เราจะเอาตัวรอดจากสารพัดพิษภัยของควันไฟป่าได้อย่างไร

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมื่อปี 2023 ไฟป่าในแคนาดาทำให้คุณภาพอากาศในนครนิวยอร์กและพื้นที่ซึ่งห่างไกลออกไป ย่ำแย่ลงอย่างมาก
    • Author, อิซาเบล เจอร์เร็ตเซน, ริชาร์ด เกรย์, มาร์ธา เอ็นริเกซ
    • Role, บีบีซีนิวส์

อากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกนาที ส่งผลกระทบอย่างล้ำลึกต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่โลกเต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศเช่นนี้ มีหนทางไหนบ้างที่ผู้คนจะสามารถป้องกันตนเองจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งแพร่กระจายไปทุกหนแห่งแล้วได้ ?

ปัจจุบันมนุษย์ทุกคนบนโลก ยกเว้นประชากรกลุ่มเล็ก ๆ เพียง 1% ของทั้งหมด ล้วนต้องสูดหายใจเอาอากาศชนิดที่ไม่ดีต่อสุขภาพเข้าปอด เพราะอากาศเหล่านี้มีปริมาณสารปนเปื้อนอยู่สูงกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเอาไว้ แม้พื้นที่หลายส่วนของโลกจะประสบความสำเร็จในการปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการดำเนินนโยบายมุ่งเป้าจำกัดปริมาณมลพิษ แต่ในอีกหลายประเทศ งานปรับปรุงคุณภาพอากาศนั้นตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มเหลว

องค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านภูมิอากาศ First Street Foundation รายงานว่าประชากรชาวอเมริกันมากกว่า 25% ได้รับอากาศที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ เนื่องจากมันมีคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA) กำหนด และภายในปี 2050 จำนวนคนที่ต้องเผชิญกับอากาศเสียเป็นเวลานานหลายวันขึ้น จะพุ่งสูงกว่าเดิมถึงกว่าครึ่งหนึ่งของสถิติในปัจจุบัน ส่วนจำนวนวันที่มลพิษทางอากาศอยู่ในระดับย่ำแย่ที่สุดนั้น (ระดับสีแดงเลือดหมู หรือระดับ “อันตราย” ในระบบของ EPA) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 27% เลยทีเดียว

ไฟป่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณภาพอากาศมีแนวโน้มจะตกต่ำลงเรื่อย ๆ ผลการศึกษาหนึ่งที่ว่าด้วยอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก “พีเอ็ม 2.5” (PM2.5) ซึ่งเกิดจากควันไฟป่า ระบุว่าอนุภาคนี้สามารถเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ทางตะวันตกของสหรัฐฯ ระหว่างช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมากพอจะทำให้ผลการปรับปรุงคุณภาพอากาศที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายของรัฐ ซึ่งเพียรพยายามทำกันมานานหลายสิบปีต้องเปล่าประโยชน์

พีเอ็ม 2.5 คืออะไร ? อันที่จริงแล้วมันคือมลพิษทางอากาศชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยสสารละเอียดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ไมโครเมตรหรือเล็กกว่านั้น ซึ่งถือว่าเล็กกว่าความกว้างของเส้นผมคนเราราว 30 เท่า

อนุภาคฝุ่นละอองชนิดนี้อาจประกอบด้วยสารต่าง ๆ ทั้งของแข็งและของเหลวที่มีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน รวมถึงคาร์บอน, โลหะ, และสารประกอบอินทรีย์ โดยอนุภาคของฝุ่น, เขม่าควัน, รวมทั้งสารเคมีอื่น ๆ ที่ปะปนมาทางอากาศนี้ สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และสร้างความเสียหายแก่เครือข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองได้

เคยมีผลวิจัยพบว่า 1 ใน 4 ของมลพิษพีเอ็ม 2.5 ในสหรัฐฯ มาจากควันไฟป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคทางตะวันตกของประเทศนั้น มลพิษดังกล่าวมาจากควันไฟป่าถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ล่าสุดในปี 2023 พื้นที่กว้างใหญ่บางส่วนทางตอนเหนือของสหรัฐฯ ประสบกับภาวะคุณภาพอากาศตกต่ำและทัศนวิสัยย่ำแย่ลงอย่างมาก เนื่องจากควันไฟป่าในแคนาดาได้ข้ามพรมแดนเข้ามาปกคลุมและแพร่กระจายไปเกือบทั่วทั้งผืนทวีป

ด้านแคนาดาเองนั้น ต้องประสบเหตุไฟป่าเผาผลาญรุนแรงมากครั้งที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2023 ทำให้มีพื้นที่ป่าถูกเผาไหม้ไปเป็นวงกว้างยิ่งกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา และในเดือนพฤษภาคมของปีนี้ ฤดูกาลไฟป่าของแคนาดาดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปีก่อน ๆ โดยมีเหตุไฟป่าเกิดขึ้นไปแล้วกว่า 130 จุดทั่วประเทศ มีเมืองแห่งหนึ่งในมณฑลบริติชโคลัมเบียต้องอพยพผู้คนหนีไฟป่า เพราะเพลิงลุกลามหนักเข้าใกล้ชุมชน เนื่องจากก่อนหน้านั้นเกิดภัยแล้งติดต่อกันมาหลายปี จนปริมาณหิมะที่ตกสะสมในช่วงฤดูหนาวของปีก่อนมีน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ

นอกจากควันไฟป่าจะปกคลุมประเทศแคนาดาเป็นบริเวณกว้างแล้ว ควันยังถูกลมพัดพาลงมาทางใต้และเข้าปกคลุมตอนบนของภูมิภาคมิดเวสต์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางในภาคตะวันตกของสหรัฐฯ ทำให้ทางการต้องออกคำเตือนให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะยิ่งทำให้ทั่วโลกมีความเสี่ยงเกิดไฟป่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และมีแนวโน้มว่าคุณภาพอากาศจะยิ่งตกต่ำย่ำแย่ลงไปอีก โดยคนที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งทารกแรกเกิดที่ปอดกำลังอยู่ในช่วงมีพัฒนาการแรกเริ่ม จัดเป็นกลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบทางสุขภาพมากที่สุดจากควันไฟป่า ดังนั้นการตระหนักรู้ถึงอันตรายร้ายแรงของมลพิษทางอากาศที่มีต่อร่างกายของคนเราอย่างคาดไม่ถึง จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดพอกับการเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองให้ได้รับอากาศเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย

ผลกระทบที่ร้ายแรงเกินคาดของควันไฟป่า

ไฟป่าไม่ใช่แค่ปัญหาในท้องถิ่นของคนที่อาศัยอยู่ใกล้ป่าไม้, ป่าพรุ, และทุ่งหญ้า เพราะมันสามารถปล่อยควันให้ลอยสูงขึ้นไปได้ถึง 23 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน จนถึงบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ (stratosphere) และแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกได้หลังจากนั้น ไฟป่าครั้งใหญ่ที่ไซบีเรียในปี 2023 ซึ่งรุนแรงขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ ได้ส่งควันลอยฟุ้งกระจายข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงพื้นที่แถบรัฐอะแลสกาและนครซีแอตเทิลของสหรัฐฯ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ควันไฟป่ามีส่วนสำคัญในการก่อมลพิษพีเอ็ม 2.5 ส่วนใหญ่ ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ

ความเสี่ยงต่อสุขภาพที่มาจากมลพิษทางอากาศจากควันไฟป่า ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่ถูกเผาไหม้ เช่นเหตุไฟป่าที่ไซบีเรียเมื่อปี 2020 ป่าสนเขตหนาว (boreal forest) ที่เต็มไปด้วยยางไม้และถ่านหินเลน (peat) ถูกเผาไหม้และปลดปล่อยมลพิษออกมาในปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลพิษจากสารปรอท ส่วนอนุภาคพีเอ็ม 2.5 นั้น ถือเป็นมลพิษอีกอย่างหนึ่งที่มักมากับควันไฟป่าเป็นประจำ และมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจเป็นอย่างมาก

ควันไฟป่านั้นเป็นอันตรายต่อเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดในปอด โดยมีความเป็นพิษยิ่งกว่าฝุ่นละเอียดจากมลพิษชนิดอื่น ๆ ถึง 4 เท่า และจะยิ่งทวีความเป็นพิษมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ดังเช่นที่ผลการศึกษาหนึ่งพบว่า ควันไฟจะมีพิษร้ายแรงเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ภายในเวลาหลายชั่วโมงหลังต้นเพลิงเริ่มปล่อยควันออกมา และความเป็นพิษจะขึ้นไปถึงระดับสูงสุดได้ที่ 4 เท่าของความเป็นพิษในระดับเริ่มแรก

เอธานาซิออส เนเนส นักเคมีบรรยากาศจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิสที่นครโลซาน บอกกับบีบีซีฟิวเจอร์ว่า “แม้จะอยู่ห่างไกลจากต้นเพลิง แต่บางคนก็อาจยังได้รับผลเสียต่อสุขภาพ จากการสูดดมอากาศซึ่งปนเปื้อนควันที่เจือจางมาก ๆ แต่ถูกออกซิไดซ์ (oxidised) มาแล้วได้”

อย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันตนเองจากพิษภัยของควันไฟป่าได้ แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีเหตุไฟป่าเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง หรือมีควันไฟลอยเข้าปกคลุมหนาตัวขึ้นในบริเวณละแวกบ้านหรือไม่ ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ ให้คำแนะนำเพื่อลดการได้รับมลพิษทางอากาศไว้ดังต่อไปนี้

  • เลือกอยู่ในห้องที่ปิดมิดชิดจากอากาศภายนอก
  • สวมอุปกรณ์กรองอากาศช่วยหายใจที่รัดกระชับพอดีกับใบหน้า ถ้ามีความปลอดภัยเพียงพอที่จะทำได้
  • ติดตามข่าวสารเพื่อเฝ้าระวังไฟลุกลามในพื้นที่ใกล้เคียง โดยอาจใช้แอปพลิเคชัน AirNow ซึ่งแสดงแผนที่ของแนวไฟและกลุ่มควันได้
  • ให้ความสนใจต่ออาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสุขภาพร่างกาย และรีบเข้ารับการรักษาทันทีหากมีความจำเป็นเกิดขึ้น

มลพิษทางอากาศส่งผลต่อสมอง

ปัจจุบันเริ่มมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ชี้ว่ามลพิษทางอากาศอาจไม่ได้สร้างความเสียหายต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิตและสุขภาพสมองด้วย โดยมันมีความเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ตัดสินใจที่บกพร่อง, ทำให้เด็กมีผลการเรียนตกต่ำลง, หรือแม้แต่มีความเชื่อมโยงกับอัตราการก่ออาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบรรดานักวิจัยต่างชี้ว่า การสัมผัสหรือได้รับมลพิษทางอากาศอย่างพีเอ็ม 2.5 ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เรายังไม่อาจด่วนสรุปง่าย ๆ ลงไปได้ว่า มลพิษทางอากาศคือตัวการใหญ่ของเรื่องนี้ เพราะใช่ว่าทุกคนจะสูดหายใจเอาอากาศที่มีคุณภาพแบบเดียวกันเข้าไปทั้งหมด และปัญหามลพิษทางอากาศนั้นไม่ได้กระจายตัวไปอย่างเท่าเทียมถ้วนหน้ากับประชากรโลกทุกกลุ่ม ตัวอย่างเช่นบริเวณที่มีอากาศสกปรกที่สุดของเมืองใหญ่ มักจะอยู่ในย่านชุมชนของคนกลุ่มยากจนที่สุด ซึ่งคนในพื้นที่เหล่านี้มักต้องประสบกับปัญหาอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอยู่แล้ว เช่นระดับความสำเร็จในการศึกษาและอัตราการก่ออาชญากรรม นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องพฤติกรรมการลงทุนเพื่อการศึกษา, อาหาร, การสูบบุหรี่, การใช้ยาเสพติด, และการบริโภคแอลกอฮอล์

มลพิษทางอากาศกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

แม้จะยังไม่ทราบชัดถึงกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างสองสิ่งนี้ และยังคงเป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันอยู่ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การอักเสบในร่างกายที่เกิดขึ้นจากมลพิษทางอากาศ สามารถส่งผลกระทบต่อระบบเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึมได้ โดยมีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งสันนิษฐานว่า อนุภาคพีเอ็ม 2.5 มีความเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เนื่องจากเด็กที่อาศัยอยู่ในชุมชนซึ่งมีอากาศสกปรกมากที่สุด มีแนวโน้มจะเป็นโรคอ้วนสูงกว่าเด็กในพื้นที่อื่น ๆ ถึงกว่า 2 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่บ่งชี้ว่ามลพิษทางอากาศมีบทบาทสำคัญในการก่อโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว เช่นโรคเบาหวานประเภทที่สอง ทั้งยังมีผลวิเคราะห์ครั้งใหญ่ของงานวิจัยในอดีตจำนวนมาก ซึ่งประมาณการว่า 1 ใน 5 ของภาระทางการสาธารณสุขของโลกที่เกิดจากเบาหวานประเภทที่สอง แท้จริงแล้วมีต้นตอมาจากการได้รับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งยังเสนอว่า การได้รับมลพิษทางอากาศอีกชนิดหนึ่งที่ยังมีการศึกษาวิจัยกันน้อย นั่นก็คืออนุภาคไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในอากาศ อาจเป็นตัวการที่รบกวนฮอร์โมนหลายชนิด ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบเผาผลาญของร่างกาย

มลพิษทางอากาศทำลายประสาทรับกลิ่น

การสูดดมอากาศพิษอาจทำให้เราสูญเสียประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นได้ โดยผลวิจัยเมื่อปี 2021 พบว่าผู้ป่วยที่จมูกสูญเสียการรับกลิ่น (anosmia) ในเมืองบัลติมอร์ที่รัฐแมริแลนด์ของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในละแวกที่มีปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 สูง นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากอิตาลีที่บ่งชี้ว่า จมูกของวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันนั้นรับกลิ่นได้ลดลง หลังผ่านการทดลองสูดดมก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสารพิษในควันจากท่อไอเสียรถยนต์

เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังบอกว่า อนุภาคมลพิษในอากาศจะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบ และสร้างความเสียหายขึ้นอย่างช้า ๆ ต่อเซลล์ประสาทในกระเปาะรับกลิ่น (olfactory bulb) ซึ่งทำหน้าที่ส่งข้อมูลการรับรู้กลิ่นต่าง ๆ จากจมูกไปยังสมองส่วนหน้า

นอกจากคนหนุ่มสาวแล้ว ยังมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของสวีเดนที่พบว่า มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน ระหว่างมลพิษทางอากาศในระดับสูงกว่าปกติ กับการสูญเสียประสาทรับกลิ่นในคนชราอายุ 60 ปีขึ้นไป

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มลพิษทางอากาศในระดับที่เป็นอันตรายในเมืองใหญ่ ไม่ได้ก่อปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังอาจจะเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานประเภทที่สองด้วย

อากาศดีไม่ได้มีไว้ให้ทุกคน

ตอนนี้ผู้คนบนโลกแทบจะทุกราย ต้องสูดหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษปนเปื้อนอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเข้าปอด แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือคนที่ไม่อาจหลีกหนีหรือป้องกันตนเองจากพิษภัยดังกล่าวได้เลย ประมาณการว่าผู้มีรายได้น้อยที่สุด 716 ล้านคนทั่วโลก ล้วนอาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีมลพิษทางอากาศในระดับอันตราย แม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้วที่ค่อนข้างร่ำรวยในยุโรปและอเมริกาเหนือ ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากอากาศพิษก็ยังคงเป็นคนยากจน หรือชนกลุ่มน้อยที่ต้องเผชิญกับความไม่เท่าเทียมจากการกีดกันอย่างเป็นระบบ

แหล่งที่มาหลักของอนุภาคฝุ่นละเอียดในอากาศ คือการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลรวมทั้งน้ำมันดีเซลที่ใช้กับยานยนต์ โดยอนุภาคเหล่านี้สามารถแทรกซึมลึกลงไปถึงปอดและเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งจะไปเพิ่มการอักเสบภายในร่างกายที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่นโรคหัวใจ, โรคปอด, และโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ

ที่สหรัฐฯ มลพิษจากพีเอ็ม 2.5 คือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพมากที่สุด โดยชนกลุ่มน้อยทั้งผิวดำและผิวขาวต่างได้รับมลพิษดังกล่าวสูงกว่า เมื่อเทียบกับคนผิวขาวที่ไม่ได้มีเชื้อสายฮิสแปนิกหรือมาจากลาตินอเมริกา ส่วนภูมิภาคที่ยากจนกว่าเพื่อนในยุโรป ก็ได้รับมลพิษทางอากาศสูงกว่าประเทศร่ำรวยที่สุดถึง 1 ใน 3

อากาศดีที่สุดในโลกหาได้ที่ไหน

ในการทำแผนที่บ่งชี้ถึงการเคลื่อนตัวของมลพิษทางอากาศ ซึ่งเกิดขึ้นในกระแสบรรยากาศโลก นักวิทยาศาสตร์อาศัยสถานีตรวจวัดและเฝ้าระวังหลายแห่ง เพื่อเก็บตัวอย่างคุณภาพอากาศเป็นประจำสม่ำเสมอ หนึ่งในสถานที่เหล่านี้คือสถานีสังเกตการณ์ Zeppelin Observatory ซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงเหนือเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Ny-Ålesund ในภูมิภาคสวาลบาร์ดของนอร์เวย์

ชุมชนของเมืองนี้มีประชากรเพียง 45 คนในฤดูหนาว และอยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือ 1,230 กิโลเมตร โดยผู้คนพากันมาสร้างบ้านเรือนอยู่โดยรอบเหมืองถ่านหิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมเมื่อช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 แต่ปัจจุบันเมืองแห่งนี้มีอากาศที่สะอาดและคุณภาพดีเยี่ยมในอันดับต้น ๆ ของโลก

.

ที่มาของภาพ, Alamy

คำบรรยายภาพ, เมือง Ny-Ålesund ในภูมิภาคสวาลบาร์ดของนอร์เวย์ คือหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งบนโลกที่มีคุณภาพอากาศดีเยี่ยม

อย่างไรก็ตามรายงานล่าสุดระบุว่า พบปริมาณก๊าซมีเทนเพิ่มขึ้นในอากาศโดยรอบเมืองดังกล่าว รวมทั้งพบซัลเฟต โลหะ และฝุ่นละเอียดในระดับที่เพิ่มขึ้นด้วย

สถานที่ซึ่งน่าจะมีอากาศดีที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง คือแหลมกริม (Cape Grim) หรือที่ชนพื้นเมืองท้องถิ่นเรียกว่า Kennaook ในทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะแทสเมเนียของออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นจุดที่ลมพัดข้ามมหาสมุทรใต้ได้โดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ทั้งยังไม่ได้พัดผ่านผืนดินหรือย่านชุมชนใด ๆ ที่อาจทำให้มีมลพิษปนเปื้อนอีกด้วย

สถานที่ห่างไกลอีก 2-3 แห่งที่อากาศดีอย่างเหลือเชื่อ ได้แก่สถานีตรวจอากาศ “เมานา โลอา” (Mauna Loa) ในหมู่เกาะฮาวาย, เกาะแม็กควอรี (Macquarie Island), และสถานีศึกษาทดลองเคซีย์ (Casey Station) ในทวีปแอนตาร์กติกา

แต่สำหรับประชากรโลกอีก 99% อย่างพวกเรา ที่ไม่มีโอกาสได้สูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดในสถานที่ดังกล่าว สามารถจะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อลดมลพิษทางอากาศได้ ด้วยวิธีตัดลดการปล่อยคาร์บอนในเมืองใหญ่ ซึ่งส่วนมากมาจากการจราจร รวมทั้งเปลี่ยนวิธีหุงหาอาหารให้สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้ได้โดยด่วน และดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันไฟป่าไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น