มองประวัติศาสตร์ "การอดอาหารประท้วง" บรรลุเป้าหมายได้จริงหรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ "บุ้ง" นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มทะลุวังเสียชีวิตระหว่างการถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลาง หลังจากที่เธอตัดสินใจอดอาหารประท้วงมาเป็นระยะเวลากว่า 100 วัน
จากการรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า นักกิจกรรมทางการเมืองวัย 28 ปี รายนี้ ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมืองรวม 7 คดี หนึ่งในนั้นคือ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการทำโพลของกลุ่มกิจกรรมทะลุวัง 2 คดี ได้แก่ คดีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จที่บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 และคดีทำโพลเกี่ยวกับพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 ร่วมกับสมาชิกกลุ่มทะลุวังอีก 3 คน
สำหรับการตัดสินใจอดอาหารประท้วงในครั้งนี้ เธอมีข้อเรียกร้องทางการเมือง 3 ประการ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและสิทธิผู้ต้องขังจากคดีทางการเมือง ดังนี้
- ให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
- ให้ประกันตัวคดี 112 และไม่ควรมีใครติดคุกเพราะเห็นความต่างทางการเมืองอีก
- ประเทศไทยไม่ควรเป็นสมาชิกคณะมนตรีว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
ทว่า การใช้วิธีการประท้วงด้วยการอดอาหารจะทำให้บรรลุข้อเรียกร้องทางการเมืองได้หรือไม่ บีบีซีไทยชวนย้อนดูประวัติศาสตร์การเรียกร้องทางการเมืองด้วยการอดอาหารจากทั่วโลก ว่าสามารถช่วยบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ทะลุวัง
หนึ่งในหลักฐานเรื่องราวเกี่ยวกับการอดอาหารประท้วงครั้งแรก ถูกค้นพบในพระคัมภีร์รามายณะ ซึ่งเป็นคัมภีร์อินเดียโบราณ พระคัมภีร์ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระอนุชาของพระรามที่ถูกเนรเทศไปจากเมือง โดยพระอนุชาของพระองค์ทรงใช้วิธีการขู่ว่าจะอดอาหาร เพื่อโน้มน้าวใจให้พระเชษฐายอมเสด็จนิวัติกลับมา โดยพระองค์ทรงประทับยืนบนกองหญ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและปฏิเสธที่จะขยับตัวใด ๆ
แม้ว่าในการดังกล่าว การประท้วงอดอาหารครั้งนั้นจะลงเอยด้วยความล้มเหลว แต่แนวความคิดเกี่ยวกับการอดอาหารประท้วงยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน
อย่างในไอร์แลนด์ ช่วงก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเผยแพร่เข้ามา แนวความคิดเกี่ยวกับการอดอาหารประท้วงถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมาย เช่นว่า หากมีคนที่รู้สึกว่าคุณปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่เป็นธรรม แล้วมาอดอาหารจนตายที่หน้าประตูบ้าน คุณจะต้องรับภาระหนี้สินของเขา
อย่างไรก็ตาม การอดอาหารประท้วงแตกต่างจากการประท้วงทั่วไป เพราะการประท้วงด้วยการอดอาหารไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อเป้าหมาย ผู้ประท้วงเป็นผู้ที่ต้องแบกรับความทุกข์ทรมาน ไม่ใช่บุคคลที่เป็นเป้าหมายของการประท้วง ทั้งนี้ ผู้ประท้วงต้องหวังพึ่งพลัง[กดดัน]ทางศีลธรรม หรือ แรงกดดันจากสาธารณะ เพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง
ศาสตราจารย์ชาร์มาน แอ็พท์ รัสเซลล์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Hunger: An Unnatural History (การอดอาหาร: ประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ) กล่าวว่า แนวความคิดว่าการอดอาหารคือการประท้วงทางการเมืองนั้น เพิ่งจะได้รับการฟื้นฟูขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
กลุ่มผู้ที่ฟื้นฟูแนวคิดการประท้วงด้วยการอดอาหาร คือขบวนการ "ซัฟฟราเจ็ตต์" (Suffragettes) ซึ่งเป็นขบวนการเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งของผู้หญิงในสหราชอาณาจักร ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยในเดือน ก.ค. 1909 มีการบันทึกไว้ว่า เมื่อนายแพทย์คนหนึ่งสอบถาม มารีออน วอลเลซ ดันลอป หญิงคนหนึ่งจากกลุ่มซัฟฟราเจ็ตต์ว่า เธอต้องการรับประทานอะไรเป็นอาหารค่ำ เธอตอบกลับอย่างท้าทายว่า [ฉันจะกิน] "ความมุ่งมั่นของฉัน"
อีกหนึ่งบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ซึ่งใช้การอดอาหารประท้วง คือ "มหาตมะ คานธี" นอกจากนี้ กลุ่มนักโทษที่สนับสนุนแนวคิดเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐในไอร์แลนด์เหนือยังเคยกระทำการอดอาหารประท้วงสองครั้งในปี 1980 และ 1981 ด้วย
"การอดอาหารประท้วงได้กลายเป็นการกระทำเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในการแสวงหาความยุติธรรมในศตวรรษที่ 20" ศ.รัสเซลล์ กล่าว
เธอกล่าวเตือนด้วยว่า ผู้ที่อดอาหารประท้วงจำเป็นต้องได้รับความสนใจจากสาธารณชน ทว่าความสนใจนั้นก็อาจจะเสื่อมถอยลงได้ หากว่าสิ่งที่ต้องการเรียกร้องนั้นไม่สามารถทนต่อการตรวจสอบของสาธารณะได้
ทั้งนี้ การอดอาหารประท้วงสามารถใช้ได้กับการเคลื่อนไหวทั้งที่มีและไม่มีความรุนแรง
ไมเคิล บิกส์ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดกล่าวว่า หนึ่งในกรณีการอดอาหารประท้วงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง คือกลุ่มชาวไอริชผู้มีแนวความคิดสนับสนันการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบสาธารณรัฐซึ่งต่อสู้กับอังกฤษ โทมัส แอช เสียชีวิตระหว่างการถูกบังคับให้ทานอาหารในกรุงดับลินของไอร์แลนด์เมื่อปี 1971 อีกคนคือ เทอร์เรนซ์ แม็คสไวนีย์ ซึ่งอดอาหารจนเสียชีวิตในกรุงลอนดอนในปี 1920 และ บ็อบบี แซนด์ส ผู้นำการประท้วงที่เสียชีวิตจากการอดอาหารที่เรือนจำในลอง เคซ เมื่อปี 1981
"สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลอังกฤษยอมแพ้ในทันที แต่มันก็ได้สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสาธารณชนชาวไอริช ทั้งด้วยการเปลี่ยนความคิดของประชาชนมาทางแนวคิดสาธารณรัฐมากขึ้น และด้วยการสุมไฟอารมณ์ให้กับผู้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวอยู่แล้ว"
"นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถกร่อนเซาะแรงสนับสนุนต่อนโยบายของรัฐบาลอังกฤษในหมู่ประชาชนชาวอังกฤษได้ด้วย"
หนึ่งในตัวอย่างของเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในเรื่องนี้ คือ บ็อบบี แซนด์ส ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะที่อดอาหารประท้วง นอกจากนี้ งานศพของเขาซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเบลฟาสต์ ก็มีผู้คนเข้ามาร่วมงานอย่างน้อย 70,000 คน
บิกส์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้อดอาหารประท้วงของขบวนการเรียกร้องซัฟฟราเจ็ตต์ในอังกฤษ ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ มันยังทำให้ผู้สนับสนุนขบวนการรู้สึกหนักแน่นกับเป้าหมายยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการเรียกร้องสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรีอังกฤษที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ดูเหมือนว่าจะมาจากบทบาทของผู้หญิงในการช่วยเหลือประเทศในยามศึกสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเสียมากกว่า

ที่มาของภาพ, ISTOCK
ส่วนในกรณีของ มหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นผู้นำในการประท้วงที่ยึดหลักอหิงสา หรือการประท้วงโดยสงบ ซึ่งต่อมากลายเป็นวิธีการที่ชาวอินเดียหลายล้านคนใช้ และได้ผลอย่างยิ่งในการต่อต้านการปกครองอินเดียของอังกฤษ

ที่มาของภาพ, PA
อดอาหารประท้วงในคุกต่างจากนอกคุกอย่างไร
ต่อมาก็มีนักรณรงค์ทางการเมืองชาวอินเดียชื่อ แอนนา ฮาซาเร ตัดสินใจอดอาหารประท้วงในเดือน เม.ย. 2011 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียในขณะนั้นผ่านกฎหมายต่อต้านการคอร์รัปชัน ซึ่งในกรณีนี้ บิกส์บอกว่าเป็นกรณีที่แตกต่าง เพราะนี่เป็นการอดอาหารประท้วงนอกเรือนจำ
"แม้ว่าจะมีหลายคนที่อยู่นอกเรือนจำใช้การอดอาหารเพื่อประท้วง แต่ก็ยังไม่มีกรณีการอดอาหาร[ประท้วง]จนเสียชีวิตภายนอกเรือนจำเลย" เขากล่าว
"ในเรือนจำ มันไม่มีวิธีการประท้วงอื่นใดเลย และในเรือนจำนั้น ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตหรือความตายของคุณก็คือรัฐบาล และพวกเขาจะถูกกล่าวโทษหากว่าคุณตาย"
ทอมมี แมคเคนนีย์ อดีตสมาชิกกองกำลังสาธารณรัฐไอร์แลนด์ที่เคยอดอาหารประท้วงบอกว่า นักโทษมีข้อจำกัดหลายอย่าง
"ชีวิตของเหล่านักโทษมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกกำหนดโดยพัศดี พวกเราใช้เวลาสามปีในการประท้วง และทำทุกอย่างที่เราคิดออกว่าจะสามารถนำไปสู่ทางออกได้ แต่เราต้องการการกระทำที่สามารถตัดสินชะตาได้ ซึ่งหากไม่สำเร็จก็ล้มเหลวไปเลย"
อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า การอดอาหารประท้วงครั้งนั้นไม่ได้มีแผนการสำคัญใด ๆ
"พวกเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะตาย แต่พวกเราแค่พร้อมที่จะตาย"
"ผู้คนที่ทำสิ่งนี้มีเพียงความมุ่งมั่นที่ลึกซึ้ง เราไม่ได้มาเล่น ๆ มีแค่เป้าหมายเท่านั้นที่ทำให้เรามุ่งหน้าต่อไปได้" เขากล่าวทิ้งท้าย











