ถอดบทเรียนกรุงเวียนนา รับมืออุทกภัยจาก “น้ำท่วมห้าพันปี” ได้อย่างไร

กรุงเวียนนาของออสเตรียแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากพายุบอริส เพราะมีแผนป้องกันน้ำท่วมที่ดีเยี่ยม

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กรุงเวียนนาของออสเตรียแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากพายุบอริส เพราะมีแผนป้องกันน้ำท่วมที่ดีเยี่ยม
    • Author, โซฟี ฮาร์ดัก
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

พายุบอริส (Strom Boris) ได้นำอุทกภัยครั้งล่าสุดมาสู่ภูมิภาคยุโรป ในช่วงเวลาที่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งที่สุดในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา แต่ทว่าเมืองหลวงของประเทศออสเตรียซึ่งก็คือกรุงเวียนนา กลับรอดพ้นจากภัยธรรมชาติดังกล่าวโดยไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากมีการเตรียมการรับมือล่วงหน้ามาหลายสิบปี ซึ่งแผนการอันชาญฉลาดนี้สามารถจะเป็นบทเรียนตัวอย่างให้เมืองอื่น ๆ ทั่วโลก ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงต่ออุทกภัยได้เป็นอย่างดี

พายุบอริสทำให้เกิดฝนตกหนัก จนปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาทำลายสถิติเดิมในที่สุดเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมถนนหลายสายในกรุงเวียนนา และมีผู้คนจำนวนหนึ่งต้องอพยพออกจากบ้านเรือน แม่น้ำลำคลองที่ไหลเอื่อยกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก เนื่องจากในระยะเวลาเพียง 5 วัน มีฝนตกลงมาในกรุงเวียนนาและบางส่วนของออสเตรียมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติตามฤดูกาล 2-5 เท่า

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้สื่อข่าวชาวกรุงเวียนนาคนหนึ่งบอกว่า “เรารอดจากน้ำท่วมนี้มาได้แบบสบาย ๆ” โดยรายงานข่าวระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเพียง 10 คน และมีเพียง 15 ครัวเรือนที่ต้องอพยพหนีน้ำ นักข่าวท้องถิ่นอีกผู้หนึ่งกล่าวสรุปว่า “โดยรวมแล้ว ระบบบริหารจัดการน้ำท่วมที่ชาญฉลาด ได้ช่วยต้านทานมวลน้ำปริมาณมหาศาลเอาไว้”

ข้อมูลหลักฐานจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอดีตยังชี้ว่า แผนกลยุทธ์ป้องกันน้ำท่วมของกรุงเวียนนาและประเทศออสเตรียทั้งหมดนั้น มีประสิทธิภาพสูงและใช้ได้ผลดี จนอาจเป็นบทเรียนสำคัญให้กับเมืองและประเทศอื่น ๆ ที่กำลังต่อสู้กับสภาพอากาศแปรปรวนที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ

“ออสเตรียได้ลงทุนในเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมอย่างจริงจัง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้เป็นแค่เพราะเราเจอน้ำท่วมใหญ่ในปี 2002 และ 2013” กุนเทอร์ บลอสเชิล นักอุทกวิทยาและผู้อำนวยการศูนย์ระบบทรัพยากรน้ำแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงเวียนนากล่าว เขายังเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงต่ออุทกภัยของออสเตรียอีกด้วย

ภายในเวลาเพียง 5 วัน พายุบอริสทำให้บางส่วนของออสเตรียมีฝนตกหนักกว่าค่าเฉลี่ยปกติของเดือนก.ย. ถึง 5 เท่า

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภายในเวลาเพียง 5 วัน พายุบอริสทำให้บางส่วนของออสเตรียมีฝนตกหนักกว่าค่าเฉลี่ยปกติของเดือนก.ย. ถึง 5 เท่า

