You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“ลุงป้อม” จากสูงสุดสู่สามัญ ฉากชีวิต 10 ปีในการเมืองหลังรัฐประหาร
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ วัย 79 ปี ถูกยัดเยียดสถานะหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอันดับ 2 ของสภาอย่างไม่เต็มใจ หลังพรรคเพื่อไทย (พท.) ตัดชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกจากการร่วมรัฐบาล “แพทองธาร 1”
พล.อ.ประวิตร หรือ “ลุงป้อม” คือเจ้าของวลีสุดฮิต “ไม่รู้ ๆ” ไม่ว่าผู้สื่อข่าวจะถามอะไร เขามักใช้วลีนี้เป็นคำตอบของเกือบทุกคำถาม
ทว่าวันนี้ลูกพรรค พปชร. รู้แน่ชัดแล้วว่า หมดสิทธิร่วมโต๊ะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดต่อไป
“หัวหน้าพรรคมีความสุข มีความเข้มแข็ง และแน่วแน่ที่จะดูแลพรรคพลังประชารัฐในฐานะหัวหน้าพรรคไปตลอดจนกว่าจะไม่ไหว เรื่องที่เกิดขึ้นหากเป็นไปตามนั้น ถือว่าเฉย ๆ ไม่ถือว่าต้องเป็นห่วง แต่คนที่ควรเป็นห่วงคือนายกฯ คนปัจจุบันมากกว่า” ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. แถลงเมื่อ 29 ส.ค. ก่อนงัดสารพัดข้อกฎหมายมาฉายภาพว่า แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ คนที่ 31 จะประสบปัญหาอะไรบ้างจากการตัด “พรรค-พวกลุงป้อม” ออกจากรัฐบาล
ด้าน อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าสาเหตุที่ไม่เอาพรรค พปชร. เพราะ พล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่ โดยบอกเพียงว่า “มีเหตุผลหลายอย่างที่ไม่สามารถร่วมงานได้”
ในวัยย่างเลข 8 พล.อ.ประวิตร ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน
ในทางการทหาร เขาได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของนายทหารกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” และเป็นหนึ่งในตำนานพี่น้อง “3 ป.” อันหมายถึง ป. ป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ป. ป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ป. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยนายพลทั้ง 3 ล้วนเติบโตมาจากหน่วยทหารด้านตะวันออก กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) และค่อย ๆ ไต่ระดับจนได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
ในทางการเมือง เขามีโอกาสร่วมวงฝ่ายบริหารครั้งแรกในรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ในฐานะ รมว.กลาโหม (2551-2554) ทว่ามาเรืองอำนาจถึงขีดสุดในยุครัฐบาล “ประยุทธ์” (2557-2566)
บีบีซีไทยรวบรวมฉากชีวิตในช่วง 10 ปีที่ พล.อ.ประวิตร มีบารมีทางการเมืองเบ่งบานถึงสูงสุด ก่อนลงสู่สามัญ
1. ตัวหลักจัดคนลง “แม่น้ำ 5 สาย”
แม้ไม่ได้ร่วมวงประชุมภายในสโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต ในนาทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ประกาศยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 และเรียกผู้ร่วมก่อการรัฐประหารว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ พล.อ.ประวิตร กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งหลังจากนั้น ทั้งบทที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
เขาได้รับแต่งตั้งจากหัวหน้า คสช. ให้เป็น ประธานคณะที่ปรึกษา คสช., รองหัวหน้า คสช., กรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านการเมือง
เมื่อหัวหน้า คสช. รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ในเดือน ส.ค. 2557 “พี่ชายต่างสายเลือด” ที่ชื่อ ป้อม ซึ่งมีอาวุโสกว่าผู้นำรัฐบาล 9 ปี ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กลาโหม ของรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” ด้วย การได้คุมกองทัพซึ่งเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของรัฐบาล คสช. ทำให้บารมียิ่งพุ่งทะยาน
ในการแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งใน 5 องค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ที่ถูกเรียกขานว่า “แม่น้ำ 5 สาย” พล.อ.ประวิตร คือ “ตัวหลัก” ในการคัด-เคาะ-ชงชื่อบุคคลให้หัวหน้า คสช. แต่งตั้ง เนื่องจากมีสายสัมพันธ์กับชนชั้นนำในแวดวงต่าง ๆ แบบลึก-กว้างกว่า
สำหรับ “แม่น้ำ 5 สาย” ประกอบด้วย คสช., คณะรัฐมนตรี (ครม.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช. - ต่อมาหมดหน้าที่ และตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. รับไม้ต่อ), คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ - ต่อมาหมดหน้าที่ และตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. รับไม้ต่อ)
แม้มีรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว แต่รองหัวหน้า คสช. ก็ยังเล่นบทเดิม เป็นประธานกรรมการสรรหา สว. “ชุดเฉพาะกาล” 250 คน จึงปรากฏชื่อเพื่อน-พ้อง-น้อง-พี่ของ “ลุงป้อม” เข้าไปนั่งอยู่ในสภาสูงหลายคน กลายเป็นที่มาของสมญา “สว. สายลุง”
2. ชายผู้สวม “แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน”
หนึ่งในประเด็นน่าสนใจคือ สนช. และ สว. ชุดเฉพาะกาลที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ นั่นทำให้ “คนตั้ง” สมาชิกสภาสูง มีอำนาจในการ “คุมเกม” การแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระไปโดยปริยาย
บททดสอบพลังของ พล.อ.ประวิตร เกิดขึ้นหลังรองนายกฯ รายนี้ยกมือขึ้นมาป้องแดดระหว่างรอถ่ายภาพหมู่ ครม. ชุดใหม่เมื่อ 4 ธ.ค. 2560 เผยให้เห็นนาฬิกาหรูยี่ห้อริชาร์ดมิลล์ที่ข้อแขน ทว่าไม่ปรากฏในรายการทรัพย์สินฯ ที่แจ้งไว้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนเกิดกระแสวิจารณ์และทำให้ชาวเน็ตช่วยกันขุดคุ้ยบัญชีทรัพย์สินฯ ของ พล.อ.ประวิตร
ต่อมาแหล่งข่าวคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร รับบท “พรายกระซิบ” แจ้งข่าวผ่านสื่อยักษ์ใหญ่ว่า แหวนที่นิ้วเป็น “แหวนที่แม่ให้ยืมใส่ในวันนั้นพอดี” ส่วนนาฬิกาหรู มีคำชี้แจงเป็นหนังสือถึง ป.ป.ช. ว่า “ยืมเพื่อนมา” ทั้งนี้ ป.ป.ช. ใช้เวลาตรวจสอบเป็นปี ๆ ก่อนสรุปว่า "เป็นการยืมคงรูป ไม่ใช่หนี้สินตามที่ ป.ป.ช. กำหนดให้ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สินฯ"
ชายผู้ครอบครอง “แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน” จึงไร้ความผิดฐานแจ้งบัญชีเท็จ-ปกปิดบัญชีทรัพย์สินฯ
3. คนหลังฉากตั้งพลังประชารัฐ
พล.อ.ประวิตร ใช้ความนิ่งสยบสารพัดคำครหาในโลกเสมือนจริง และสามารถประคองตัวเองไปได้จนครบวาระรัฐบาล คสช. อีกทั้งยังมีบทบาทในการ “ขยายอำนาจ” ให้แก่ “น้องรัก”
เมื่อหัวหน้าคณะรัฐประหารต้องเดินตาม “โรดแมป” ที่ลั่นวาจาไว้ว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน-จัดให้มีการเลือกตั้งภายหลังปกครองประเทศมา 5 ปี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ถือกำเนิดขึ้นในเดือน ก.ย. 2561
ทว่างานนี้ไม่มีขุนทหารออกหน้า มีแค่ขุนพลการเมืองที่ใกล้ชิดกับ คสช. เปิดหน้า-เปิดตัวเป็นผู้ก่อตั้งพรรค ปรากฏภาพนักการเมืองกลุ่ม “เพื่อนสมคิด” ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” อย่าง อุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรค และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นเลขาธิการพรรค
ส่วนนายพลวัยเกษียณเดินเกมอยู่หลังฉาก โดยใช้มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่ง พล.อ.ประวิตร นั่งเป็นประธาน และมีที่ทำการอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1.รอ.) เป็น “ฐานบัญชาการทางการเมือง”
นักการเมืองระดับ “หัวหน้ามุ้ง-หัวหน้าพรรค” บางส่วนเคยยอมรับกับบีบีซีไทยว่า ได้รับเชิญจาก พล.อ.ประวิตร ให้ไปพูดคุย-ขอความเห็น-เกลี้ยกล่อมให้ “ช่วยกันผลักดันให้นายกฯ ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ” และ “ช่วยกันขับเคลื่อนสร้างความสงบให้บ้านเมือง”
ต่อมาแกนนำการเมืองที่เคย “มุดบ้านป่าฯ” ได้กลายเป็นคีย์แมนในการดูด-ดึงนักเลือกตั้งจากพรรคต่าง ๆ มาไว้ใต้ชายคาพรรค พปชร.
