก็ตามหากสมาชิกในที่ประชุมใหญ่มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งต้องอาศัย 282 คน จากองค์ประชุม 374 คน วทันยาก็ยังมีโอกาสลุ้นชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค หรือมีตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)

สภาวะยกเว้นเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในคราวประชุมใหญ่วิสามัญพรรค ปชป. เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และ กก.บห. ชุดใหม่ เมื่อ 15 พ.ค. 2562 ซึ่งทั้ง ปริญญ์ พานิชภักดิ์ และ อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ต่างได้รับมติยกเว้นคุณสมบัติ ก่อนได้รับเลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรค และรองเลขาธิการพรรค

ถึงนาทีนี้ วทันยายังไม่ตอบรับกับกระแสข่าวชิงเก้าอี้ผู้นำพรรคคนใหม่ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเสียทีเดียว โดยบอกเพียงว่า ถ้ามีบทบาทในการบริหาร มันเป็นเวทีที่ทำให้เข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องสำคัญของพรรค เป็นหนึ่งเสียงสะท้อนความเห็นและจุดยืนของประชาชนที่รับฟังมา และเป็นกลไกที่ทำให้มีโอกาสผลักดันพรรคไปตามทิศทางที่คาดหวัง

ชาย

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์

คำบรรยายภาพ, เดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ มีชื่อเป็นตัวเก็งชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ จากผลงานนำ ส.ส. ภาคใต้เข้าสภาได้ 17 คน

ท่ามกลางสารพัดข่าว-สารพัดชื่อหัวหน้าพรรคที่ปรากฏตามโผสื่อ มีผู้ออกมาเสนอตัวอย่างจริงจังเพียงคนเดียวคือ อลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรค

แล้ว “มาดามเดียร์” อยากเปิดตัวในฐานะแคนดิเดตชิงหัวหน้าพรรคหญิงคนแรกของ ปชป. หรือไม่?

“เดียร์ไม่ได้คิดว่ามันจะดีไหมหากประชาธิปัตย์มีหัวหน้าพรรคเป็นผู้หญิงคนแรกอะไรแบบนั้น แต่สมมติว่าวันหนึ่งเดียร์มีโอกาสได้รับเลือก มันก็จะเป็นจุดสำคัญที่ประชาธิปัตย์กำลังจะสะท้อนความคิดของคนในพรรคว่าประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ” วทันยาให้ความเห็น

นิยามคำว่า “เปลี่ยน” ของนักการเมืองหญิงวัย 38 ปี ไม่ได้หมายถึงเปลี่ยนอุดมการณ์ แต่ความคิดของประชาธิปัตย์กำลังปรับตัวไปกับโลกยุคใหม่ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้คุณค่าและความสำคัญกับหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคในการมองและตัดสินคน ๆ หนึ่งในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์ บนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง โดยไม่นำอคติเรื่องเพศ อคติเรื่องวัย มาเป็นขีดจำกัดในการเลือกตัดสินใจ

“ถ้าเดียร์ได้รับโอกาสนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะใช้โอกาสที่เกิดขึ้นให้มันได้ประสิทธิผลมากที่สุด เดียร์เชื่อมั่นในตัวเองว่าเวลาทำอะไรแล้ว เราเป็นคนทำงานที่ให้ใจ ให้เวลา ให้แรงกับมัน เป็นคนที่ทำอะไรเกินร้อยกับมันอยู่แล้ว ถ้าเดียร์ได้รับโอกาส ได้รับความไว้วางใจ เดียร์ก็มั่นใจว่าจะรับหน้าที่ตรงนั้นมา แล้วทำมันอย่างดีที่สุด แต่แน่นอนในแง่การจะประสบความสำเร็จหรือไม่ มันไม่ได้ขึ้นกับเดียร์คนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับทีม ขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนที่เราจะช่วยกันทำงานอย่างไรให้มันเกิดเป็นเอกภาพในประชาธิปัตย์ ช่วยกันนำพาพรรคให้กลับไปสู่จุดที่ได้รับความไว้วางใจอีกครั้งหนึ่ง” วทันยากล่าว

เธอทิ้งท้ายว่า “เป็นคนที่ไม่ปิดกั้นโอกาสตัวเอง” แต่ก็ “ไม่อยากเดินไปถึงจุดที่จะไปโหวตเอาชนะคะคานกันในที่ประชุม เพราะจะทำให้เอกภาพภายในพรรคลดทอนน้อยลงไปในขณะที่พรรคบอบช้ำมากแล้ว”

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก เนื้อหาจาก YouTube อาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์