น้ำแข็งทะเลในแอนตาร์กติกาลดต่ำหนัก อาจเป็นสัญญาณถึง "หายนะร้ายแรงที่สุดของโลก"

ที่มาของภาพ, Dr Robbie Mallett
- Author, จอร์จินา แรนนาร์ด, เบ็กกี้ เดล และเออร์วาน ริวอลท์
- Role, บีบีซีนิวส์ แผนกข่าววิทยาศาสตร์และสภาพภูมิอากาศ และทีม Data Journalism
ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมชี้ให้เห็นว่า น้ำแข็งทะเลรอบทวีปแอนตาร์กติกากำลังลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ มากกว่าทุกช่วงฤดูหนาวที่บันทึกไว้ก่อนหน้านั้น ทำให้เกิดความกังวลว่า ทวีปที่ครั้งหนึ่งเคยต้านทานภาวะโลกร้อนมากที่สุด กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
"มันหนักกว่าที่เราเคยเห็นมาอย่างเหลือเชื่อ" วอลเตอร์ ไมเออร์ ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งติดตามทะเลน้ำแข็งกับศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะแห่งชาติ ระบุ
ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพื้นที่ขั้วโลก เตือนด้วยว่า ความไม่เสถียรของทวีปแอนตาร์กติกาอาจส่งผลกระทบตามมาในวงกว้าง
นั่นเพราะ แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ของทวีปแอนตาร์กติกาเป็นตัวกำหนดระดับอุณหภูมิโลก โดยพื้นผิวน้ำแข็งสีขาวของทวีปทำหน้าที่สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์กลับไปยังชั้นบรรยากาศ และยังช่วยทำให้น้ำข้างใต้และใกล้เคียง เย็นตัวลง
แต่มาวันนี้ แผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนพื้นผิวของมหาสมุทรแอนตาร์กติกา มีปริมาณเหลือไม่ถึง 17 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในเดือน ก.ย. ถึง 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร และต่ำกว่าระดับต่ำสุดในฤดูหนาวก่อนหน้านี้
พื้นที่น้ำแข็งที่หายไป มีขนาดประมาณ 5 เท่าของหมู่เกาะอังกฤษ

ดร.ไมเออร์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับขั้วโลก ไม่คิดว่าน้ำแข็งในทะเลจะฟื้นคืนกลับมาอยู่ในระดับเดิมได้อีกแล้ว
นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามค้นหาปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับภาวะทะเลน้ำแข็งหดตัวลงในปีนี้ แต่การศึกษาในทวีปแอนตาร์กติกาถือเป็นเรื่องท้าทายมานานแล้ว
ในปีที่ความร้อนและอุณหภูมิในมหาสมุทรทั่วโลกทำลายสถิติ นักวิทยาศาสตร์บางคนยืนยันว่า ปรากฏการณ์ที่น้ำแข็งทะเลลดต่ำลง เป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่ต้องให้ความสนใจ
"เราจะเห็นว่ามันเปราะบางมากแค่ไหน" ดร.รอบบี มาลเล็ทต์ แห่งมหาวิทยาลัยมานิโตบา ซึ่งทำงานวิจัยอยู่ที่คาบสมุทรแอนตาร์กติกา ระบุ
ดร.มาลเล็ทต์ กล่าวว่า การปักหลักศึกษาอยู่บนคาบสมุทรแห่งนี้ ที่ตัดขาดจากโลก หนาวจัด และลมกระโชกแรง ทำให้ทีมของเขาทำงานยากขึ้นไปอีก
"มีความเสี่ยงว่าแผ่นน้ำแข็งจะแตกและลอยออกสู่ทะเลพร้อมกับเราที่อยู่บนแผ่นน้ำแข็ง" เขาระบุ

ที่มาของภาพ, Dr Robbie Mallett
ตามธรรมชาติแล้ว ทะเลน้ำแข็งจะก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือน มี.ค. ถึง ต.ค. ก่อนละลายตัวลงในช่วงฤดูร้อน
ทะเลน้ำแข็งซึ่งลอยอยู่ใกล้ชายฝั่ง นับเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เกี่ยวเนื่องกัน อันได้แก่ ภูเขาน้ำแข็ง แผ่นน้ำแข็งบนพื้นดิน และหิ้งน้ำแข็งหรือก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์
ทะเลน้ำแข็งทำหน้าที่เสมือนเป็นแขนเสื้อที่ป้องกันพื้นที่น้ำแข็งบนภาคพื้นดิน และป้องกันไม่ให้อุณหภูมิในมหาสมุทรสูงขึ้น
ดร.แคโรไลน์ โฮล์มส นักวิจัยของหน่วยสำรวจแอนตาร์กติกาของอังกฤษ อธิบายว่า ผลกระทบจากการหดตัวของทะเลน้ำแข็งอาจปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่ออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่อาจเกิดการละลายของน้ำแข็งอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้
ยิ่งทะเลน้ำแข็งหดหายไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเผยให้เห็นพื้นที่ส่วนมืดของมหาสมุทร ซึ่งจะดูดซับแสงอาทิตย์ แทนที่จะสะท้อนกลับไปยังชั้นบรรยากาศ หมายความว่าพลังงานความร้อนจะเพิ่มไปที่น้ำในมหาสมุทร และทำให้น้ำแข็งละลายมากขึ้น กระบวนการเหล่านี้นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ผลกระทบของการสะท้อนรังสีของน้ำแข็ง (ice-albedo effect)
ปรากกฏการณ์เช่นนี้อาจทำให้โลกร้อนขึ้น และยุติบทบาทของทวีปแอนตาร์กติกาในฐานะตัวกำหนดอุณหภูมิของโลก

"เรากำลังปลุกยักษ์แห่งแอนตาร์กติกาตัวนี้ขึ้นมาหรือเปล่า" ศ.มาร์ติน ซีเกิร์ต นักธรณีวิทยาธารน้ำแข็งที่มหาวิทยาลัยเอ็กซ์เซทเตอร์ ตั้งคำถาม พร้อมบอกว่า มันอาจจะเป็น "หายนะร้ายแรงที่สุดของโลก"
ด้าน ศ.แอนนา ฮอกก์ นักโลกศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ ระบุว่า มีสัญญาณบ่งชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับแผ่นน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา กำลังอยู่ในช่วงที่เลวร้ายที่สุดตามที่คาดการณ์ไว้
นับตั้งแต่ช่วง 1990 เป็นต้นมา การละลายตัวของน้ำแข็งจากแอนตาร์กติกาทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 7.2 มิลลิเมตร
ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลกระทบทำให้เกิดสตอร์มเสิร์จหรือปรากฏการณ์น้ำทะเลยกสูงที่รุนแรงเข้าซัดชายฝั่ง ดังนั้น หากน้ำแข็งในปริมาณมากเริ่มละลาย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอาจสร้างความสูญเสียมหาศาลต่อผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก
"เราไม่เคยคิดว่าสภาพอากาศสุดขั้วจะเกิดขึ้นที่แอนตาร์กติกา"
ทวีปแอนตาร์กติกาที่ขั้วโลกใต้ ล้อมรอบไปด้วยน้ำและมีสภาพภูมิอากาศเฉพาะตัวที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น
ในปี 2016 ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า น้ำแข็งทะเลช่วงฤดูหนาวขยายตัวขึ้น แต่ต่อมาในเดือน มี.ค. 2022 ซึ่งเป็นปีที่คลื่นความร้อนพัดเข้าสู่พื้นที่ทางตะวันออกของแอนตาร์กติกา ทำให้อุณหภูมิในทวีปอุ่นตัวขึ้นเป็น -10 องศาเซลเซียส จากที่ควรจะอยู่ที่ -50 องศาเซลเซียส
"ตอนที่ผมเริ่มศึกษาแอนตาร์กติกาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว พวกเราไม่คิดว่าสภาพอากาศสุดขั้วจะเกิดขึ้นที่นี่" ดร. ซีเกิร์ต นักธรณีวิทยาธารน้ำแข็ง ระบุ
น้ำแข็งในทะเลหดตัวทำลายสถิติต่ำสุดในช่วงฤดูร้อนเป็นเวลา 3 ปี จากในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเดือน ก.พ. ปีนี้ด้วย
นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า สถิติของน้ำแข็งทะเลที่ลดลงต่ำสุด อาจชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดในทวีปแอนตาร์กติกา จากเดิมที่เป็นทวีปที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ทวีปแอนตาร์กติกาอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและแทบไม่มีข้อมูลในทางประวัติศาสตร์เท่าไหร่นัก นั่นหมายความว่า ยังมีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกมากเกี่ยวกับทวีปแห่งนี้
ดร.รอบบี มาลเล็ทต์ กล่าวว่า ในทางวิทยาศาสตร์ ภูมิภาคนี้เป็นเขต "ไวลด์ เวสต์" (Wild West) ที่เปรียบเปรยมาจากพื้นที่ภาคตะวันตกอันป่าเถื่อนของสหรัฐฯ ในอดีต แม้นักวิทยาศาสตร์จะรู้ว่าน้ำแข็งในทะเลมีพื้นที่กว้างแค่ไหน แต่มีบางเรื่องที่ยังไม่รู้แน่ชัด อย่างเช่น ความหนาของแผ่นน้ำแข็ง
ดังนั้น การไขปริศนาเรื่องนี้อาจเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อภูมิภาคนี้ไปโดยสิ้นเชิง

ที่มาของภาพ, Dr Robbie Mallett
ที่สถานีวิจัยโรเดอราในแอนตาร์กติกา ดร.มาลเล็ทต์ กำลังใช้อุปกรณ์เรดาร์ศึกษาความหนาของน้ำแข็งทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยนานาชาติที่ชื่อว่า "ดิฟายแอนต์" (Defiant)
เขาและนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ กำลังพยายามค้นหาสาเหตุของแผ่นน้ำแข็งที่หายไป
"มีโอกาสที่มันจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแปรปรวนตามธรรมชาติ" เขาระบุ พร้อมบอกว่า มีปัจจัยทางธรรมชาติจำนวนมากที่อาจเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ และกำลังส่งผลกระทบต่อแอนตาร์กติกาไปในคราวเดียวกัน
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า มีแนวโน้มว่าอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นของมหาสมุทรในปีนี้อาจเป็นปัจจัย ทำให้น้ำแข็งทะเลหดตัวลง เพราะน้ำที่อุ่นจะไม่แข็งตัว นอกจากนี้ อาจเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทร รวมถึงลมที่มีผลต่ออุณหภูมิของแอนตาร์กติกา
ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งกำลังเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก อาจมีส่วนทำให้น้ำแข็งในทะเลหดตัวลง แต่น้ำหนักของข้อสันนิษฐานนี้ยังคงไม่มากนัก
ดร.มาลเล็ทต์ ระบุว่า นี่เป็นเหตุผลที่ดีมากที่เราจำเป็นต้องกังวล
"มันมีศักยภาพที่พอจะเป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศในแอนตาร์กติกา ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา และมันเพิ่งจะมาเกิดขึ้นตอนนี้"