สุดท้ายภารกิจของพรรคเกิดใหม่ก็มาแจ่มชัดในเดือน ก.พ. 2562 เมื่อหัวหน้า คสช. ตอบรับคำเชิญของผู้บริหารพรรค พปชร. ให้เสนอชื่อเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคในการเลือกตั้งหนแรกหลังรัฐประหาร 2557 และรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยคำขวัญ “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่”
ถึงแม้พรรค พปชร. แพ้การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ให้กับพรรคเพื่อไทย (พท. 136 เสียง ต่อ พปชร. 116 เสียง) แต่ได้อ้างคะแนนมหาชน (ป็อบปูลาร์โหวต) ที่เหนือกว่า (พปชร. 8.4 ล้านเสียง ต่อ พท. 7.9 ล้านเสียง) จัดรัฐบาลแข่งและประสบความสำเร็จในการรวบรวมเสียงรัฐบาลผสม 19 พรรค รวม 254 เสียง ส่ง พล.อ.ประยุทธ์ เข้าทำเนียบฯ ได้เป็นหนที่ 2
ที่ประชุมร่วม 2 สภา ลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ด้วยคะแนน 500 เสียง จาก สส. และ สว. ทั้งหมด 750 คน
แน่นอนว่าเสียงครึ่งหนึ่งมาจาก 249 สว. ที่พร้อมใจการโหวต “เห็นชอบ” ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แบบไม่แตกแถว ยกเว้นประธานวุฒิสภาที่งดออกเสียงตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง
4. ป. ผู้พี่ ผงาดขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค
ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพี่น้อง 2 ป. ควรดำเนินไปอย่างราบรื่นเรียบร้อย โดย พล.อ.ประยุทธ์ ดูแลงานราชการ-คุมฝ่ายบริหาร และแบ่งบทให้ พล.อ.ประวิตร ดูแลงานการเมือง-คุมฝ่ายนิติบัญญัติตามสูตรเดิม
แต่สิ่งที่ผิดแผกไปจากเดิมคือ ป. ผู้น้อง ขอควบ รมว.กลาโหมเอง ทว่าเขาไม่มีอำนาจเต็มในการปรับ-ลด-ปลด-ย้ายคนการเมืองในสภาเหมือนเมื่อครั้งเป็นหัวหน้า คสช. มิหนำซ้ำยังต้องเผชิญกับการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มข้นในสภาผู้แทนราษฎร เพราะมีพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงเริ่มมีอาการ “ขาลอย”
สวนทางกับ ป. ผู้พี่ ที่แม้เหลือเพียงเก้าอี้รองนายกฯ ไว้รองก้น แต่สะสมขุมข่ายพลังตุนไว้ทั้งในฝากฝั่ง สว. และ สส.
อำนาจทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร โดด-เด่น-เด้งขึ้นมาในเดือน มิ.ย. 2563 เมื่อนักการเมืองคนสนิทของเขาเปิดปฏิบัติการ “ยึดพรรค ก่อนยึดเก้าอี้รัฐมนตรี” โดยใช้แทคติกทางกฎหมายให้กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พปชร. เกินครึ่งชุด (18 จากทั้งหมด 34 คน) ลาออก เพื่อบีบบังคับให้ผู้บริหารพรรคชุดเดิมนำโดย อุตตม-สนธิรัตน์ พ้นจากอำนาจไปโดยปริยายในวาระใกล้ครบขวบปีของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” และคาดหมายกันว่าจะมีการปรับ ครม. ใหญ่
ผลที่ตามมาคือ พล.อ.ประวิตร ประธานยุทธศาสตร์พรรค ผงาดขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ด้วยมติเอกฉันท์ของที่ประชุมใหญ่พรรค พปชร. ส่วนนักการเมืองจากกลุ่ม “สี่กุมาร” ซึ่งเป็นคนสนิทของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่มีตำแหน่งตามโครงสร้าง กก.บห. ชุดใหม่ ก่อนจำใจลาจากพรรค-ลาออกจากรัฐบาลในเดือน ก.ค. 2563 ทำให้เก้าอี้รัฐมนตรีว่างลง 3 ตำแหน่ง
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศผ่านสื่อมวลชนว่า "ไม่มีใครสามารถต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีกับผมได้" แต่บรรดาคนการเมืองที่อกหักจากการจัดโผ ครม. "ประยุทธ์ 2/1" ในช่วงตั้งรัฐบาล คาดหวังว่าบารมีของ “หัวหน้าป้อม” จะส่งพวกเขาถึงฝั่งฝันบนเก้าอี้เสนาบดีได้ และก็เป็นจริงดังนั้น
การขึ้นแท่นหัวหน้าพรรค พปชร. ทำให้ พล.อ.ประวิตร เป็นแกนนำคณะรัฐประหารที่เข้าไปลุยทำพรรคการเมืองอย่างเต็มตัวในรอบ 9 ปี นับจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2549 เคยเปิดหน้าเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ และลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้งปี 2554
5. มืออุ้ม “กบฏล้มนายกฯ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจของ “ผู้นำนอกพรรค” กับ “ผู้นำในพรรค” นั้นแตกต่างกัน โดยมีเก้าอี้รัฐมนตรีในโควตาพรรค พปชร. 17 ตำแหน่ง (ไม่รวมนายกฯ) เป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง-เขย่าเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นระยะ ด้วยเพราะมีคนล้นงาน และยังต้องกันเก้าอี้ส่วนหนึ่งเป็นโควตากลางของนายกฯ
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่อึกทึกครึกโครมที่สุดเกิดขึ้นในช่วงที่ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีรวม 6 คน ระหว่าง 31 ส.ค.-3 ก.ย. 2564 แม้ พล.อ.ประยุทธ์กับพวก รอดจากศึกซักฟอกมาได้ แต่ต้องเผชิญกับการเปิดศึกในโดยคนกันเอง โดยปรากฏกระแสข่าวขบวนการ “โหวตล้มนายกฯ กลางสภา” และแอบอ้างว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ
“การแอบอ้างเบื้องสูงถือว่าผิดอย่างร้ายแรง ผมคนเดียวเท่านั้นที่ได้มีโอกาสถวายข้อราชการ คนอื่นไม่มี” และ “การที่จะไปรวมคะแนนเสียงโหวต ซึ่งจริงหรือไม่จริง ผมไม่ทราบ แต่ถือว่าไม่ใช่สุภาพบุรุษ ถ้าทำแบบนั้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อ 1 ก.ย. 2564 ปฏิเสธทุกข่าวลือที่ลอยไปเข้าหูเขา
แม้ประมุขฝ่ายบริหารมิได้เอ่ยชื่อ “กบฏ” ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการล้มอำนาจของเขาออกมาตรง ๆ แต่ต่อมาได้มีคำสั่ง “ปลดฟ้าผ่า” 2 แกนนำพรรค พปชร. คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน พ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรี
แต่งานนี้ หัวหน้าพรรค พปชร. กลับยื่นมือไปโอบอุ้ม ธรรมนัส-นฤมล ให้ทำหน้าที่ในพรรคต่อไปในฐานะเลขาธิการพรรค และเหรัญญิกพรรค
หลังจากนั้นได้ปรากฏภาพการ “วัดพลัง” ระหว่าง 2 ป. อยู่เนือง ๆ เมื่อต่างคนต่างเดินสายพื้นที่พบปะประชาชนในต่างจังหวัด โดยมี “ลูกข่าย” ช่วยจัดมวลชนมารอต้อนรับ-ให้กำลังใจ แน่นอนว่าฝ่าย “หัวหน้าป้อม” ได้ “ผู้กองธรรมนัส” เลขาธิการพรรค พปชร. ผู้ไร้สถานะในฝ่ายบริหาร เป็นผู้จัดการมวลชน ท่ามกลางการจับตาดูของสังคมว่า นอกจากการแยกกันลงพื้นที่ จะนำไปสู่การแยกกันทำพรรคหรือไม่อย่างไร
6. “ลองนายกฯ”
เข็มนาฬิกาการเมืองหมุนไปจนครบ 8 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเก้าอี้นายกฯ เขาถูกฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
24 ส.ค. 2565 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาและสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ในระหว่างรอคำวินิจฉัย “คดีนายกฯ 8 ปี” พล.อ.ประวิตร รองนายกฯ ลำดับ 1 จึงได้ขยับมาทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายกฯ
ตลอดเวลา 37 วัน (24 ส.ค.-30 ก.ย. 2565) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกสั่ง “พักงาน” พล.อ.ประวิตร มีอำนาจเต็มเสมือนเป็นนายกฯ ทุกประการ ไม่เว้นกระทั่งการปรับ ครม. หรือยุบสภา แต่ชายผู้ได้ “ลอง (เป็น) นายกฯ” ก็ไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าว
อย่างไรก็ตามสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ต่างตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลิกภาพของ พล.อ.ประวิตร กระฉับกระเฉงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และไม่หลบเลี่ยงการตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนด้วยคำว่า "ไม่รู้ ๆ" แบบเมื่อครั้งเป็นรองนายกฯ
7. 2 ป. แยกทาง ต่างฉากจบ
และแล้วก็มาถึงวันที่พี่น้อง 2 ป. ต้องแยกทางกัน โดยลูกพรรคพลังประชารัฐทั้งยุ-ทั้งเข็นให้ “ลุงป้อม-ประวิตร” ขึ้นเป็นนายกฯ คนใหม่ ขณะที่ลูกน้องเก่า-คนการเมืองอีกกลุ่มต้องการชู “ลุงตู่-ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ต่อสมัยที่ 3 แม้เหลืออายุขัยทางการเมืองอีกเพียง 2 ปีก็ตาม
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จึงเกิดขึ้นในปี 2565 ด้วยภารกิจส่ง พล.อ.ประยุทธ์ กลับเข้าทำเนียบฯ อีกหน โดยนายพลนอกราชการรายนี้ลงทุนเทหมดหน้าตัก-สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองครั้งแรกในชีวิต
เมื่อ “พี่น้องต่างสายเลือด” ตัดสินใจแยกกันเดิน สังคมจึงได้เห็น พล.อ.ประวิตร “ชิ่งหนี” ข้อหาร่วมก่อรัฐประหารกลางสภา, ช่วงชิงนโยบายโดนใจปวงประชาที่ทำไว้ในสมัยรัฐบาล “ประยุทธ์ 1-2”, ชิงการนำทางการเมือง ด้วยการนำเสนอตัวเองในฐานะผู้นำ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” และปรับภาพลักษณ์ใหม่เป็น “ลุงป้อมใจดี”
แต่สุดท้ายไม่ว่าลุงคนไหน ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง 14 พ.ค 2566 ด้วยกระแสสูงจากคำรณรงค์หาเสียงของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ประกาศ “มีลุง ไม่มีเรา” จนเอาชนะพรรคคู่แข่งขันได้ทั้งกระดานการเมือง ด้วยยอด สส. 151 คน โดย สส. พรรค พปชร. หายไปถึง 2 ใน 3 เหลือผู้แทนราษฎรเพียง 40 คน ส่วนพรรค รทสช. หิ้ว สส. เข้าสภาได้ 36 คน
แม้แพ้ในคูหาเลือกตั้ง แต่ “2 ลุง” มีฉากจบแตกต่างกัน “ลุงตู่” ได้รับบทบาทใหม่ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ส่วน “ลุงป้อม” ยังคงเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. ดังเดิม แต่บารมีไม่เหมือนเดิม เนื่องจากพรรค พปชร. หล่นเป็นไปพรรคอันดับ 4 ของสภา