บลอสเชิลอธิบายถึงกรณีของกรุงเวียนนาว่า ระบบป้องกันน้ำท่วมที่พัฒนาขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน มีบทบาทสำคัญในการรับมือและช่วยต้านทานอุทกภัยให้กับเมืองหลวงแห่งนี้ “ระบบป้องกันน้ำท่วมของกรุงเวียนนา ถูกออกแบบมาให้รองรับมวลน้ำที่ไหลบ่าได้ถึง 14,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งคิดเป็นปริมาณน้ำเท่ากับในเหตุการณ์ใหญ่ที่เรียกว่า ‘น้ำท่วม 5,000 ปี’”

เหตุการณ์ที่ฝนกระหน่ำอย่างหนักหน่วงเป็นพิเศษ จนกลายเป็นน้ำท่วมใหญ่ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 0.02 % หรือเพียง 1 ครั้งในรอบ 5,000 ปีนั้น เคยเกิดขึ้นเป็นครั้งล่าสุดในปีค.ศ. 1501 แต่ในช่วงสุดสัปดาห์ของกลางเดือนก.ย. ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักจนเกิดน้ำไหลบ่าในทางน้ำหลายสายของกรุงเวียนนาที่ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังต่ำกว่าศักยภาพสูงสุดในการรองรับน้ำของระบบมาก “หากไม่มีระบบป้องกันนี้แล้ว จะต้องเกิดเหตุน้ำท่วมเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน” บลอสเชิลกล่าว

พื้นฐานสำคัญของระบบป้องกันน้ำท่วมนี้ ได้แก่การสร้างเกาะเทียมกลางแม่น้ำดานูบ (Danube Island) รวมทั้งการก่อสร้างช่องทางระบายน้ำที่ใช้ควบคุมน้ำท่วม หรือที่เรียกว่า “แม่น้ำดานูบสายใหม่” (New Danube) ขึ้นพร้อมกัน โดยทางการกรุงเวียนนาเริ่มดำเนินโครงการดังกล่าวตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในเหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 1954 ซึ่งมวลน้ำมหาศาลทำให้ระบบป้องกันน้ำท่วมเดิมรองรับไม่ไหว

ทางเดินของแม่น้ำดานูบสายใหม่นั้นมักจะถูกกั้นด้วยฝายหรือเขื่อนขนาดเล็ก ทำให้มวลน้ำสามารถแผ่ขยายออกจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดย่อม บลอสเชิลอธิบายถึงระบบควบคุมน้ำท่วมนี้ว่า “ประตูของเขื่อนเล็ก ๆ เหล่านี้จะเปิดออก ก่อนที่มวลน้ำมหาศาลจะมาถึง และจะใช้เวลา 3-4 วัน รองรับน้ำที่ไหลบ่าเข้ามา ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่น้ำดานูบสายหลักไปได้มาก”

ระบบนี้ถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงในปี 2013 เมื่อตอนบนของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำดานูบเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 200 ปี ทำให้มีน้ำไหลบ่าทะลักเข้ากรุงเวียนนาถึง 11,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวง เนื่องจากระบบป้องกันน้ำท่วมที่ดี ส่งผลให้ไม่มีครัวเรือนใดในกรุงเวียนนาเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแม้แต่หลังเดียว เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่เสี่ยงเผชิญอุทกภัย 400,000 ครัวเรือนทั่วประเทศออสเตรีย

