“ใจสลาย” และ “รู้สึกจุกอก” เสียงจากผู้ประกอบการวัย 30+ ในเมืองภัยพิบัติเชียงราย

ที่มาของภาพ, ปราณิสา แซ่หลอ
สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม จากอิทธิพลพายุยางิที่สลายตัวจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นเป็นพายุดีเปรสชันในช่วงตอนบนของประเทศไทย รวมถึงฝนที่ตกต่อเนื่องกันตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนอย่างน้อย 45,329 ครัวเรือน ใน 6 อำเภอของ จ.เชียงราย กลายเป็นผู้ประสบภัยจนถึงตอนนี้ และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน จากเหตุดินถล่มใน อ.แม่ฟ้าหลวง ตามการรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
วิกฤตอุทกภัยครั้งล่าสุดในเชียงราย เริ่มต้นขึ้นจากแม่น้ำสายเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมืองแม่สาย อ.แม่สาย ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจระหว่างชายแดนที่สำคัญของไทย-เมียนมา ตั้งแต่เช้าวันที่ 10 ก.ย. เป็นต้นมา จากนั้นแม่น้ำกกซึ่งไหลผ่านตัวเมืองเชียงรายก็เพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว และเข้าท่วมย่านเศรษฐกิจของ อ.เมือง ในช่วงบ่ายวันที่ 11 ก.ย.
สถานการณ์ในตอนนี้มีแนวโน้มดีขึ้นจากระดับน้ำที่ลดลง ผู้คนสามารถทยอยกลับไปยังร้านค้าและที่พักอาศัย เพื่อสำรวจความเสียหายและทำความสะอาดเศษซากภายใต้โคลนหนาประมาณเข่าได้แล้ว
บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้ประสบภัยในเชียงราย 2 คน ซึ่งเป็นเจ้าของบาร์ในแม่สาย และเจ้าของร้านคาเฟ่ชาในตัวเมืองเชียงราย ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าอุทกภัยครั้งนี้ทำให้ธุรกิจกลับไปตั้งต้นที่ศูนย์หรือราวกับเปิดร้านใหม่ และความเดือดร้อนของพวกเขาไม่ได้จบลงในวันที่น้ำแห้ง
“รู้สึกจุกอก” และ “ใจสลาย”

ที่มาของภาพ, จักพล กันใจ
วันนี้ (13 ก.ย.) เป็นวันที่สองที่น้ำในตัวเมืองแม่สายลดระดับลงจน จักพล กันใจ หรือ โอ อายุ 36 ปี เจ้าของบาร์และร้านอาหารใกล้กับด่านพรมแดนแม่สาย กำลังเร่งทำความสะอาด กวาดโคลนออกจากร้าน โดยอาศัยน้ำที่ยังท่วมขังอยู่เป็นตัวช่วยระบายเศษซากต่าง ๆ ออกไป
เขาบอกว่าในตอนแรก เขากับหุ้นส่วนคิดว่าน้ำจะเหลือทิ้งไว้เพียงคราบและความเสียหายที่ไม่มากเท่าไร แต่มันเริ่มผิดปกติเมื่อพยายามเปิดประตูหน้าร้านแต่พบว่าตู้เย็นลอยมาดันประตูไว้ ซึ่งทั้งหมดแช่อยู่ในโคลนและเศษซากหนาที่สูงประมาณเข่า กระจายอัดแน่นตั้งแต่ประตูทางเข้า ห้องน้ำ ไปจนถึงห้องครัวหลังร้าน
“มันเต็มไปด้วยเศษหญ้า เศษไม้ และเศษโคลน” เขาบอกกับบีบีซีไทย “พวกเราเข้ามาร้านวันแรกเมื่อวาน พอเปิดประตูมาแล้วเห็นสภาพ ผมรู้สึกจุกอก บอกไม่ถูก จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก”
เมื่อปี 2565 จักพลลงทุนกับหุ้นส่วน แปลงสภาพอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นให้เป็นร้านอาหารและบาร์ โดยมีกลุ่มลูกค้าเป็นคนในท้องถิ่นรวมถึงนักท่องเที่ยว
ตัวร้านของเขาตั้งห่างจากลำน้ำแม่สายราว 200 เมตร ดังนั้น การประสบภัยน้ำท่วมจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับชาวแม่สายเช่นเขา โดยในปีที่เริ่มเปิดร้าน กิจการของเขาก็เกือบถูกน้ำท่วมด้วยเช่นกัน แต่โชคดีว่าพื้นที่ยกสูงจากระดับถนน ทำให้ร้านไม่ได้รับความเสียหายมากนัก เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน
“เป็นปีแรกที่ถนนพหลโยธินท่วม” เขาบอก “เท่าที่ผมอยู่แม่สายมากว่า 20 ปี นี่เป็นน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดที่ผมเคยเจอมา ตอนนี้แม่สายเหมือนเมืองร้าง เต็มไปด้วยโคลนเศษซาก ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา”
จักพลบอกว่าร้านได้รับความเสียหายทั้งหมด รวมถึงครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้แช่เย็น และเครื่องเสียง เนื่องจากทางร้านมีการเปิดแสดงดนตรีสดด้วย ทั้งนี้ เขาและหุ้นส่วนประเมินว่าอาจต้องใช้งบประมาณ 1 ล้านบาทเพื่อทำให้ร้านกลับมาเปิดบริการได้ และใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 เดือน
“นี่มันเหมือนกับลงทุนทำร้านใหม่” เขาบอก และในตอนนี้ยังต้องกังวลกับปัญหาลักขโมยจากผู้ฉวยโอกาสในช่วงน้ำท่วม

ที่มาของภาพ, BARSHIBU

ที่มาของภาพ, One Tea at A time
ในเช้าวันปกติ ปราณิสา แซ่หลอ หรือ ชิงชิง ต้องรีบมาเปิดร้านซึ่งเป็นบ้านชั้นครึ่งกึ่งไม้กึ่งปูน ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ใจกลางย่านเศรษฐกิจของตัวอำเภอเมืองเชียงราย แต่เช้าวันนี้เธอเดินลุยน้ำระดับเข่าเข้าไปในร้านคาเฟ่ชาและอาหารยูนนานของตนเอง เพื่อสำรวจความเสียหายจากมวลน้ำที่ทะลักเข้ามาตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 11 ก.ย.
ร้านนี้เป็นความฝันของเธอที่ต้องการเปิดหน้าร้านให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากไร่ชาอายุกว่า 30 ปีของครอบครัวในแม่สลอง
จากการสำรวจพบว่า ประตู หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ทั้งหมดได้รับความเสียหาย พื้นเต็มไปด้วยน้ำที่ยังขังอยู่ภายในร้าน และเมื่อย่ำลงไปก็พบว่าด้านล่างเต็มไปด้วยโคลน
เธอคาดว่าระดับน้ำสูงสุดที่เข้าท่วมร้านอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร ภายในตัวร้าน และประมาณ 1.5 เมตรบริเวณด้านนอก
เมื่อเราถามว่าใจสลายหรือไม่เมื่อเห็นสภาพร้านในตอนนี้ ชิงชิงตอบว่า “ใจสลายตั้งแต่วันที่น้ำมา และต้องขับรถหนีน้ำออกจากร้าน”
“ร้องไห้อยู่คนเดียวบนรถ ไม่อยากให้ใครเห็น เพราะเราก็ต้องแสดงความเข้มแข็งเข้าไว้” เจ้าของร้านวัย 33 ปีที่มีลูกน้อง 3 คน บอกกับบีบีซีไทย
คำถามถึงระบบการเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าที่แม่นยำ
ที่ อ.แม่สาย จักพล เล่าย้อนว่าประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 10 ก.ย. ทางเทศบาลประกาศเสียงตามสาย และมีการกระจายข่าวตามสื่อสังคมออนไลน์ของชาวแม่สายว่า น้ำกำลังล้นพนังกั้นน้ำแม่สายเข้ามาในพื้นที่เศรษฐกิจแล้ว ชาวบ้านควรรีบยกของขึ้นที่สูง
ทว่าการแจ้งเตือนนี้ ไม่ได้แจกแจงถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่คนแม่สายกำลังจะต้องเผชิญ
“แต่มันก็ไม่ได้ขนาดว่าให้เตรียมอพยพนะ หรือบอกว่าน้ำจะขึ้นสูงประมาณเท่าไร” จักพลกับลูกน้องจึงยกของขึ้นที่สูงจากพื้นที่ราว 1 เมตร ส่วนใหญ่ตั้งไว้ตามโต๊ะอาหาร เคาน์เตอร์ต่าง ๆ ของร้าน โดยประมาณการณ์จากระดับน้ำท่วมปี 2565 ที่ระดับน้ำปริ่ม ๆ แค่ทางเข้าร้านเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงพบว่าครั้งล่าสุดนี้ แม่สายท่วมสูงมากกว่า 2 เมตร ทำให้ประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในบ้าน บ้างหนีขึ้นหลังคา หรือต้องหาที่เกาะไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองถูกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดลอยจมไป ซึ่งจักพลมองว่าความแรงของน้ำในปีนี้ยังมากกว่าปีอื่น ๆ ด้วย
เจ้าของบาร์ชายแดนแม่สายยังบอกด้วยว่า ตนเองไม่เคยเห็นการขุดลอกแม่น้ำสายซึ่งตื้นเขินขึ้นทุกวัน ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับ ดร.ธนพล พิมาน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์มที่บอกว่างานขุดลอกลำน้ำไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เนื่องจากการปักหมุดเขตแดนระหว่างไทย-เมียนมา ยังดำเนินการอยู่
“ผมคิดว่าเทศบาลและท้องถิ่นทำเต็มที่ของเขาแล้ว” จักพล กล่าว “ปัญหาน้ำท่วมแม่สายต้องเป็นวาระระดับชาติ ต้นน้ำมันอยู่ในเมียนมา เทศบาลคงเดินไปบอกพม่าไม่ได้ว่าจะขอทำอะไรกับแม่น้ำสายที่อยู่ตรงนี้ มันต้องเป็นงานของรัฐบาล เช่นเดียวกันกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นเรื่องฝุ่นควันข้ามแดน”
เขากล่าวต่อว่า ต้องการระบบการเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการและชาวบ้านประเมินสถานการณ์ได้ว่าต้องยกของขึ้นที่สูงในระดับใด ต้องเตรียมตัวอพยพหรือไม่ และหากอพยพออกไปจากบ้านแล้ว ชาวบ้านสามารถหาที่พักพิงต่อได้ที่ไหนบ้าง
“ผมเห็นแต่ข่าวศูนย์พักพิงที่เปิดโดยเอกชนด้วยกัน เช่น โรงแรมเปิดหอประชุมให้คนเข้าไปพักแบบนั้น” แต่แทบไม่ทราบเลยว่าศูนย์พักพิงที่ดำเนินโดยราชการนั้นอยู่ที่ใดบ้าง
ทั้งนี้ ทาง อ.แม่สาย และ เทศบาลตำบลแม่สายเปิดที่พักพิงชั่วคราวอย่างน้อย 2 แห่งตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย.

ที่มาของภาพ, ปราณิสา แซ่หลอ
ด้านปราณิสาซึ่งอยู่ในตัวเมืองเชียงรายบอกว่าที่ผ่านมาเป็นระบบ “ประชาชนช่วยเหลือกันเอง” และ “ไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้าเลย” ไม่ว่าจะเป็นหอกระจายเสียงหรือการกระจายข่าวสื่อสังคมออนไลน์
“เราก็เช็กข่าวจากเฟซบุ๊ก ดูโพสต์ของเพื่อนที่อยู่ทางต้นน้ำว่าน้ำมาเยอะแค่ไหน ถึงไหนแล้ว” เธอบอก “จริง ๆ มันควรมีศูนย์ข่าวของราชการที่น่าเชื่อถือไหม เพราะถ้าเราเช็กเฟซบุ๊กจากกลุ่มต่าง ๆ ก็ต้องมานั่งคิดอีกว่าอันไหนข่าวจริง อันไหนข่าวปลอม”
“สูงของเรามันไม่เท่ากัน” เธอหมายถึงระดับความสูงของการยกของหนีน้ำ ซึ่งตนเองกับลูกน้องได้ยกของต่าง ๆ ขึ้นแล้ว แต่ไม่พ้น
“หากบอกว่า น้ำจะขึ้นสูง 1-2 เมตรนะ เราก็ต้องพยายามยกให้มันสูงมากกว่านั้น มันไม่มีระบบอะไรที่คาดการณ์ระดับน้ำได้เลยเหรอ ทั้งที่น้ำมันก็ค่อย ๆ เดินทางของมันมาเรื่อย ๆ”
เมื่อเราบอกว่าในปีงบประมาณ 2566 เชียงรายเป็นอันดับหนึ่งในภาคเหนือ และ อันดับ 6 ของประเทศที่มีงบแก้ไขและป้องกันน้ำท่วมสูงสุดราว 1,117 ล้านบาท จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดโดย PPTV ปราณิสาตกใจกับข้อมูลนี้
“มันเงินเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วงบไปป้องกันน้ำท่วมที่ไหน ตรงไหน” เธอตั้งคำถาม “ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือผลการทำงานของงบที่เยอะขนาดนี้ เราเข้าใจนะว่าภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ แต่เราต้องการข้อมูลที่ช่วยบอกว่าต้องทำอย่างไร น้ำจะท่วมถึงบริเวณไหน สูงขึ้นประมาณเท่าไร ประชาชนต้องเตรียมตัวขนาดไหน เพื่อจะได้ไม่เสียหายขนาดนี้”
