ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะทำให้ "การย้ายประเทศ" ของคนไทยไปอเมริกา ง่ายลงหรือยากขึ้นอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
จากอดีต ดินแดนสหรัฐฯ ดึงดูดผู้คนจำนวนมากด้วยแนวความคิด "ความฝันแบบอเมริกัน" หรือ American Dream ที่มักจะเชื่อมโยงกับความก้าวหน้าในชีวิตและความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย มาสู่แนวโน้มปัจจุบันของคนรุ่นใหม่ว่าด้วย "การย้ายประเทศ" เพื่อต้องการตอบโจทย์สิ่งที่ใฝ่ฝัน ซึ่งประเทศบ้านเกิดอาจไม่สามารถมอบโอกาสให้ชีวิต ค่าตอบแทนไม่เพียงพอ และมองไม่เห็นความก้าวหน้าในชีวิต
แนวโน้มที่มีอยู่ยังคงสอดคล้องกับผลการสำรวจ Global Talent Survey 2024 โดย JobsDB by SEEK ซึ่งเผยแพร่ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าคนไทยยังคงสนใจทำงานในต่างประเทศ เนื่องจากความไม่แน่นอนในไทย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง โดยหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่พวกเขาสนใจไปทำงานมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คือสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในอันดับสามรองจากสิงคโปร์และออสเตรเลีย
ดังนั้น นโยบายเกี่ยวกับ "การอพยพ" จึงมีความสำคัญต่ออนาคตของผู้อพยพในสหรัฐฯ และยังเป็นหนึ่งในประเด็นหลักในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะตัดสินชี้ขาดในวันที่ 5 พ.ย. นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) อีกด้วย
เรื่องนี้ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อผู้อพยพข้ามพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อผู้อพยพชาติอื่น ๆ รวมทั้งคนไทยด้วย แล้วผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อคนไทยที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปสหรัฐฯ อย่างไร
บีบีซีไทยสนทนากับยูทิวเบอร์ชาวไทยในสหรัฐฯ ซึ่งสัมผัสกับคนไทยที่ย้ายประเทศมาหลากหลายอาชีพในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ กับทนายผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเข้าเมืองในมลรัฐออริกอน
ใครหนุนทรัมป์ ใครหนุนแฮร์ริส
มัสลา สนศิริ อดีตนักข่าวผู้ผันตัวเป็นยูทิวเบอร์ในสหรัฐฯ เจ้าของช่อง MOSSALA101 ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.12 ล้านคน บอกบีบีซีไทยว่า จากการพูดคุยกับคนไทยในสหรัฐฯ พบว่า เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว กลุ่มนักธุรกิจส่วนใหญ่ที่เป็นคนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารมีความเอนเอียงไปทางพรรครีพับลิกันมากกว่า เนื่องจากมีนโยบายด้านการลดหย่อนภาษีให้กับนักธุรกิจหรือคนที่มีรายได้สูง จึงทำให้พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์มากกว่า

ที่มาของภาพ, มัสลา สนศิริ
เธอเสริมด้วยว่า แต่ถ้าเป็นคนกลุ่มคนชั้นกลางและกลุ่มผู้ใช้แรงงานจะชื่นชอบพรรคเดโมแครตมากกว่า เพราะรัฐบาลพรรคเดโมเครตมีการช่วยเหลือคนชนชั้นกลางมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาพยาบาล รวมถึงการประกันสังคมต่าง ๆ
ขณะที่ ทัศนียา เพ็ชร์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้าเมือง จากสำนักกฎหมาย ไวท์ แอนด์ เชฟเฟิร์ด ในเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐออริกอน มองว่า โดยทั่วไปคนไทยในสหรัฐฯ จะพิจารณาเลือกคนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย บุคลิกลักษณะของผู้นำคนใหม่ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อรายได้จากการทำงาน แล้วค่อยมาพิจารณาปัจจัยที่สาม นั่นคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายด้านคนเข้าเมือง เช่น จะสามารถนำพ่อแม่เข้ามาพำนักด้วยได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
"อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้คำสั่งของประธานาธิบดี (executive order) ในระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมาตรการการเข้าเมือง ก็อาจจะพิจารณาไม่เลือกทรัมป์อีกครั้ง" เธอตั้งข้อสังเกต
นโยบายด้านผู้อพยพกระทบคนไทยในสหรัฐฯ อย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไม่ว่าใครคว้าชัยชนะเป็นผู้นำสหรัฐฯ นโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพก็จะยังคงเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่อาจจะมีระดับความเข้มข้นแตกต่างกันระหว่างแฮร์ริสกับทรัมป์
ทัศนียา ซึ่งมีประสบการณ์ด้านกฎหมายเข้าเมืองในสหรัฐมากว่า 20 ปี วิเคราะห์ให้บีบีซีไทยฟังว่า กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
- กลุ่มแรกคือ กลุ่มที่จะต้องเนรเทศ (deportation) จะเป็นกลุ่มคนแรก ๆ ที่จะถูกขับไล่ออกนอกประเทศ
หากพิจารณาตามนโยบายของแฮร์ริส เธอตั้งเป้าว่าจะเนรเทศคนออกจากประเทศราว 10 ล้านคน โดยจะคัดเลือกจากกลุ่มผู้มีประวัติอาชญากรรมออกไปก่อน ส่วนนโยบายของทรัมป์คือ ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเป็นคนต่างด้าวจะต้องถูกขับไล่ออกให้หมด โดยเขาเคยประกาศว่า หากได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เขาจะเริ่มต้นการเนรเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเริ่มต้นด้วยปีละหนึ่งล้านคน

ที่มาของภาพ, ทัศนียา เพ็ชร์สุวรรณ
- กลุ่มที่สองคือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการลี้ภัย (refugees)
ในระหว่างรัฐบาล โจ ไบเดน เกิดการลี้ภัยครั้งใหญ่ตามแนวชายแดนด้านใต้ของสหรัฐฯ ติดกับเม็กซิโก โดยมีความพยายามจะข้ามชายแดนมาราว 3,000-4,000 คนต่อหนึ่งวัน ด้านแฮร์ริสแสดงออกว่า ไม่ได้สนับสนุนการลี้ภัย แต่จะพยายามคุมเข้มเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่ถึงกับการปิดกั้น แต่สำหรับทรัมป์ คือการปิดกั้นในลักษณะความอดทนเป็นศูนย์ (zero tolerance)
- กลุ่มที่สามคือ กลุ่มที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย (undocumented immigrant)
แฮร์ริสจะใช้มาตรการเดียวกันกับคนกลุ่มแรก คือพิจารณาจากภูมิหลังและประวัติอาชญากรรม และจะถูกพิจารณาขับไล่ออกนอกประเทศ แต่ยังคงปกป้องกลุ่มเด็กที่กำเนิดจากพ่อแม่ที่เข้าเมืองโดยไม่มีเอกสาร โดยเด็กกลุ่มนี้จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย รวมถึงบุคคลที่พำนักอยู่โดยไม่มีเอกสารเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมก็จะได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้อาศัยถาวรได้
แต่สำหรับทรัมป์ เขาจะตัดสิทธิเด็กของผู้อพยพผิดกฎหมายไม่ให้ได้รับสัญชาติสหรัฐฯ รวมทั้งกลุ่มโรบินฮู้ด โดยในที่สุดก็จะถูกผลักดันออกนอกประเทศ
- กลุ่มที่สี่ คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวที่จะเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย (legal immigrant)
คนกลุ่มนี้รวมแรงงานทั้งแบบมีทักษะและไม่มีทักษะ ในส่วนนโยบายของแฮร์ริสยังคงเปิดรับแต่ต้องถูกตามกฎหมาย ส่วนทรัมป์ก็มีนโยบายลดจำนวนคนต่างด้าวให้ได้มากที่สุด
"หากย้อนกลับไปตอนที่เขา[ทรัมป์]เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก เขายังประกาศสั่งห้ามการเดินทางจากบางประเทศไม่ให้เข้ามายังสหรัฐฯ แม้ว่าพวกเขาบางส่วนจะเป็นแรงงานที่มีทักษะสูงก็ตาม"

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม เธอแนะนำว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ กระแสการย้ายประเทศก็จะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่ต้องการมาทำงานที่สหรัฐฯ ควรที่จะทำตามกฎเป็นอันดับแรกเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น หากเกิดการกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ก็อาจจะต้องถูกส่งกลับประเทศ
ส่วนมัสลา บอกว่า หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี สำหรับคนไทยที่ต้องการศึกษาและทำงานในสหรัฐอาจจะได้ประโยชน์อยู่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้ราวเดือน มิ.ย. ทรัมป์เคยกล่าวต่อสาธารณชนว่า เขาเห็นชอบที่จะอนุญาตให้นักศึกษาชาวต่างชาติเข้ามาเรียนในสหรัฐตั้งแต่ระดับอนุปริญญาขึ้นไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ จากนั้นสามารถถือบัตรกรีนการ์ด ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวให้ผู้ถือครองสามารถทำงานในสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย
ปัจจัยทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจไทย ดันคนไทยคิดย้ายประเทศต่อเนื่อง
จากประสบการณ์ในการช่วยเหลือลูกความ ทั้งที่เป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร ซึ่งต้องการแรงงานไทยเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ ทัศนีย์สังเกตเห็นว่า การเคลื่อนย้ายของคนไทยมาที่สหรัฐฯ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็มาจากกระแสความเบื่อหน่ายปัญหาด้านการเมือง คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะประเด็นด้านค่าครองชีพสูง แต่รายได้ไม่ปรับไปตามค่าครองชีพ ทำให้รู้สึกว่า ทำงานมาแล้วเงินไม่พอใช้

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ลองคิดง่าย ๆ คนไทยจบปริญญาตรี ได้งานเงินเดือน 2-2.5 หมื่นบาท จบปริญญาโท เงินเดือน 3-3.5 หมื่นบาท คิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 2,000 เหรียญ คุณมาเดินเสิร์ฟคุณได้แน่ ๆ 3,000 เหรียญ ใช้แค่เพียงแรงงาน ถ้าคุณขยันคุณได้ 4,000 เหรียญแน่ ๆ เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ที่เดินทางมาทำงานที่สหรัฐฯ แรก ๆ เขาก็ทำงานพื้นฐานเช่นนี้ก่อนเพื่อเก็บออมเงิน แล้วค่อยหาทางสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง หากเทียบกับที่เมืองไทยเพียงลำพังเฉพาะเงินเดือน แค่ค่ากินค่าใช้จ่ายประจำก็หมดแล้ว จึงยากที่จะมีเงินเก็บ" เธอเล่าใหัฟัง
ความเห็นของเธอสอดคล้องกับผลการสำรวจของแกลลัพ บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจชั้นนำของสหรัฐ ซึ่งได้สำรวจความเห็นของผู้ที่จบการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป ด้วยประเด็นที่ว่า "ถ้าเลือกได้และไม่มีข้อจำกัดอยากใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่ใด" โดยช่วงปี 2010-2012 พบว่า คนไทยอยากย้ายไปอาศัยในต่างประเทศ 1.68 ล้านคน ขณะที่ผลการสำรวจระหว่าง 2021 -2023 พบว่า มีคนไทยอยากย้ายออกจากประเทศถึง 1.5 ล้านคน โดยหนึ่งในเป้าหมายคือ สหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Youtube/MOSSALA101
ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าความต้องการย้ายออกจากประเทศของคนไทยแทบไม่ได้ลดลงเลยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การย้ายประเทศก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อสอบถามมัสลา ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐฯ มาแล้วกว่า 8 ปีและได้สถานะกรีนการ์ดแล้ว เธอยอมรับว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่ฝันอย่างที่เห็นกันในภาพยนตร์ เพราะว่าต้องห่างไกลจากบ้านเกิด และการต้องมาใช้ชีวิตเองก็ไม่ได้สุขสบายมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษา วัฒนธรรม และสังคมใหม่
"ถ้าจะเป็นอเมริกันดรีมจริง ๆ มอร์สมองว่า ต้องเก่งและมีความสามารถมากพอ... อยากบอกว่า การย้ายประเทศก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป ถ้าคุณต้องการย้ายประเทศจริง ๆ คุณต้องศึกษาให้ดีพอว่า แต่ละรัฐเป็นอย่างไร มีกฎหมาย ระเบียบแตกต่างกันอย่างไร" เธอกล่าวทิ้งท้าย













