You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
นโยบายแจกเงิน 10,000 บาทเปลี่ยนไปอย่างไร จากก่อนเลือกตั้ง สู่ยุครัฐบาลแพทองธาร
รัฐบาลผสมที่มีพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำ ยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบาย “ดิจิทัลวอลเล็ต” หลังจากไม่สามารถแจกเงินหมื่นให้ประชาชนได้ในรอบปีที่ผ่านมา เนื่องจากข้อจำกัดทางงบประมาณและข้อติดขัดทางกฎหมาย
“ในคอนเซ็ปต์ยังมีอยู่แน่นอน เพียงแต่ปรับรูปแบบ อย่างที่เราบอก ดิจิทัลวอลเล็ตมีแผนที่จะจ่ายเป็นเงินสดด้วย อะไรด้วย แล้วมาดูว่าอะไรที่จะแก้ในรายละเอียดก็มี แต่แน่นอนต้องแก้” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เมื่อ 3 ก.ย.
ในวันนั้น นายกฯ คนที่ 31 และหัวหน้าพรรค พท. ไม่ได้ให้รายละเอียดชัดเจน โดยบอกว่า “ต้องทำการบ้านกันก่อน”
ในระหว่าง 12-13 ก.ย. นี้ รัฐบาลชุดใหม่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แพทองธาร ให้สัมภาษณ์วันนี้ (5 ก.ย.) ว่า ในส่วนของพรรค พท. ส่วนใหญ่จะคงนโยบายเดิม แต่จะปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย เรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และจะอธิบายบางนโยบายให้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น แต่ขอเวลา ยังไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ในตอนนี้
ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง บอกว่า จะแถลงรายละเอียดของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่แน่ชัดในช่วงแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ส่วนที่มีการมองกันว่าหากแจกเป็นเงินสด ไม่ถือว่าเป็นเงินดิจิทัลวอลเล็ตนั้น รมช.คลัง บอกว่า “เป็นคำพูดของคนในสภา อย่าไปฟังเขา เขาไม่ได้รู้เรื่องโครงการทั้งหมดด้วยซ้ำ เขาก็คาดหมาย”
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) เป็นนโยบายหลักของพรรค พท. ที่เรียกเสียงฮือฮาในระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2566
คนไทยได้ยินคำว่า ดิจิทัลวอลเล็ต จากคนเพื่อไทยเป็นครั้งแรก บนเวทีเปิดตัว สส.แบบแบ่งเขต 400 คนของพรรค เมื่อ 17 มี.ค. 2566 ก่อนมีการเปิดเผยยอดเงินที่จะเติมลงกระเป๋าตังค์ของประชาชนจำนวน 10,000 บาท บนเวทีเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. เมื่อ 5 เม.ย. 2566
แต่เมื่อเพื่อไทยมีโอกาสบริหารประเทศ กลับไม่สามารถผลักดันนโยบาย “เรือธง” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ จนถูกพรรคฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเป็นนโยบาย “เรือเกลือ”
อีกทั้งในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ยังมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของโครงการไปมา เนื่องจากไม่มีแหล่งเงินมากพอที่จะใช้ขับเคลื่อนนโยบายที่ใช้เม็ดเงินสูงถึง “ครึ่งล้านล้านบาท” จึงต้องหั่นงบประมาณ จาก “เรือยอร์ช” กลายร่างเป็น “เรือแจว” ตามคำจำกัดความของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์-คัดค้าน-ต่อต้านจากผู้คนหลากหลายแวดวง และทักท้วงแทบทั้งกระบวนการ ไล่ตั้งแต่ วิธีคิด “กู้มาแจก”, วิธีทำ “แจกเป็นเงินดิจิทัล แทนที่จะให้เป็นเงินสด” และเงื่อนไขร้านค้าที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ากีดกันพ่อค้ารายย่อย-ร้านโชว์ห่วยที่ไม่อยู่ในระบบภาษี และหนุนส่งร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัว, วิธีวัดความคุ้มค่าว่าจะก่อเกิด “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” หรือ “พายุหนี้” กันแน่ ฯลฯ แต่รัฐบาลยังยืนกรานว่าจะดำเนินการตามแนวทางเดิม
นายกฯ เศรษฐา ระบุว่า “ไม่ใช่การสงเคราะห์ประชาชนผู้ยากไร้ แต่เป็นการเติมเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ”