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์วานนี้ (12 ก.ย.) ว่าส่วนที่ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตการเตือนภัยนั้น เขาจะกลับไปเร่งจี้ว่าระบบเตือนภัยทำอย่างไร ซึ่งหลายคนแจ้งว่าได้รับแจ้งแล้ว ส่วนจะใช้วิธีการแจ้งเตือนแบบไหนขอให้เขาลงพื้นที่ตรวจสอบก่อน
“แต่ธรรมชาติของมนุษย์ ไม่มีใครอยากออกจากเคหะสถาน จากบ้านเรือนของตัวเอง บางทีก็คิดว่าน่าจะเอาอยู่ คิดว่าน่าจะท่วมแค่ฟุตบาท แค่หน้าแข้ง ยังอยู่ได้” รมว.มหาดไทย กล่าว
ความเดือดร้อนจากน้ำท่วมยังคงอยู่ แม้น้ำลดแห้งลงแล้ว
ปราณิสาประเมินว่าเธอต้องใช้เงินอย่างน้อย 3 แสนบาทเพื่อซ่อมแซมร้านและซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ใหม่ โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป
สำหรับเธอแล้ว เงินก้อนนี้คือทุนสำหรับต่อยอดออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรองรับเทศกาลฤดูท่องเที่ยวซึ่งปกติเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน ต.ค. - ต้นเดือน ก.พ.
เจ้าของร้านคาเฟ่ชาและอาหารยูนนานยอมรับว่า ต้องระงับการออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกไปก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Supply chain (ห่วงโซ่อุปทาน) ของสินค้าใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นทำให้โรงงานผู้ผลิตสินค้าในเชียงรายและที่อื่น ๆ ซึ่งเธอติดต่อไว้ได้รับผลกระทบตามไปด้วย จากคำสั่งระงับการผลิตดังกล่าว
เธอไม่ได้เป็นผู้ประกอบการรายเล็กเพียงแห่งเดียวในจังหวัดเชียงรายที่ต้องใช้เงินทุนทั้งหมดมาฟื้นฟูร้านใหม่ เธอบอกว่า “ลองคิดภาพว่าทุกร้านเป็นแบบนี้เหมือนกัน แล้วชาวเชียงรายที่เป็นลูกค้าของเราจะมีกำลังซื้อไหม เมื่อเรากลับมาเปิดร้านได้”

ที่มาของภาพ, จักพล กันใจ
จักพลเห็นตรงกัน และมองว่าผลกระทบของน้ำท่วมไม่ได้หายไปพร้อมกับน้ำ แต่มันทิ้งความบอบช้ำให้กับผู้ประกอบการอย่างมาก
“ผมกับหุ้นส่วนประเมินว่าเราอาจต้องปิดร้านไปอีก 2-3 เดือน พวกเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะกลับมาเปิดร้านเมื่อไร เพราะแม้เปิดร้านหน้า High Seasons (ฤดูกาลท่องเที่ยว) นี้ ใครจะมาเป็นลูกค้าเรา เพราะคนแม่สายก็กลายเป็นผู้ประสบภัยเหมือนกัน เขาจะมาอุดหนุนเราหรือเปล่า เพราะต่างก็ได้รับความเสียหายเหมือนกัน”
แต่เขาบอกว่าที่แน่ ๆ คือลูกน้อง 11 ชีวิตจะต้องตกงานในช่วงเวลาที่ร้านปิดทำการ ซึ่งยังมองไม่ออกว่าจะดูแลลูกจ้างอย่างไร ในเมื่อร้านไม่มีรายได้เข้ามาจนกว่าจะกลับมาเปิดร้านอีกครั้ง
ทั้งสองร้านเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน แต่พวกเขาบอกด้วยว่าฤดูท่องเที่ยวของเชียงรายสั้นลงจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายปีแล้ว
ด้านเจ้าของบาร์ที่แม่สายบอกว่า ตนเองเคยต้องปิดร้านเพราะค่าฝุ่น PM 2.5 ที่แม่สายอยู่ในระดับสูงสุดของประเทศจนนักท่องเที่ยวหายไป และตอนนี้เขาก็ต้องปิดร้านเพราะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอีก
“ดำเนินธุรกิจอย่างกระท่อนกระแท่น” เขาบอก “พวกเราดำเนินธุรกิจไม่ได้ทั้ง 12 เดือนของปี ขณะที่ต้นทุนเดินไปทุกเดือน”
ล่าสุด วิจัยกรุงศรี คาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 8.6 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 46,500 ล้านบาท หรือประมาณ 0.27% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศ











