เปิด 4 ข้อถกเถียง เหตุใดข้อมูลโควิด-19 ระบาดที่ สธ.แถลง อาจไม่ตรงกับสถานการณ์จริง ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่กว่า 93,000 คน ถือว่าสูงสุดของปีนี้ในตอนนี้ และยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มียอดผู้ป่วยสะสมมากกว่า 320,000 คน เสียชีวิตสะสมแล้ว 69 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 608
ทั้งนี้ กลุ่ม 608 หมายถึง ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, ผู้มีโรคประจำตัว 7 โรคเรื้อรัง, และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป
ทว่า น้ำเสียงการสื่อสารจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วานนี้ (3 มิ.ย.) กลับยืนยันว่า ระบบสาธารณสุขยังรับมือการระบาดได้ แนะให้ประชาชนยกระดับการป้องกันตัว แต่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก และไม่จำเป็นต้องหยุดงานหรือปิดโรงเรียน ยกเว้นเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 608
บีบีซีไทยได้พูดคุยกับ รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ทางกระทรวงสาธารณสุขสื่อสารนั้นสะท้อนสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้นอยู่หรือไม่ และคำแนะนำของทางกระทรวงฯ ถูกต้องตามหลักวิชาการเพียงใด
รศ.นพ.ธีระ เน้นย้ำว่า เขาไม่ได้ต้องการจับผิดการทำงานของผู้ใดผู้หนึ่งหรือหน่วยงานของรัฐ เพราะความคลาดเคลื่อนต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นได้จากฐานข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์แตกต่างกัน แต่เชื่อว่าการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน จะส่งผลให้สังคมตอบสนองต่อการระบาดได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อระบบสาธารณสุขเอง รวมถึงลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนในระยะยาวจากอาการลองโควิด (Long Covid)
โควิด-19 มีความรุนแรงของโรคต่ำและอัตราเสียชีวิตใกล้เคียงไข้หวัดใหญ่จริงหรือ ?
เอกสารข่าวของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กวานนี้ ระบุว่า มีการแถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 ที่ สธ. นำโดย นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์, นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์, และ นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งออกมาเปิดเผยว่า ความรุนแรงของโรคโควิด-19 นั้นต่ำและใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สธ. มีความห่วงใยสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จากฤดูฝนที่มาเร็วขึ้นและมีการเปิดภาคเรียน อีกทั้งยังเป็นช่วงที่พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการคล้ายกัน จึงต้องการสื่อสารแนวทางปฏิบัติตัวกับประชาชน เพื่อให้มีการป้องกันตนเองมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มผ่อนคลายการป้องกันตนเอง ซึ่งหากทุกคนร่วมมือกันก็จะสามารถช่วยลดการแพร่เชื้อและทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงได้
เขากล่าวต่อว่า สำหรับผู้เสียชีวิตในปี 2568 จนถึงขณะนี้มีทั้งหมด 69 คน ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่ม 608 ที่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว และอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีคนจำนวนมากหรือเป็นเมืองท่องเที่ยว คือ กรุงเทพมหานคร 22 คน ชลบุรี 8 คน จันทบุรี 7 คน และเชียงใหม่ 3 คน เป็นต้น อัตราการเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นและอยู่ที่ 0.106 ต่อประชากรแสนคน สะท้อนว่าโรคไม่ได้มีความรุนแรงมากขึ้น