กระทั่งมีการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลจาก เศรษฐา เป็น อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร แนวทางขับเคลื่อนนโยบายแจกเงินหมื่นจึงเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ
ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 23 ผู้เป็นบิดาของนายกฯ คนที่ 31 คือคนแรก ๆ ที่ออกมาพูดต่อสาธารณะบนเวทีดินเนอร์ทอล์กของสื่อเครือเนชั่นเมื่อ 22 ส.ค. ถึงการเปลี่ยนรูปแบบมาแจกเงินสดให้กลุ่มเปราะบางและผู้พิการรวม 14.5 ล้านคน “เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเบื้องต้น แสนกว่าล้านเดือน ก.ย.” ส่วนคนที่ลงทะเบียนไว้เกือบ 30 ล้านคน ถ้าระบบเสร็จก็ใช้ระบบดิจิทัลวอลเล็ต
ทักษิณ อ้างว่า คณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาทเล่าข้อมูลให้เขาฟัง พร้อมเปรียบเปรยนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตว่า เป็นการ “ยิงนก 3 ตัวด้วยกระสุนนัดเดียว” ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ, ให้คนรากหญ้าเรียนรู้เทคโนโลยี, ขยายผลเป็น One-Site ใช้กับทุกบริการภาครัฐได้
จากวันที่พรรค พท. ประกาศนโยบายหาเสียง (มี.ค.-เม.ย. 2566) ถึงวันที่รัฐบาล “เศรษฐา” เปิดหลักเกณฑ์โครงการครั้งแรก (พ.ย. 2566) วันที่รัฐบาล “เศรษฐา” เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน (งบกลางปี 2567 และงบปี 2568) ก่อนนายกฯ คนที่ 30 จำต้องอำลา ไปจนถึงวันที่รัฐบาล “แพทองธาร” เตรียมแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา (11-12 ส.ค. 2567) โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เหมือน-ต่างจากเดิมอย่างไร เมื่อยิงกระสุนงบประมาณหลักแสนล้านออกไปจะได้นกกี่ตัว
บีบีซีไทยขอสรุปพัฒนาการและโฉมหน้าของนโยบายแจกเงินหมื่นไว้ ดังนี้
วงเงินที่ใช้
หาเสียง 66: 560,000 ล้านบาท
รบ.เศรษฐา 66: 500,000 ล้านบาท
รบ.เศรษฐา 67: 450,000 ล้านบาท
รบ.อุ๊งอิ๊ง 67: ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน แต่คาดว่าจะเหมือนเดิม 450,000 ล้านบาท
แหล่งเงิน
หาเสียง 66: ย้ำหลายครั้งว่า “ไม่กู้” โดยแจ้ง กกต. ว่าจะใช้งบประมาณจาก 4 แหล่ง ได้แก่ 1. ประมาณการว่าปี 2567 รัฐจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 260,000 ล้านบาท 2. การจัดเก็บภาษีนิติบุคคลจะเพิ่ม 100,000 ล้านบาท 3. การบริหารจัดการงบประมาณ 110,000 ล้านบาท และ 4. การบริหารงบประมาณด้านสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน 90,000 ล้านบาท
รบ.เศรษฐา 66: ออก พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท (แต่ต่อมารัฐบาลยอมถอยแนวคิดนี้ เพราะถูกวิจารณ์ว่าอาจขัดกฎหมายวินัยการเงิน เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์ “เร่งด่วน-ต่อเนื่อง-วิกฤต-ตั้งงบรายจ่ายประจำปีไม่ทัน”)
รบ.เศรษฐา 67: ใช้งบ 2 ปีงบประมาณ
- งบปี 2567 วงเงิน 165,000 ล้านบาท ประกอบด้วย พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมปี 2567 วงเงิน 122,000 ล้านบาท (ในจำนวนนี้เป็นการกู้เพิ่ม 112,000 ล้านบาท และประมาณการว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่ม 10,000 ล้านบาท) และใช้การบริหารจัดการทางการคลังและการบริหารงบ 43,000 ล้านบาท (รมต. ในรัฐบาลเศรษฐาเคยระบุว่าจะกันงบกลางเอาไว้ 43,000 ล้านบาท)
- งบปี 2568 ใช้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ 187,700 ล้านบาท (เดิมวงเงิน 152,700 ล้านบาท แต่มีการปรับเพิ่มในชั้น กมธ.งบฯ 35,000 ล้านบาท) และใช้การบริหารจัดการทางการคลังและการบริหารงบ 132,300 ล้านบาท
รบ.อุ๊งอิ๊ง 67: ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน แต่คาดว่าจะเหมือนเดิม โดยเริ่มใช้งบปี 2567 ราว 140,000 บาท เพื่อแจกกลุ่มเปราะบางและผู้พิการก่อน
ผู้ได้รับอานิสงส์
หาเสียง 66: คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน รวม 54.8 ล้านคน
แถลงนโยบาย 66: คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาท/เดือน มีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รวม 50 ล้านคน
รบ.เศรษฐา 67: คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาท/เดือน มีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รวม 50 ล้านคน แต่คาดว่าจะมีผู้ขอใช้สิทธิ 45 ล้านคน
รบ.อุ๊งอิ๊ง 67: กลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน, ผู้พิการ 1 ล้านคน, กลุ่มที่ลงทะเบียนไว้ในแอปฯ ทางรัฐ ราว 30 ล้านคน
แพลตฟอร์ม
หาเสียง 66: ระบบบล็อกเชน
รบ.เศรษฐา 66: แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
รบ.เศรษฐา 67: แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”
รบ.อุ๊งอิ๊ง 67: แจกเงินสดให้กลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ ส่วนประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน แต่คาดว่าจะจ่ายผ่านวอลเล็ต
รัศมีการใช้จ่าย
หาเสียง 66: ภายใน 4 กม. จากที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน
รบ.เศรษฐา 66: ภายในอำเภอ ตามที่อยู่ในบัตรประชาชน
รบ.เศรษฐา 67: ภายในอำเภอ ตามที่อยู่ในบัตรประชาชน
รบ.อุ๊งอิ๊ง 67: ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน
วันเริ่มโครงการ
หาเสียง 66: ไม่ได้ระบุชัดเจน
รบ.เศรษฐา 66: นายกฯ ประกาศครั้งแรกว่าจะเริ่ม 1 ก.พ. 2567 เพื่อให้ประชาชนกลับภูมิลำเนาไปใช้เงินดิจิทัลได้ช่วงสงกรานต์เดือน เม.ย. 2567 ต่อมาเลื่อนเป็นเดือน พ.ค. 2567
รบ.เศรษฐา 67: ภายในไตรมาส 4 ของปี 2567
รบ.อุ๊งอิ๊ง 67: ภายในเดือน ก.ย. 2567 เริ่มแจกเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้พิการก่อน
เงื่อนไขการใช้จ่าย
หาเสียง 66: ซื้อสินค้าได้ทุกประเภท แต่ไม่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อบายมุข และการใช้หนี้
รบ.เศรษฐา 66: ซื้อสินค้าได้ทุกประเภท แต่ไม่สามารถใช้กับบริการ, ซื้อสินค้าออนไลน์, ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ กัญชา กระท่อม, ซื้อบัตรกํานัล บัตรเงินสด ทองคํา เพชร พลอย อัญมณี, ชำระหนี้, จ่ายค่าเล่าเรียน, จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันและก๊าซ และไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้
รบ.เศรษฐา 67: ซื้อสินค้าได้ทุกประเภท แต่ไม่สามารถใช้กับบริการ, ซื้อสินค้าออนไลน์, ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ กัญชา กระท่อม, ซื้อบัตรกํานัล บัตรเงินสด ทองคํา เพชร พลอย อัญมณี, ชำระหนี้, จ่ายค่าเล่าเรียน, จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันและก๊าซ และไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้
รบ.อุ๊งอิ๊ง 67: ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน
เงื่อนไขของร้านค้า
หาเสียง 66: ร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีสามารถนำเงินดิจิทัลไปแลกเป็นเงินบาทได้หลังจากนั้น
รบ.เศรษฐา 66: ใช้ได้กับทุกร้านค้า ไม่จํากัดแต่ร้านอยู่ในระบบภาษี ร้านค้ารถเข็น ร้านโชว์ห่วย ร้านค้าที่อยู่บนแอปฯ เป๋าตัง ใช้ได้หมด แต่ต้องมีการลงทะเบียนรับสิทธิ และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้นที่จะขึ้นเงินได้
รบ.เศรษฐา 67: ใช้ได้กับทุกร้านค้า ไม่จํากัดแต่ร้านอยู่ในระบบภาษี ร้านค้ารถเข็น ร้านโชว์ห่วย ร้านค้าที่อยู่บนแอปฯ เป๋าตัง ใช้ได้หมด แต่ต้องมีการลงทะเบียนรับสิทธิ และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้นที่จะขึ้นเงินได้
รบ.อุ๊งอิ๊ง 67: ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน