สภาพอากาศสุดขั้ว (extreme weather) กำลังส่งผลต่อการทำนาปีของชาวนาไทยอย่างไร

.

ที่มาของภาพ, นรินทร์ เที่ยงสันเทียะ

คำบรรยายภาพ, นางนรินทร์ เที่ยงสันเทียะ ชาวนาวัย 47 ปี ชาวนาจาก จ.นครราชสีมา บอกว่า อาชีพของเธอมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของฝนมากขึ้น
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ตะวันออกเฉียงเหนือคือภูมิภาคที่ผลิตข้าวมากที่สุดของไทย และเกือบครึ่งหนึ่งของชาวนาในอีสานต่างทำข้าวนาปี ซึ่งพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทว่าผลผลิตของพวกเขากำลังเผชิญจากความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate change) ที่คาดเดาไม่ได้ จนกลายเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงว่าจะล้มละลายในทุกครั้งที่ลงทุนหว่านข้าว

บีบีซีไทยพูดคุยกับนางนรินทร์ เที่ยงสันเทียะ ชาวนาวัย 47 ปี จากบ้านโนนกระสังข์ ต.กระเบื้องใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และเธอคือชาวนารุ่นที่ 3 ของครอบครัว ปัจจุบันทำนามาแล้วกว่า 20 ปี ซึ่งนรินทร์นิยามว่าเธอ “เป็นชาวนามาตั้งแต่เกิด”

ความเปลี่ยนแปลงที่เธอสังเกตได้เริ่มต้นขึ้นหลังปี 2553-2554 ชาวนาเช่นเธอพบว่าอากาศร้อนขึ้นจนแทบทนไม่ไหว น้ำในบ่อปลาที่ขุดไว้ในนาระเหยแห้งเร็วกว่าปกติ ต้นข้าวทนแดดได้น้อยลง เสี่ยงยืนต้นตายมากขึ้น เพราะน้ำระเหยออกจากต้นข้าวจากอากาศที่ร้อนมากขึ้น

“ตั้งแต่เกิดโลกร้อน ก็รู้สึกได้เลยว่าการทำนามันไม่เหมือนเดิม” เธอบอก “ไม่มีแล้วนะหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เพราะตอนนี้หลังสู้แดดไม่ไหว มันร้อนแบบร้อนมาก ขนาดเรายังทนร้อนไม่ได้ หลังโดนแดดเผาจนยืนไม่ไหว แล้วนาจะไปทนได้อย่างไร”

.

ที่มาของภาพ, นรินทร์ เที่ยงสันเทียะ

คำบรรยายภาพ, การลงทุนหว่านข้าวมากกว่า 1 ครั้งเพราะฝนไม่มาตามฤดูกาล คือต้นทุนอย่างหนึ่งของชาวนา

แต่สิ่งที่เจ้าของผืนนา 240 ไร่ ใน อ.พิมาย สังเกตได้และพยายามปรับการทำงานของตนเอง คือ ความไม่แน่นอนของฝน ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เธอควบคุมไม่ได้

“เมื่อก่อนเราชาวนาจะปักหมุดเลยว่าเริ่มทำนาวันพืชมงคล เพราะมันเป็นวันมงคล วันเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก เรารู้ว่าพอเข้าวันพืชฯ ปุ๊บ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันต่อมาฝนจะตก แล้วข้าวที่หว่านไว้ก็จะได้น้ำ พอได้น้ำ ข้าวที่หว่านไปมันจะแทงรากลงดิน”

วันพืชมงคลในเดือน พ.ค. ของทุกปี คือสัญญาณที่บอกว่าฤดูฝนมาถึงประเทศไทยแล้ว แต่เป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้วที่ฝนในพื้นที่ของเธอ มีทั้งมาก่อนวันพืชมงคล ซึ่งปกติอยู่ช่วงต้นเดือน พ.ค. หรือทิ้งช่วงจากวันดังกล่าวเกือบเป็นเดือน ทำให้ข้าวที่หว่านไว้ไร้น้ำฝน และนั่นก็ทำให้ชาวนาต้องลงทุนหว่านข้าวรอบ 2 เพื่อรอฝนครั้งถัดไป

“ก็เป็นหนี้เพิ่มกันไป” เธอบอกแบบปลงตก

อย่างในปีนี้ นรินทร์เลือกหว่านข้าวล่าช้ากว่าวันพืชมงคล โดยเริ่มต้นหว่านไปแล้วเมื่อปลายเดือน มิ.ย. เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าฝนจะทิ้งช่วงในต้นฤดู

“พอเริ่มทำไปก็ต้องวิเคราะห์ว่าข้าวเราจะเป็นยังไง หว่านแล้วจะงอกไหม แมลงจะลงไหม พอข้าวออกรวงแล้วข้าวเราจะท่วมไหม ต้องคอยคิดวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา มือถือนี่มีทั้งแอปฯ ฝนฟ้า เช็คไลน์กลุ่ม โอ๊ย วัน ๆ หนึ่งดูหลายแอปฯ เพราะอยากรู้ว่าร่องฝนจะมาวันไหน อยู่ตรงไหน จะตกกี่วัน”

นาข้าวของนรินทร์มีอยู่กระจายหลายแปลงทั่วหมู่บ้าน แต่ทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน เธอยังพบว่าบางแปลงก็มีฝนตกมาก ทำให้ข้าวที่หว่านไว้ได้ผลดี ขณะที่บางแปลงฝนแทบไม่ตก และบางแปลงก็น้ำเยอะมากจนเธอต้องเร่งสูบน้ำออก

“มันแปลกมาก ก็ยังสงสัยว่าทำไมหมู่บ้านเดียวกัน ฝนถึงตกไม่ทั่วฟ้า” และคาดว่าปีนี้ไม่น่าได้ผลผลิตเต็มร้อย

ความไม่แน่นอนของฤดูกาลและสภาพอากาศสุดขั้ว

ดร.ธนพล พิมาน หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการน้ำจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (Stockholm Environment Institute – SEI) บอกว่าสิ่งที่เกษตรกรนาปีอย่างนรินทร์เผชิญนั้นเป็นรูปธรรมหนึ่งของผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้รูปแบบของฤดูกาลคลาดเคลื่อนและคาดเดาได้ยากขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบในเรื่องนี้ว่า เรื่องดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและขนาดไหน

“ในปีนี้ฝนทิ้งช่วงและล่าช้าไปประมาณ 1 เดือน จากปกติที่ต้องเริ่มมีฝนในช่วงเดือน พ.ค. คำว่าล่าช้าไป 1 เดือนนั้น มีผลอย่างมากกับเกษตรกรที่พึ่งพาน้ำฝน” เขาบอก เพราะนั่นหมายความว่าช่วงเก็บเกี่ยวของพวกเขาจะล่าช้าออกไปจากเดิม และทำให้ช่วงที่ข้าวออกรวงต้องเผชิญกับพายุที่เข้ามาในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ซึ่งเป็นปลายฤดูมรสุม และมีแนวโน้มว่าความรุนแรงของพายุจะเพิ่มมากขึ้นทุกปีจากอิทธิพลของสภาวะโลกร้อน (Global warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)

ความเสี่ยงนี้เป็นสิ่งที่นรินทร์กังวลอยู่ตลอดเวลา เพราะเธอรู้ว่าช่วงเดือนดังกล่าวมักมีพายุลูกใหญ่เข้ามาในประเทศไทย แต่ยากจะคาดการณ์ว่าผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของเธอนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน

“พอสร้างรวงข้าวเสร็จ น้ำมันจะชอบมาช่วง ก.ย.-ต.ค. แล้วท่วมท้องข้าว ท่วมรวงข้าวของเรา ทีนี้พอเราสูบน้ำออกได้ เอาน้ำออกหมด ก็เข้าปลายเดือน พ.ย. แล้ว แทนที่ต้นทุนเราจะลดลง ก็ต้องเอาเงินไปลงที่เครื่องสูบน้ำ รถเกี่ยวก็ไม่อยากเกี่ยวให้ บางทีรอรถเกี่ยวจนรวงข้าวชุ่มน้ำ เกี่ยวไม่ทัน เน่า เกิดความเสียหาย บางทีทำแล้วก็แทบไม่เหลืออะไร” เธอบอก

ดร.ธนพล บอกว่า โดยภาพรวมแล้ว จ.นครราชสีมา เป็นจังหวัดที่แห้งแล้ง แต่ด้วยพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ทำให้แบ่งออกได้เป็น 2 โซน คือ โซนตั้งแต่ตัวเมืองนครราชสีมามาถึงแถวสระบุรีและกรุงเทพฯ จะมีฝนตกค่อนข้างน้อย ขณะที่พื้นที่ที่ขึ้นไปทางขอนแก่นจะมีฝนชุกมากกว่า

.

ที่มาของภาพ, คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ

คำบรรยายภาพ, ระดับน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จ.นครราชสีมา ตลอดปี 2567

ตั้งแต่เดือน ส.ค. เป็นต้นมา ภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนของไทยต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก ซึ่งบางพื้นที่ยังเผชิญภัยพิบัติดังกล่าวจนถึงตอนนี้ ทำให้ในภาพรวมดูเหมือนประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูมรสุม แต่เมื่อดูพื้นที่ จ.นครราชสีมา ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าน้ำในเขื่อนลำตะคองมีไม่ถึง 1 ใน 4 จนกระทั่งได้รับอิทธิพลจากพายุเมื่อช่วงกลางเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

เขาจึงมองว่านี่คือ “สภาพอากาศสุดขั้วในเชิงปริมาณ” ซึ่งหมายถึงมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ขณะที่บางแห่งแทบไม่มีฝนเลย และสิ่งนี้ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เริ่มเกิดขึ้นถี่มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“ปกติร่องมรสุมมันก็จะค่อย ๆ ขยับจากข้างบนลงมาข้างล่างถูกไหมครับ แต่ตอนนี้ร่องมรสุมหรือร่องความกดอากาศต่ำ มันกลับหยุดอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นระยะเวลานานมากขึ้น จากปกติ 3-4 วันมาต้องค่อย ๆ เลื่อนลงมา ก็แช่อยู่ตรงนั้นเป็นอาทิตย์ ทำให้ฝนตกกระจุก ทำให้เกิดน้ำเยอะในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง”

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังระบุว่า ในช่วงหน้ามรสุมของอินเดียและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ กำลังประสบกับปัญหาปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่จำนวนวันที่ฝนตกนั้นกลับลดลง และเมื่อดูแนวโน้มจากชุดข้อมูลต่าง ๆ จะพบว่าปริมาณฝนตกหนัก (มากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวัน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปริมาณน้ำฝนปานกลาง (5-100 มิลลิเมตรต่อวัน) ลดลงมากขึ้นเช่นกัน

ซึ่งนั่นหมายความว่าประเทศไทยจะเผชิญวันที่ฝนตกหนักมากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวันมากขึ้น ในช่วงระยะเวลาสั้นลง ส่งผลทำให้เกิดภัยพิบัติอื่น ๆ เช่น น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม ฯลฯ ง่ายขึ้นตามมาด้วย

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ขณะที่บางแห่งฝนทิ้งช่วงและไม่ตก แต่ภาคเหนือของไทย เช่น อ.แม่สาย จ.เชียงราย กลับเผชิญฝนตกหนักและอุทกภัยร่วมเดือน

นักวิจัยจาก SEI กล่าวเสริมว่าความสุดขั้วในด้านปริมาณ ไม่ได้เกิดขึ้นกับปริมาณน้ำฝนและความแล้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุณหภูมิของพื้นที่ต่าง ๆ ที่สูงขึ้นทำสถิติในทุกปีด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่ชาวนาในพิมายเช่นนรินทร์รู้สึกได้

ดร.ธนพล ยังบอกว่า การที่ฝนตกกระจุกในบางพื้นที่ในปริมาณมากเช่นนี้ และแทบไม่ตกเลยในบางพื้นที่ของไทย ยังทำให้เห็น “ความสุดขั้วในเชิงพื้นที่” อีกด้วย นั่นหมายความว่าการรับมือกับภัยพิบัติตามฤดูกาลในลักษณะตัดเสื้อขนาดเดียวใช้ทั่วประเทศนั้น อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป

“เช่นในไทยตอนนี้ เราอาจคิดว่าต้องป้องกันน้ำท่วมอย่างเดียว ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะในช่วงฤดูกาลเดียวกันนี้ มันก็เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่อื่นซึ่งฝนไม่มาตามฤดู หรือตกแค่นิดเดียวจนแทบไม่พอทำการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปีที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก”

ล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรปี 2024 วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2567 จะรุนแรงขึ้นอีก จากทั้งเอลนีโญและลานีญา และคาดการณ์ว่าภาคอีสานจะมีผลผลิตข้าวเสียหายมากที่สุด เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้อยู่นอกพื้นที่ชลประทานและต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก

ทางศูนย์ฯ คาดการณ์ว่าความเสียหายดังกล่าวจะฉุดผลผลิตข้าวโดยรวมลดลง 9% จาก 33.6 ล้านตันในปี 2566 เป็น 30.7 ล้านตันในปี 2567

และสุดท้ายคือเกษตรกรไทยกำลังเผชิญกับ “สภาพอากาศสุดขั้วในเชิงเวลา” ดร.ธนพล กล่าว

“จากเดิมฝนน่าจะมา พ.ค. แต่ปีนี้ไม่ว่าจะอีสานหรือภาคใต้ ฝนมาเกือบเดือน ก.ค. ช้าไปเกือบ 2 เดือน มันสุดขั้วจากช่วงระยะเวลาที่ทิ้งช่วงนานมาก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแย่มากตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นในพื้นที่ที่ต้องการฝนเพื่อปลูกไม้ผลอย่างภาคใต้ ก็ต้องเผชิญกับช่วงฝนทิ้งช่วงที่ยาวนานมากขึ้น สวนผลไม้เผชิญอุณหภูมิที่ร้อนยาวนานมากกว่าเดิม จนชาวสวนต้องซื้อรถน้ำเพื่อรดพยุงต้นไว้ เป็นต้นทุนเพิ่ม และสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควรหรือขาดทุน”

นักวิจัยอาวุโสกล่าวด้วยว่า สภาพสุดขั้วทางเวลาเช่นนี้ได้เกิดขึ้นกับเกษตรกรนาปีด้วย และมันอาจเป็นโอกาสของนักพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวในไทย

“เราอาจต้องมาคิดโจทย์ สรรหา หรือพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้ในระยะสั้นลง เพื่อลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ทั้งสุดขั้วในหลาย ๆ ด้าน และมีความไม่แน่นอนสูงมากขึ้น” เขาระบุ

ไทยต้องพัฒนากลไกอะไรเพิ่มเติม ?

ดร.ธนพล ให้ความเห็นว่าในปัจจุบันการพยากรณ์สภาพอากาศของไทยนั้นมีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้น คือระบบการเตือนภัยในลักษณะของผลกระทบหรือที่เรียกว่า Impact-based warning ซึ่งจะช่วยจำลองผลกระทบที่เกิดกับพื้นที่ต่าง ๆ ได้แม่นยำและเห็นภาพมากขึ้น

“จะทํายังไงให้ปริมาณน้ำฝนที่มันคาดการณ์ได้แม่น อุณหภูมิที่คาดการณ์ได้แม่นนั้น มันสามารถแปลงเป็นน้ำในลำน้ำ สามารถจำลองภาพน้ำท่วมในพื้นที่ที่อาจมีผลกระทบหรือเกิดความเสี่ยงได้”

เขาบอกว่าระบบดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ไทยรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพอากาศสุดขั้วและไม่แน่นอนได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและลดความเสี่ยงในการลงทุนของพวกเขาได้ด้วย

มากกว่านั้นคือหน่วยงานด้านน้ำของไทยที่มีมากกว่า 30 หน่วยงานของรัฐ ควรมีเอกภาพในการทำงาน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการซักซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติธรรมชาติอยู่เป็นประจำ โดยทำแผนจำลองเหตุการณ์หรือสร้าง Scenario (ฉากทัศน์) ขึ้น

“อยากให้ซักซ้อมแผนรับมือกับภัยพิบัติต่างโดยจำลองสถานการณ์แบบสุดขั้วไปเลย ให้คิดว่าหากเกิดอะไรขึ้นเลวร้ายที่สุด แต่ละหน่วยงานต้องทำงานอย่างไร” เขาบอก “เพราะหากตอนนี้เราใช้กลไกแบบเดิม วิธีคิดแบบเดิม มันก็มีจุดจบเหมือนเดิม”