นอกจากนี้หัวหน้าพรรคยังไม่มีที่ทางในรัฐบาล “เศรษฐา” ทำได้แค่ส่งน้องชายแท้ ๆ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไปนั่งเก้าอี้รองนายกฯ ควบ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แทน
8. “ลุงบ้านป้า” ในเกมปลดนายกฯ ก่อนถูกขับพ้นรัฐบาล
แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่า “ลุงป้อมกับพวก” จะหมดหวังในเกมอำนาจ ตราบที่ชื่อ พล.อ.ประวิตร ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ตามกฎหมาย และยังมีอำนาจ “รีโมท” คนในสภาได้ พวกเขาก็ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหวก่อหวอด
ก่อน 250 สว. ชุดเฉพาะกาล จะหมดวาระลงในเดือน พ.ค. 2567 จู่ ๆ 40 สว. ได้ลุกขึ้นยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน กรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ
ผลคือ เศรษฐา ต้องตกเก้าอี้นายกฯ ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ 14 พ.ค. โดยศาลชี้ว่า “ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ทำให้ต้องเลือกประมุขฝ่ายบริหารกันใหม่
ในช่วงรอคอยการชี้ชะตาจากศาลรัฐธรรมนูญ ทักษิณ ชินวัตร ออกมาเปิดประเด็นว่า “คนแถวบ้านในป่า” สร้างความวุ่นวายทางการเมือง ก่อนมีคำเฉลยชัดเจนผ่านคำแถลงของ สรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค พท. ภายหลังการประชุม สส. เมื่อ 27 ส.ค. ว่า สส. หลายคนไม่สบายใจถึงพฤติกรรมของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคร่วมฯ ตั้งแต่มีการตั้งรัฐบาล “เศรษฐา” ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่ได้มาร่วมโหวต “ประกอบกับหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น การยื่นถอดถอนนายกฯ เศรษฐา ที่ผู้อยู่เบื้องหลัง ก็เป็นที่ทราบกันดี”
นั่นคือเหตุผลที่พรรค พท. ใช้เป็นข้ออ้างในการขับพรรค พปชร. ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร พ้นจากรัฐบาล “แพทองธาร” ในช่วงจัดโผ ครม.
ทว่าก่อนเดินมาถึงจุดนี้ พล.อ.ประวิตร ต้องเสีย “ลูกน้องคนสนิท” ซึ่งเป็นมือไม้ในการบริหารจัดการการเมืองไป เมื่อเจ้าตัวเชื่อคำบอกเล่าของลูกน้องอีกฝั่ง จนหลุดปากให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 19 ส.ค. ว่า “พรรคแกนนำเขาไม่เอาธรรมนัส” เป็นรัฐมนตรี และลงมือจัดโผรัฐมนตรีสังกัดพรรค พปชร. ใหม่ ส่งชื่ออื่นไปเสียบแทนชื่อ ร.อ.ธรรมนัส สร้างความเดือดดาลให้แก่เลขาธิการพรรค พปชร. อย่างหนัก
วันรุ่งขึ้น (20 ส.ค.) ร.อ.ธรรมนัส นัด สส.พปชร. ไปแสดงพลังที่กระทรวงเกษตรฯ และนำ “ประกาศอิสรภาพ” จาก พล.อ.ประวิตร
“ที่ผ่านมา 6 ปี ผมรับใช้คน ๆ หนึ่ง พรรคหนึ่งมามากพอสมควร ถึงเวลาที่ผมต้องเดินออกมา โดยไม่ทะเลาะกับใคร” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนจะออกไปได้ปรึกษากับหัวหน้าแล้วหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ไม่คุย จะคุยทำไมในเมื่อ พล.อ.ประวิตร ไม่ใช้เขาแล้ว
ภาพพลังประชารัฐ ณ วันนี้ จึงแตกออกเป็น 2 เสี่ยง กลุ่มหนึ่งปกครองโดยพลเอก อีกกลุ่มจัดการโดยร้อยเอก แม้ยังไม่แยกทางจากกันอย่างเป็นทางการ แต่ชัดเจนว่าพรรค พท. ดึงเฉพาะ กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส เข้าร่วมรัฐบาล
แม้ “พี่ป้อม-ประวิตร” บากหน้าส่งหนังสือถึงพรรค พท. ไปทวงถามใบกรอกประวัติรัฐมนตรีให้ “น้องป๊อด-พัชรวาท” แต่เพื่อไทยก็ไม่ไยดี
สถานการณ์ของชายมากบารมีในช่วง 10 ปีหลัง จึงเริ่มนับถอยหลังลงสู่จุดตกต่ำ แม้แต่เอกภาพของ สส. 40 เสียงในพรรคตัวเอง ก็มิอาจรักษา