"ไม่ใช่แค่มหาสารคาม" สำรวจสถานการณ์ซิฟิลิสระบาด หลังยอดติดเชื้อทั่วประเทศพุ่งเกือบเท่าตัวใน 3 ปี

ผู้ป่วยซิฟิลิส จะพบผื่นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่อวัยวะเพศ จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ป่วยซิฟิลิส จะพบผื่นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่อวัยวะเพศ จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวการแพร่ระบาดของโรคซิฟิลิส โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นใน จ.มหาสารคาม สืบเนื่องจากโพสต์ข้อความของนักเทคนิคการแพทย์คนหนึ่งผ่านเฟซบุ๊กของเธอเมื่อ 25 พ.ค. ว่า พบผลตรวจผู้ป่วยติดเชื้อซิฟิลิสถึง 3 คน ในวันเดียว และ 1 ในนั้นมีเชื้อเอชไอวี (HIV) ร่วมด้วย

ก่อนที่ต่อมาสื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ NBT Connect จะรายงานว่า สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม ออกมา "เตือนภัย" หลังพบผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในจังหวัด ในปี 2568 มีรวม 443 รายแล้ว โดยพบผู้ติดเชื้อเอชไอวี 136 ราย โรคหนองใน 102 ราย โรคซิฟิลิส 85 ราย ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 95 ราย และโรคหูด 25 ราย

นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดเดียวเท่านั้น แต่ข้อมูลจากกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการติดเชื้อซิฟิลิสและโรคทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้น

สถานการณ์เป็นอย่างไร และเราต้องเฝ้าระวังอะไรบ้าง บีบีซีไทยรวบรวมไว้ในบทความชิ้นนี้

ไม่ใช่แค่มหาสารคาม แต่ทั่วประเทศพบอัตราผู้ติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มเท่าตัวในรอบ 3 ปี

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

"สถานการณ์ของซิฟิลิสค่อนข้างน่ากังวล" นพ.พงศ์ธร ชาติพิทักษ์ ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค เปิดเผยกับบีบีซีไทย

ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ผู้ป่วยจะมีอาการคือ มีผื่นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่อวัยวะเพศ โดยผู้ติดเชื้อบางรายอาจจะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อจะอยู่ในร่างกายถ้าไม่ได้รับการรักษา และเมื่อเวลาผ่านไป เช่น 10 ปี เชื้อนี้อาจก่อให้เกิดความผิดปกติที่สมอง และระบบหัวใจและหลอดเลือดได้

"ถ้าดูจากในข่าวที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าเหมือนจะเป็นเฉพาะที่มหาสารคาม ตรงโซเชียลที่เขาลงไว้ แต่จริง ๆ คือมันไม่ใช่แค่ที่มหาสารคามครับ มันไปทั่วประเทศเลยครับ" นพ.พงศ์ธร ระบุ

ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์ฯ ผู้นี้ เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบจำนวนผู้ติดเชื้อซิฟิลิสทั่วประเทศเพิ่มขึ้นมาเกือบเท่าตัว

โดยข้อมูลย้อนหลังสามปีจาก "ศูนย์รวมข้อมูลสารสนเทศ ด้านเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ของประเทศไทย" หรือ HIV Info Hub ฉายภาพในทิศทางเดียวกับที่ นพ.พงศ์ธรได้ให้สัมภาษณ์ไว้ เมื่อพิจารณาอัตราผู้ติดเชื้อซิฟิลิสต่อประชากรแสนคนจากปีงบประมาณ 2565 กับปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว

  • ในปีงบประมาณ 2565 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยซิฟิลิส 12,296 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 18.6 ต่อแสนประชากร
  • ในปีงบประมาณ 2566 จำนวนผู้ป่วยซิฟิลิสเพิ่มขึ้นเป็น 18,599 ราย คิดเป็นอัตรา 28.1 ต่อแสนประชากร
  • ในปีงบประมาณ 2567 จำนวนผู้ป่วยเพิ่มเป็น 25,469 คน คิดเป็นอัตรา 38.5 ต่อแสนประชากร

นพ.พงศ์ธร ยังอ้างอิงข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ว่าจากข้อมูลของปี 2567 จังหวัดที่พบการแพร่ระบาดมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร รองลงมาคือ ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุดรธานี ตามลำดับ

โดยจากข้อมูล 10 อันดับที่พบการติดเชื้อซิฟิลิสมากที่สุดในปี 2567 นั้น ยังไม่มีจังหวัดมหาสารคาม

"ผมอยากให้เข้าใจอย่างนี้ก่อน ในเรื่องอย่างโรคเอชไอวี เอดส์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เวลาบอกว่าจังหวัด มันจะไม่ได้กระจายไปทุกอำเภอ ส่วนใหญ่มันก็จะก็อยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ ของจังหวัดนั้น ๆ" เขาระบุ

"ต้องบอกก่อนว่าในกรณีของมหาสารคาม เหมือนกับนักเทคนิคการแพทย์เขาไปเจอในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน เขาก็เลยโพสต์มา แต่ว่าจริง ๆ ก็คือที่อื่นก็เป็นปัญหาเหมือนกัน แล้วก็จะเป็นปัญหาหนักกว่าเสียด้วยซ้ำ" ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์ฯ ระบุ

ส่วนช่วงอายุที่พบการระบาดของซิฟิลิสมากที่สุด นพ.พงศ์ธร ระบุว่า เป็นช่วงวัย 15 – 24 ปี ซึ่งพบการระบาดในแนวโน้มที่สูงขึ้นกว่าประชากรปกติ

บีบีซีไทยตรวจสอบฐานข้อมูลของ HIV Info Hub ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลการแพร่ระบาดของซิฟิลิสในกลุ่มอายุ 15 – 24 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 – 2566 พบว่าในรอบ 15 ปีนี้ อัตราการติดเชื้อในกลุ่มช่วงวัยดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว จาก 4 ต่อแสนประชากร ในปี 2552 เป็น 91.2 ต่อแสนประชากรในปี 2566

โดยอัตราการป่วยจากกราฟที่แสดงในเว็บไซต์ พุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในรอบหลายปีให้หลัง เช่น

  • ปีงบประมาณ 2559 อัตราป่วย 13.7 ต่อแสนประชากร
  • ปีงบประมาณ 2561 อัตราป่วย 27.9 ต่อแสนประชากร
  • ปีงบประมาณ 2563 อัตราป่วย 50.4 ต่อแสนประชากร
  • ปีงบประมาณ 2565 อัตราป่วย 59 ต่อแสนประชากร
  • ปีงบประมาณ 2566 อัตราป่วย 91.2 ต่อแสนประชากร
.

ที่มาของภาพ, HIV Info Hub

คำบรรยายภาพ, ข้อมูลอัตราการป่วยโรคซิฟิลิสในกลุ่มเยาวชนตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2566 ที่แสดงในเว็บไซต์ HIV Info Hub

นพ.พงศ์ธร ยังบอกอีกว่า นอกจากซิฟิลิสแล้ว อัตราโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น หนองใน หนองในเทียม และแผลริมอ่อน ก็เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีให้หลังนี้

พบกลุ่มวัยรุ่นใส่ถุงยางอนามัยน้อยลง

ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เปิดเผยว่าอัตราผู้ติดเชื้อซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ "สอดคล้องกับผลสำรวจอัตราการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มวัยรุ่นที่ลดลงอย่างน่าใจหาย"

เขาอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ที่สำรวจในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนประมาณ 15,000 คน ว่าพบผู้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพียง 43% ใช้บางครั้งและเกือบทุกครั้ง 33% และไม่ใช้เลย 24% ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรอื่น ๆ ที่เคยมีการสำรวจ พบว่ามีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยอยู่ที่ 80 – 90%

"ก่อน ๆ หน้านี้ [อัตราการใช้ถุงยางอนามัย] เคยดีมาก แล้วนี่มันลดลงไปเยอะมากครับ" นพ.พงศ์ธร ระบุ

"ตอนปี 2562 ในกลุ่มเยาวชนเคยสำรวจอัตราการใช้ถุงยางอนามัย อยู่ที่ 80% ครับ" เขาอธิบายเพิ่มเติม "จาก 80% ลงมาเหลือที่ประมาณ 43% นะครับ ที่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง"

ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผู้นี้ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันที่ช่วยลดการติดโรคทางเพศสัมพันธ์

"แต่ละโรคมันมีความแตกต่างกัน อย่างถ้าอันที่คนคิดว่าอาจจะน่ากลัวที่สุด คือ เอชไอวี เอดส์ มันมีวิธีการป้องกันหลาย ๆ อย่างควบคู่กันไป เช่น คนที่ติดเชื้อสามารถกินยาต้านไวรัสแล้วช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ คนที่จะรับเชื้อมาสามารถใช้ยาป้องกันเข้าไปก่อน ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัย มันทำให้โอกาสในการติดเชื้อลดลงไปมาก" เขาระบุ

"ทีนี้โรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เอชไอวี อย่างซิฟิลิส มันไม่เหมือนกับเอชไอวี เอดส์ ตรงที่ว่า มันติดจากเพศสัมพันธ์ด้วยก็ได้ มันติดจากน้ำลายด้วยก็ได้ มันทำให้ถุงยางอนามัยลดโอกาสในการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์แน่นอน แต่ว่าในเรื่องของน้ำลายมันอาจจะพอมีบ้าง"

แม้ถุงยางอนามัยจะไม่อาจป้องกันการติดเชื้อซิฟิลิสผ่านทางน้ำลายได้ แต่ นพ.พงศ์ธร ประเมินว่า การสวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ก็ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อซิฟิลิสได้ถึง 80 – 90% และยังลดโอกาสการติดโรคทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้อีกมากด้วย

"ถามว่ามัน 100% เลยไหม ถ้าใช้ถุงยางอนามัยก็คงไม่ 100% แต่มันลดโอกาสในการติดเชื้อมากกว่าการที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยเลยอยู่แล้ว" ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์ฯ ระบุ

เมื่อถามว่าการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ มีผลด้วยหรือไม่กับการติดเชื้อซิฟิลิส นพ.พงศ์ธร ระบุว่า "ประเด็นมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าการเปลี่ยนคู่นอนครับ ประเด็นมันคือเรื่องของการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครับ... ถามว่าเราไม่เปลี่ยนคู่นอน แต่คนที่เรานอนด้วยเรามั่นใจขนาดไหนว่าเขาไม่เปลี่ยนคู่นอนด้วย"

"เพราะฉะนั้นการใช้ถุงยางอนามัยมันจะเป็นการป้องกันตัวเราเอง" เขาสรุป พร้อมเน้นย้ำว่าการใช้ถุงยางอนามัย "คือวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดแล้วของการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การสวมถุงยางอนามัย คือ "วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด" ของการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ นพ.พงศ์ธร ชาติพิทักษ์ ระบุ

อันตรายถึงตาย แต่หายขาดได้ถ้าพบแพทย์เร็ว

"เคสที่มหาสารคาม อย่างนั้นคือเป็นผื่นขึ้นตัวแล้ว หมายความว่าเขาอาจจะติดมาประมาณเดือน สองเดือน หรือสามเดือนมาแล้ว" นพ.พงศ์ธร วิเคราะห์ เขายืนยันว่าปัจจุบันมีวิธีการที่สามารถรักษาซิฟิลิสให้หายขาดได้ ซึ่งผู้ป่วยจะมีโอกาสหายขาดได้มากกว่า หากมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ

"ช่วงแรก ๆ มันอาจจะยังไม่ได้เป็นผื่นขึ้นตามตัว มันอาจจะเป็นผื่นขึ้นที่อวัยวะเพศ หรือว่าพวกเยื่อบุตามปากตามอะไรต่าง ๆ พวกนี้ อันนี้รักษาหายได้แน่นอน คือใช้ยาน้อยกว่าด้วย" เขาระบุ "แต่ถ้าจนผื่นขึ้นตัวแล้ว ปล่อยให้ผื่นหายไปเอง แล้วก็ไม่ได้รักษาอะไรเลย อันนี้มีโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ระบบประสาทนะครับ ก็ทำให้เสียชีวิตได้"

นพ.พงศ์ธร ยังฝากถึงอันตรายของซิฟิลิสหากไปแพร่ให้กับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ จะทำให้เชื้อถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ ซึ่งมีโอกาสทำให้ลูกในครรภ์เสียชีวิต 50% ส่วนอีก 50% ที่เหลือก็มีโอกาสจะพิการทางกล้ามเนื้อและกระดูก

อาการติดเชื้อซิฟิลิสเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีการที่สามารถสังเกตอาการว่าเราอาจติดเชื้อซิฟิลิสแล้วหรือไม่ เพื่อจะได้รีบพบแพทย์เพื่อรักษาอาการตั้งแต่ยังได้รับเชื้อมาไม่นาน

"สังเกตในเรื่องของตัวผื่น ที่เป็นผื่นในลักษณะตุ่มแข็ง ที่อยู่ตามอวัยวะเพศครับ ถ้าเริ่มมีลักษณะประมาณแบบนี้ คือสามารถที่จะไปตรวจได้เลย" นพ.พงศ์ธร แนะนำ

เขาให้ข้อมูลว่าลักษณะของผื่นที่เกิดจากซิฟิลิส มักจะเป็นตุ่มแข็ง ๆ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดอาการเจ็บหรือแสบ โดยแรกเริ่มมักจะเกิดบริเวณอวัยวะเพศ หรือกับบางรายที่ไม่ได้เกิดจากเพศสัมพันธ์ปกติแต่เป็นการออรัลเซ็กส์ ก็อาจเกิดผื่นบริเวณปากขึ้นก่อนได้

"เป็นตุ่มในลักษณะแข็ง ๆ ครับ แล้วก็มันจะไม่ได้แสบไม่ได้เจ็บอะไรครับ" นพ.พงศ์ธร อธิบาย "แต่ยังไงเสีย ถ้ามันมีผื่นหรือว่ามีตุ่มขึ้นอวัยวะเพศ ถ้าไม่ใช่ซิฟิลิสมันก็เป็นโรคอื่นอยู่ดีครับ ดังนั้นมันก็ควรไปตรวจ" เขาเน้นย้ำ

"เข้าใจว่าอย่างเคสที่มหาสารคามอาจจะอาย หรือว่ากังวล ตอนเป็นในระยะแรก ๆ ก็เลยไม่ได้ไปตรวจ พอผื่นขึ้นตามตัวก็อาจจะคิดว่าไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็เลยไปตรวจ ก็เลยเจอขึ้นมาว่าเป็นซิฟิลิส นั่นหมายความว่าในช่วงเวลา 2-3 เดือนที่เขาไม่ได้ไปตรวจ ไม่ได้รับการรักษา คือช่วงเวลาที่สามารถแพร่ [เชื้อซิฟิลิส] ให้คนอื่นได้" ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กล่าวทิ้งท้าย

ภาพอาการซิฟิลิส

ที่มาของภาพ, Bangrak Stis Center

คำบรรยายภาพ, นพ.พงศ์ธร ให้ข้อมูลว่า ผื่นที่เกิดจากซิฟิลิส มักจะเป็นตุ่มแข็ง ๆ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดอาการเจ็บหรือแสบ