ด้าน นพ.สุทัศน์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 3 มิ.ย. 2568 พบผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน 324,692 คน อัตราป่วยอยู่ที่ 500.20 ต่อประชากรแสนคน
จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ กทม. ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต และนครปฐม มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา 12 เหตุการณ์, เรือนจำ 6 เหตุการณ์, ค่ายทหาร 4 เหตุการณ์, และโรงพยาบาล 2 เหตุการณ์
ภาพรวมแนวโน้มผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 16 เป็นต้นมา (13-19 เม.ย.) และช่วงสัปดาห์ที่ 19-22 (4-31 พ.ค.) พบว่าจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 โดยสัปดาห์ที่ 22 (25-31 พ.ค.) มีผู้ป่วยสูงสุด 93,621 คน ส่วนสัปดาห์นี้ (1-7 มิ.ย.) พบแล้ว 28,392 คน
รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ยังบอกด้วยว่า "ขณะนี้การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์ XEC ซึ่งติดเชื้อได้ง่าย แต่อาการไม่ได้รุนแรง เป็นเหมือนกับโรคไข้หวัดทั่วไป สะท้อนได้จากอัตราการนอนรักษาในโรงพยาบาลต่ำมาก ผู้ป่วยหลายรายหายได้เองโดยไม่ต้องรับประทานยา และเมื่อติดเชื้อยังไม่มีความจำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอนหรือหยุดการทำงาน" เอกสารข่าวของกรมควบคุมโรค ระบุ

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมโรค
รศ.นพ.ธีระ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าตัวเลขที่ สธ. รายงานมาจากจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวกับสถานพยาบาล ในช่วงหลังสงกรานต์เคสผู้ป่วยกระจุกตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวที่มีประชากรหนาแน่น เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และระยอง แต่ช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาการแพร่ระบาดเริ่มกระจายเข้าสู่หัวเมืองรอง เช่น นครปฐม นครราชสีมา ฯลฯ ซึ่งสะท้อนว่าโรคโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศมากขึ้น
"สัปดาห์ที่แล้ว ผมไปโคราชมา แม้โรงพยาบาลอยู่ห่างจากตัวเมืองไป 20-30 กม. แต่เราก็เห็นว่าทั้งวันธรรมดาและวันเสาร์-อาทิตย์ ก็มีผู้ป่วยมานั่งรอบริเวณคลินิก ARI หรือโรคติดต่อทางเดินหายใจ เยอะไปหมด"
เขายังบอกด้วยว่า ต้องไม่ลืมว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงและเลือกรักษาตัวเองที่บ้าน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ถูกรายงานเข้าระบบ ดังนั้น ตัวเลขที่แท้จริงของผู้ติดเชื้อน่าจะมากกว่าสถิติที่เห็นในตอนนี้ และไม่สามารถรับประกันได้ว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะแยกตัวเองออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปยังผู้ใกล้ชิดต่อ
"อีกจำนวนหนึ่งที่มีอาการเหมือนไข้หวัด แต่เข้าใจผิด มีการรับรู้ข่าวสารที่อาจไม่ตรงความเป็นจริงและเข้าใจว่าตัวเองเป็นหวัดธรรมดาก็มี หรือบางคนละเลย เพิกเฉย ไม่ตรวจก็มี ทั้ง ๆ ที่มีอาการ ตรงนี้ก็เป็นตัวหนุนเสริมที่ทำให้การแพร่กระจายของโรคมันมากขึ้นเรื่อย ๆ"
รศ.นพ.ธีระ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า โรคโควิด-19 มีความรุนแรงของโรคสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ เพราะหากดูจากหลักฐานทางวิชาการในตอนนี้ อัตราการป่วยตาย (case fatality rate – CFR) ของโควิดเยอะกว่าไข้หวัดใหญ่ 2.6 – 3 เท่า ซึ่งห่างไกลจากคำว่าใกล้เคียงอย่างมาก
"เพราะฉะนั้นการไปเผยแพร่ข่าวว่ามันเหมือนกัน ผมคิดว่ามันไม่ใช่" เขากล่าว "หากผู้คนไปเลือกรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง มันก็จะทำให้เกิดความประมาท ทำให้เกิดการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง"
ไม่จำเป็นต้องหยุดเรียน-หยุดทำงาน ?
ไม่ใช่แค่ นพ.สุทัศน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เท่านั้น ที่ออกมาบอกว่าอาการโควิด-19 ไม่รุนแรง ผู้ป่วยหลายรายสามารถหายเองได้ และเมื่อติดเชื้อก็ไม่จำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอนหรือหยุดทำงาน
แต่ทาง นพ.สกานต์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ซึ่งร่วมแถลงพร้อมกัน ก็บอกด้วยว่า "ขณะนี้ไม่ได้มีคำแนะนำว่าเมื่อป่วยแล้วต้องหยุดทำงานเพื่อกักตัว การลาหยุดให้เป็นไปตามดุลพินิจของแพทย์เหมือนโรคติดต่อทั่วไปอื่นๆ เพียงแต่ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอด โดยเฉพาะ 5 วันแรกของการป่วย ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกับคนจำนวนมาก เช่น การนั่งประชุมร่วมกันหรือรับประทานอาหารร่วมกัน
หากเป็นไปได้ขอให้สวมหน้ากากอนามัยต่ออีก 3-5 วัน ส่วนโรงเรียนหากมีนักเรียนป่วยหลายคน ขอให้นักเรียนที่ป่วยหยุดเรียน โดยไม่จำเป็นต้องปิดชั้นเรียนหรือปิดโรงเรียน เนื่องจากเด็กวัยเรียนไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรง"
ด้าน รศ.ดร.ธีระ บอกกับบีบีซีไทยว่า คำแนะนำเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์ และไม่ควรนำมาใช้รณรงค์ในช่วงที่การแพร่ระบาดยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเขาบอกว่าการศึกษาทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีหลักฐานชี้ชัดว่าหลังจากผู้คนรับเชื้อไปแล้วและมีอาการป่วย เมื่อผ่านไปห้าวันแล้วก็ยังมีความสามารถแพร่เชื้อต่อไปได้
"ห้าวันแรกหลังจากที่เริ่มมีอาการ จะสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ 50% จากนั้นเจ็ดวันหลังจากมีอาการจะสามารถแพร่เชื้อได้ 30-35% และถ้าสิบวันจะเหลือ 10% มันจึงเป็นข้อแนะนำหลักโดยทั่วไปว่าต้องแยกตัวออกมาอย่างน้อย 5 วัน แต่ให้ระลึกได้ว่าหลังห้าวันไปแล้วก็ยังมีโอกาสแพร่ให้คนอื่นต่อได้ ในฐานะแพทย์เราถึงได้แนะนำว่าหากแยกตัวออกไปได้สักอาทิตย์นึงถึงจะดี เพราะเข้าใจว่าข้อจำกัดของผู้ป่วยว่าการแยกตัวออกไปสิบวันอาจจะยากเกินไป"
อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม แนะนำว่าด้วยเหตุนี้การแยกตัวออกมาจึงเป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้องมากที่สุด หลังจากนั้นจึงให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อต้องใช้พื้นที่ส่วนรวมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
รศ.ดร.ธีระ ยังเตือนด้วยว่าคำแนะนำที่ไม่ตรงกับข้อมูลทางวิชาการ เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐต้องระมัดระวัง เพราะหากเกิดเคสผู้ป่วยคนใดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำตามคำแนะนำของรัฐแล้วนำไปสู่การเสียชีวิตหรือพิการ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย
ยาและเตียงเพียงพอ ?
รศ.ดร.ธีระ บอกกับบีบีซีไทยว่าตั้งแต่ช่วงต้น พ.ค. มีผู้ป่วยในแอดมิทเข้าโรงพยาบาลรัฐและเอกชนจากโรคโควิด-19 จำนวนมาก และเชื้อยังกระจายไปตามวอร์ดแบ่งแห่งของโรงพยาบาล ทำให้จำเป็นต้องแยกผู้ป่วยไปอยู่ในห้องปลอดเชื้อซึ่งมีจำนวนจำกัด
"โรงพยาบาลบางแห่ง ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ ผมเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาเป็นเดือน ๆ แล้วมันโกลาหลมาก เพราะต้องไปยืมเตียงกัน ต้องเอาคนไข้จากแผนกหนึ่งไปฝากไว้กับอีกแผนกหนึ่งด้วยความหวังว่าจะปลอดภัยจากการติดเชื้อ" เขากล่าว และบอกว่าด้วยว่าหลายโรงพยาบาลประสบปัญหาขาดแคลนยาต้านไวรัสโมลนูพิราเวียร์ ทำให้ต้องหายืมจากโรงพยาบาลอื่น ๆ หรือคนไข้อาจต้องไปหาซื้อจากสถานพยาบาลเอกชนในราคาที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่น่ากังวลคือเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงป่วยเป็นโรคโควิด-19 สูงขึ้นด้วย หากไม่สามารถจำกัดวงการระบาดได้
"หลายโรงพยาบาล หากเกิดมีบุคลากรป่วยขึ้นมาจริง ๆ ก็อาจให้แยกตัวตามหลักวิชาการอย่างที่บอกไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่บางโรงพยาบาลที่เขาขาดแคลนบุคลากรจริง ๆ ก็อาจเห็นภาพวันกักตัวน้อยลงซึ่งแลกมากับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น" รศ.ดร.ธีระ กล่าวเตือน
อย่างไรก็ตาม เอกสารข่าวของกรมควบคุมโรคยืนยันว่า มีเตียงและยาเพียงพอ โดยบอกว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 นอนรักษาในโรงพยาบาลไม่มาก เฉพาะโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผู้ป่วยนอนรักษา 7 คน มีเตียงพร้อมรองรับคนไข้ประมาณ 50 กว่าเตียง
ส่วนยารักษาหลัก ๆ สำหรับกลุ่มที่มีอาการมาก หรือ เป็นกลุ่มเสี่ยง ยังเป็นยาเรมดิซีเวียร์และแพกซ์โลวิด โดยจากการสอบถามโรงพยาบาลต่าง ๆ ยังสามารถจัดหากับบริษัทยาได้โดยตรง และไม่ได้ขาดแคลน รวมถึงองค์การเภสัชกรรมยังคงผลิตยาโมลนูพิราเวียร์สำหรับใช้ในกลุ่มอาการปานกลางไม่ได้รุนแรงหรือลงปอดเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อความมั่นใจว่ายาจะไม่ขาดแคลน
ความสับสนเกี่ยวกับสายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่ในขณะนี้
ในการแถลงข่าวล่าสุด รองอธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่าสายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ คือ XEC ขณะที่เมื่อสัปดาห์ก่อน การแถลงของกรมควบคุมโรคเองกลับระบุว่า "JN.1 ยังเป็นสายพันธุ์หลักของสายพันธุ์ทั้งหมดที่พบในประเทศไทย สำหรับสายพันธุ์ XEC พบแนวโน้มลดลง"
ด้าน รศ.ดร.ธีระ บอกว่าจากฐานข้อมูลทั่วโลก GISAID ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลรหัสพันธุกรรมของไวรัสชนิดนี้จากนานาชาติรวมถึงถึงไทย เห็นได้ว่าตอนนี้เห็นว่าสายพันธุ์หลักที่ระบาดในไทย คือ NB.1.8.1 หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่านิมบัส (Nimbus) ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผอ.กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (BIOTEC) ด้วย
รศ.ดร.ธีระ บอกว่าข้อมูลสายพันธุ์หลักในไทยที่อาจคลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับระบบฐานข้อมูลที่หน่วยงานใช้ยังมีความกระจัดกระจาย รวมถึงต้องไปดูว่าจำนวนข้อมูลที่นำเข้าระบบติดตามนั้นมีมากพอที่จะสะท้อนภาพแทนประชากรที่แท้จริงได้หรือไม่
ทว่า เขาเน้นย้ำว่าการสื่อสารสายพันธุ์หลักที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแต่ละสายพันธุ์มีสมรรถภาพในการแพร่กระจายแตกต่างกันมาก และ NB.1.8.1 "ก็เป็นสายพันธุ์ที่แพร่เร็วมากที่สุด มี Growth advantage (ความได้เปรียบในการเติบโตและแพร่ระบาด) เยอะสุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ทั่วโลก"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน เวิล์ด เฮลท์ เน็ตเวิร์ก (World Health Network) ซึ่งเป็นชุมชนระดับโลกที่ทำงานด้านการปกป้องสุขภาพ รายงานว่าพบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ NB.1.8.1 ในอินเดีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐอเมริกา
อาการทั่วไปที่ได้รับการรายงานจนถึงตอนนี้ คือ เจ็บคอมาก ๆ "ราวกับว่ามีใบมีดโกนอยู่ในคอ" มีอาการไอเล็กน้อย, มีไข้สูง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และ คัดจมูก
ทาง World Health Network แนะนำว่าให้สวมใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เมื่อต้องออกไปพบปะผู้คน หรืออยู่ในพื้นที่ปิดร่วมกับผู้อื่น และควรแยกตัวออกมาหากพบว่ามีอาการป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อติดต่อไปยังผู้อื่น
นอกจากนี้ยังแนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 รุ่นปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง