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ระบบป้องกันน้ำท่วมของกรุงเวียนนาจะต้านทานอุทกภัยครั้งใหญ่ได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพราะในช่วงสุดสัปดาห์ของกลางเดือนก.ย. ที่ผ่านมา แม่น้ำสายเล็กชื่อว่า Weinfluss ที่ไหลผ่านนครหลวงของออสเตรีย เกิดเอ่อล้นจนมีน้ำไหลเข้าท่วมรางของรถไฟใต้ดิน จนระบบขนส่งสาธารณะเป็นอัมพาตไปบางส่วน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลออสเตรียได้เร่งดำเนินนโยบายป้องกันน้ำท่วมให้กับทั้งประเทศ โดยลงทุนราว 60 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,200 ล้านบาทต่อปี เพื่อเสริมสร้างมาตรการป้องกันน้ำท่วม นอกจากนี้ตัวเลขประมาณการของรัฐบาลยังชี้ว่า การทุ่มงบประมาณตามนโยบายดังกล่าวช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยลงได้จริง โดยมีการซ้อมรับมือเหตุน้ำท่วมฉุกเฉินเป็นประจำ เช่นจัดการซ้อมติดตั้งกำแพงกั้นน้ำแบบเคลื่อนย้ายได้ รวมทั้งมีการพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศที่แม่นยำและละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น

ตัวเลขประมาณการของรัฐบาลออสเตรียยังชี้ว่า น้ำท่วมใหญ่ในปี 2002 สร้างความเสียหายทั่วประเทศโดยคิดเป็นมูลค่าถึง 3,000 ล้านยูโร แต่น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่รุนแรงไม่แพ้กันในปี 2013 กลับสร้างความเสียหายน้อยกว่ามากที่ 866 ล้านยูโร เพราะในเวลาดังกล่าวออสเตรียได้พัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมไปมากแล้ว ข้อมูลของทางการยังยืนยันว่า ระบบพยากรณ์อากาศของประเทศมีความแม่นยำสูงขึ้น หลังพบว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาระหว่างวันที่ 13-15 ก.ย. 2024 สอดคล้องตรงกันกับที่เคยพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า

บลอสเชิลแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “ในกรณีของน้ำท่วมที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด เราได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ลงทุนไปคุ้มค่าอย่างยิ่ง เราสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายใหญ่หลวง ในระดับที่คิดเป็นมูลค่าได้สูงกว่างบประมาณที่ใช้ป้องกันน้ำท่วมมาก เรื่องนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริง”

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและอาสาสมัคร ช่วยกันวางถุงทรายเพื่อก่อเป็นกำแพงกั้นน้ำท่วมจากพายุบอริส

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและอาสาสมัคร ช่วยกันวางถุงทรายเพื่อก่อเป็นกำแพงกั้นน้ำท่วมจากพายุบอริส

ปัจจุบันการจัดการมวลน้ำปริมาณมากเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยุคนี้มีที่ราบน้ำท่วมถึง (floodplain) ตามธรรมชาติลดน้อยลงอย่างมาก ซึ่งหมายความว่าไม่มีพื้นที่ให้มวลน้ำขยายตัวออกได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตผู้คนและทรัพย์สินของพวกเขา ทุกวันนี้ที่ราบน้ำท่วมถึงริมฝั่งแม่น้ำซึ่งปกติไม่มีผู้อยู่อาศัยดังกล่าว ได้กลายเป็นเมืองและพื้นที่การเกษตรไปแทบจะทั้งหมด ทำให้เมืองและเรือกสวนไร่นาเหล่านั้นเสี่ยงต่อน้ำท่วมไปโดยปริยาย

เมื่อปี 1899 กรุงเวียนนาเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในระดับที่ใกล้เคียงกับของปี 2013 “ในตอนนั้นเรายังไม่มีเขื่อนกั้นน้ำ แต่มีที่ราบน้ำท่วมถึงซึ่งกว้างใหญ่เกือบ 1,000 ตารางกิโลเมตร บริเวณต้นน้ำของกรุงเวียนนา พื้นที่ดังกล่าวช่วยรองรับน้ำไว้ได้มาก แต่ปัจจุบันเราไม่มีสถานที่แบบนั้นอีกแล้ว ทำให้เมื่อมีฝนตกลงมาในปริมาณที่เท่ากัน จะมีน้ำไหลบ่าลงสู่แม่น้ำดานูบในกรุงเวียนนามากกว่า จนเสี่ยงที่น้ำจะเอ่อล้นท่วมเมืองได้” บลอสเชิลอธิบาย

ทำไมเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำจึงใช้ไม่ได้ผล

แม้สิ่งกีดขวางอย่างเขื่อน กำแพง หรือพนังกั้นน้ำ จะช่วยไม่ให้น้ำไหลล้นเข้าท่วมบริเวณที่ผู้คนอาศัยอยู่ แต่มีผลการศึกษาวิจัยบางชิ้นพบว่า สิ่งเหล่านี้กลับเพิ่มความเสี่ยงโดยรวมต่ออุทกภัยในระยะยาว เนื่องจากทำให้ผู้คนประมาทและตายใจว่าจะไม่เกิดเหตุน้ำท่วม จนกล้าปลูกสร้างอาคารและทำการเกษตรโดยเขยิบเข้าใกล้ทางน้ำมากขึ้นทุกขณะ สถานการณ์ที่ดูเหมือนปลอดภัยจนเกิดความประมาทขึ้นนี้เรียกว่า “ปรากฏการณ์พนังกั้นน้ำ” (levee effect) ซึ่งทำให้ผู้คนนิ่งเฉยไม่เตรียมการรับเหตุฉุกเฉินล่วงหน้า

ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา การก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ ได้เร่งให้พื้นที่เมืองเกิดการขยายตัวเข้าไปในที่ราบน้ำท่วมถึงเร็วขึ้น 62% ในขณะที่เขตปกครองระดับอำเภอก็กว้างใหญ่ขึ้น 29% ซึ่งคณะผู้ทำการวิจัยสรุปว่า “มีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในเรื่องการรับรู้ความเสี่ยง หลังพนังกั้นน้ำถูกสร้างขึ้น” แต่การวางกฎเกณฑ์เพิ่มเติมอาจจะช่วยจำกัดควบคุมการขยายตัวของเมืองเข้าไปในที่ราบน้ำท่วมถึงได้

บลอสเชิลกล่าวเสริมว่า “กรุงเวียนนาคือตัวอย่างที่ดีของปรากฏการณ์พนังกั้นน้ำ เพราะยิ่งเมืองได้รับมาตรการป้องกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ผู้คนจะยิ่งรู้สึกปลอดภัยและขยายพื้นที่ของเมืองออกไป จนในท้ายที่สุดอัตราความเสี่ยงต่ออุทกภัยกลับเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งมีคนอพยพโยกย้ายเข้าไปอยู่บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึงมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวเลขประมาณการความเสียหายจากน้ำท่วมก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว”

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การจะห้ามไม่ให้คนเข้าไปอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์จากที่ดินแปลงสวยริมฝั่งแม่น้ำนั้นยากมาก เพราะเหตุน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และผู้คนมักจดจำหายนะที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยครั้งใหญ่ไม่ค่อยได้ในระยะยาว ความตระหนักต่อภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมของคนส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรง แต่ก็จะหลงลืมไปในเวลาอันสั้น จนมีผลวิจัยชี้ว่าประชากรโลกราว 2,000 ล้านคน อาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบน้ำท่วมถึงในปัจจุบัน

บลอสเชิลยังให้คำแนะนำว่า การพยากรณ์อากาศที่แม่นยำจนทราบได้ว่าน้ำจะเอ่อล้นที่เขื่อนไหน และต้องอพยพผู้คนจากบริเวณใดบ้าง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมืออุทกภัยในสถานการณ์จริง นอกจากนี้การฝึกซ้อมป้องกันน้ำท่วมฉุกเฉินแบบสมจริงในทุกระดับ ทั้งกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและทหารทุกหมู่เหล่า ยังช่วยให้มีโอกาสรับมือน้ำท่วมรุนแรงได้ทันเวลา เช่นสามารถก่อพนังกั้นน้ำได้รวดเร็วฉับไวอย่างมีประสิทธิภาพ

คนงานทำความสะอาดรางรถไฟใต้ดิน หลังน้ำในคลอง Weinfluss เอ่อท่วมราง เนื่องจากพายุบอริส

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คนงานทำความสะอาดรางรถไฟใต้ดิน หลังน้ำในคลอง Weinfluss เอ่อท่วมราง เนื่องจากพายุบอริส

พายุที่ทรงพลังรุนแรงอย่างเหลือเชื่อ

การวางแผนตระเตรียมเพื่อรับมือกับอุทกภัยครั้งใหญ่นั้นสำคัญยิ่ง งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกทำให้เกิดพายุฝนกระหน่ำและน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมในบางพื้นที่ของยุโรป เนื่องจากมวลอากาศที่ร้อนขึ้นจะมีความชื้นและพลังงานสูงขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นแหล่งพลังงานที่ทำให้ลมพายุทรงพลังรุนแรงขึ้นอย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้ ฤดูร้อนของปี 2024 ยังมีระดับอุณหภูมิสูงทำลายสถิติของยุโรปและทั่วโลกอีกด้วย

บลอสเชิลชี้ว่าสภาพภูมิอากาศเริ่มแปรปรวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับอุณหภูมิผิวน้ำของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ร้อนทำลายสถิติในปีนี้ ทำให้เกิดพายุที่ทรงพลังมหาศาลอย่างพายุบอริสได้

ผลการวิเคราะห์ทางสถิติและการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์โดยทีมนักวิจัยชาวอิตาลี พบว่าคลื่นความร้อนในทะเลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยฝีมือมนุษย์ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการก่อตัวของพายุที่ทรงพลังรุนแรงผิดปกติ ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นด้วยเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมโลกในอดีต เมื่อราว 20-30 ปีที่แล้ว

การเปลี่ยนแปลงของสภาพความกดอากาศที่เกิดขึ้นระหว่างเขตอาร์กติกกับแถบเส้นศูนย์สูตร ยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ซีกโลกเหนือมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น เนื่องจากเขตอาร์กติกร้อนขึ้นเร็วกว่าแถบเส้นศูนย์สูตร หลังผืนน้ำแข็งที่ปกคลุมละลายตัวและไม่สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ตามปกติ จึงเกิดการดูดซับแสงแดดจนความร้อนพุ่งสูงขึ้นไปอีก ส่งผลให้กลุ่มประเทศทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์อย่างออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และฝั่งตะวันตกของแถบสแกนดิเนเวีย มีฝนตกชุกและน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้น โดยสามทศวรรษที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เกิดน้ำท่วมในยุโรปบ่อยครั้งที่สุดในรอบ 500 ปี สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปอย่างมหาศาล และทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนในหลายประเทศ

ประเทศในภูมิภาคยุโรปทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์ เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้นในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประเทศในภูมิภาคยุโรปทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์ เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้นในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา

ในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2021 ที่เยอรมนี มีการสำรวจวิจัยจนพบว่า ประชากรถึง 1 ใน 3 ไม่ได้รับคำเตือนล่วงหน้าจากทางการ และ 85% ของผู้ที่ได้รับคำเตือนไม่กระตือรือร้นที่จะอพยพหนีภัยเท่าที่ควร เพราะไม่คาดคิดว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันที่รุนแรงถึงขนาดนั้น ส่วนผู้ที่ได้รับการเตือนภัยกว่าครึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรในสถานการณ์ฉุกเฉิน

แต่อันที่จริงแล้ว พายุฝนกระหน่ำและน้ำท่วมรุนแรงไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับภูมิภาคยุโรปอีกต่อไป และมีงานวิจัยชี้ว่า 95.5% ของอุทกภัยครั้งใหญ่ในยุโรป สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ด้วยบันทึกข้อมูลในอดีต ปัจจุบันชาวยุโรป 1 ใน 8 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ทั้งมีแนวโน้มว่าเขตยุโรปเหนือจะมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ ในอนาคตอันยาวไกลด้วย