ย้อนประวัติศาสตร์เมื่อครั้งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกทาบทามให้เป็นประธานาธิบดีอิสราเอล

Albert Einstein y la bandera de Israel

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ครั้งหนึ่งนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก เคยถูกเชิญให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอิสราเอล
    • Author, เฟลิเป ฟาน เดียร์เซน
    • Role, บีบีซี นิวส์ บราซิล

คาอิม ไวซ์มันน์ (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1874-1952) ชายชาวอังกฤษที่เกิดในจักรวรรดิรัสเซีย เป็นนักชีวเคมีที่มีชื่อเสียงระดับชาติ

การค้นพบของเขามีความสำคัญต่อการผลิตอะซีโตนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในเชิงกลยุทธ์ทางทหารช่วงทศวรรษที่ 1910 มันเป็นสารที่ใช้ผลิตคอร์ไดท์ (cordite) วัตถุระเบิดที่สหราชอาณาจักรใช้อย่างแพร่หลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

ทว่าเส้นทางอาชีพทางการเมืองของไวซ์มันน์ กลับมีความโดดเด่นยิ่งกว่านั้น

เขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของลัทธิไซออนิสต์ (Zionism) ซึ่งเป็นขบวนการชาตินิยมที่เกิดขึ้นช่วงปลายทศวรรษที่ 19 และมีเป้าหมายสนับสนุนการสร้างรัฐยิวในดินแดนปาเลสไตน์

ในปี 1947 ซึ่งเป็นช่วงหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวอันน่าสะพรึงกลัว ทางสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้อนุมัติการแบ่งปาเลสไตน์ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษออกเป็นสองรัฐ รัฐหนึ่งสำหรับชาวยิว และอีกรัฐหนึ่งสำหรับชาวอาหรับ

จนถึงวันนี้ รัฐปาเลสไตน์ยังไม่ได้รับการสถาปนาขึ้นมา แม้มีประเทศมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลกรับรองความเป็นรัฐแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี คาดว่าตัวเลขของประเทศที่รับรองรัฐปาเลสไตน์จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากบางประเทศเพิ่งประกาศว่าจะยอมรับรัฐปาเลสไตน์ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในทางกลับกัน อิสราเอลประกาศเอกราชในปี 1948 และต่อมาในปี 1949 ไวซ์มันน์ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีประเทศเกิดใหม่แห่งนี้ โดยถือได้ว่าเป็นการตอบแทนการอุทิศตนเพื่ออุดมการณ์ไซออนิสต์ของเขาก็ว่าได้

ทว่า มันเป็นตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์และพิธีการ มากกว่าจะเป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง เนื่องจากอิสราเอลเป็นสาธารณรัฐที่มีการปกครองแบบรัฐสภา ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

Weizman y Einstein

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทั้งไวซ์มันน์ (ซ้าย) และไอน์สไตน์ (ขวา) เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และผู้สนับสนุนขบวนการไซออนิสต์

ต่อมาในปี 1952 ไวซ์มันเสียชีวิตลงเมื่อมีอายุได้ 77 ปี ส่งผลให้อิสราเอลต้องการประธานาธิบดีคนใหม่

กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลเสนอชื่อชาวยิวที่มีชื่อเสียงเพื่อมาเติมเต็มตำแหน่งนี้ และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ชาวยิวอพยพไปยังประเทศที่มีอายุน้อยแห่งนี้

เดวิด เบน-กูเรียน นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ตัดสินใจเชิญนักวิทยาศาสตร์มาดำรงตำแหน่งนี้อีกครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดทันที

"มันทำให้ผมพึงพอใจ แต่ผมก็รู้สึกละอายด้วย"

อับบา อีบัน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐอเมริกา ติดต่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันซึ่งอาศัยอยู่ในเยอรมนีมาตั้งแต่ปี 1933 ซึ่งเป็นปีที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นสู่อำนาจและการกดขี่ข่มเหงชาวยิวในเยอรมนีได้เริ่มต้นขึ้น

อีบันเขียนจดหมายถึงไอน์สไตน์ในนามของเบน-กูเรียน นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในเวลานั้น

"อิสราเอลเป็นรัฐเล็ก ๆ ในมิติเชิงกายภาพ" เขาเขียนในจดหมาย "แต่มันสามารถบรรลุความยิ่งใหญ่ได้ เพราะเป็นตัวอย่างของประเพณีทางจิตวิญญาณและปัญญาอันสูงส่งที่ชาวยิวได้สร้างขึ้นด้วยหัวใจและความคิดอันดีงาม ทั้งในอดีตและในโลกสมัยใหม่"

ทูตอิสราเอลยังเน้นย้ำด้วยว่าไอน์สไตน์ไม่จำเป็นต้องละทิ้งสายอาชีพทางวิทยาศาสตร์ของเขา แต่ต้องย้ายจากเมืองนิวเจอร์ซีย์ที่เขาอาศัยอยู่ และมาทำงานในสถาบันการศึกษาขั้นสูงพรินซ์ตันในอิสราเอล

ไอน์สไตน์ซึ่งในตอนนั้นมีอายุ 73 ปี ตอบกลับจดหมายดังกล่าวอย่างสุภาพ ซึ่งดูเหมือนว่าจะพึงพอใจในคำเชิญ เพียงแต่ว่าเขาไม่อยากเริ่มต้นการผจญภัยอีกต่อไปแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้โต้แย้งว่า เขาไม่มีทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งดังกล่าว โดยคำพูดดังกล่าวถึกบันทึกไว้โดย โซเอฟ โรเซนครานซ์ ภัณฑารักษ์หอจดหมายเหตุไอน์สไตน์ของมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งนครเยรูซาเลม ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสือรวบรวมภาพถ่าย เอกสาร ชีวิตและผลงานของไอน์สไตน์ที่ชื่อว่า The Einstein Scrapbook ซึ่งมีจดหมายที่เขียนตอบโต้กัน รวมถึงรูปถ่ายส่วนตัวของนักฟิสิกส์ผู้นี้

Albert Einstein y David Ben-Gurión dándose la mano en Princeton

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เดวิด เบน-กูเรียน (ขวา) ต้องการอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ซ้าย) แต่ก็กลัวว่านักฟิสิกส์ผู้นี้จะกลายเป็นประธานาธิบดีของอิสราเอลจริง ๆ

"ผมรู้สึกซาบซึ้งต่อข้อเสนอจากรัฐอิสราเอลของเรา แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เสียใจและรู้สึกละอายที่ไม่อาจยอมรับข้อเสนอนี้ได้" ไอน์สไตน์เขียนตอบจดหมาย

"ทั้งชีวิตของผม ผมจัดการกับเรื่องที่เป็นวัตถุวิสัยเท่านั้น ดังนั้นผมจึงขาดทั้งความสามารถโดยธรรมชาติและประสบการณ์ในการจัดการกับผู้คน ไปจนถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการได้อย่างเหมาะสม"

"ด้วยเพียงเหตุผลดังกล่าวเพียงอย่างเดียว ผมก็ไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ในตำแหน่งระดับสูงเช่นนั้นได้ นอกจากนี้สถานการณ์เหล่านี้ยังทำให้ผมทุกข์ใจอย่างมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างผมกับชาวยิวนั้นกลายเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด นับตั้งแต่ผมตระหนักดีถึงสถานะที่ไม่มั่นคงของเรา ท่ามกลางประชาชาติต่าง ๆ ทั่วโลก"

จากข้อมูลของอลิซ คาลาไพรซ์ ผู้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับไอน์สไตน์ ระบุว่า เดวิด เบน-กูเรียน นายกฯ อิสราเอลในตอนนั้น รู้สึกโล่งใจอย่างมากที่ไอน์สไตน์ปฏิเสธคำเชิญดังกล่าว

"ผมกลัวว่าความตรงไปตรงมาของไอน์สไตน์ จะส่งผลต่อนโยบายที่อาจขัดกับมโนธรรมของเขา" อดีตนายกรัฐมนตรีเขียนไว้ในสารานุกรมไอน์สไตน์

เบน-กูเรียน ยังบอกกับยิตซัก นาวอน (ผู้ที่ต่อมาจะกลายเป็นประธานาธิบดีของอิสราเอลตั้งแต่ปี 1978-1983) ว่า "บอกผมด้วยว่าต้องทำอย่างไร หากเขาตอบตกลง"

"ผมต้องเสนอตำแหน่งให้เขา เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทำ แต่ถ้าหากเขายอมรับ เราจะมีปัญหา"

ไอน์สไตน์และอิสราเอล

ความจริงที่ว่าเขาไม่ยอมรับตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าไอน์ไสตน์ไม่ได้แยแสต่อทิศทางการเมืองของอิสราเอล ทว่ามันเป็นเรื่องตรงกันข้าม

มิเชล เกอร์แมน นักประวัติศาสตร์และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสหพันธรัฐรีโอ เด จาเนโร ซึ่งเป็นนักวิจัยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับลัทธิไซออนิสต์และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ บอกว่า "ไอน์สไตน์เป็นสมาชิกขบวนการไซออนิสต์ตั้งแต่ปี 1921 เขารักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่มีต่อไวซ์มันน์ ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนปีกซ้ายของลัทธิไซออนิสต์ที่สนับสนุนการสร้างสองรัฐชาติที่มีสิทธิเป็นของตนเองสำหรับชาวยิวและชาวอาหรับในปาเลสไตน์"

เป็นอีกครั้งที่จดหมายโต้ตอบของไอน์สไตน์ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งนี้

ในปี 1947 หลังจากอินเดียได้รับเอกราช นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ยังเขียนจดหมายถึงชวาหะร์ราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดียด้วย

เขาแสดงความยินดีกับความสำเร็จของอินเดียและแสดงความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนว่า "ผมยอมรับในอุดมการณ์ไซออนิสต์ เพราะผมเห็นแล้วว่ามันเป็นหนทางแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างชัดเจน"

ในปีถัดมา เมื่ออิสราเอลเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้น นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้อาจรู้สึกพึงพอใจหลังการต่อสู้ของไซออนิสต์อันยาวนานหลายทศวรรษเริ่มผลิดอกออกผล แต่เขาก็ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยกลุ่มประชากรอิสราเอลหัวรุนแรงกว่าด้วย

Estatua de Einstein en la Universidad Hebrea de Jerusalén

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ความสัมพันธ์ระหว่างไอน์สไตน์กับอิสราเอลนั้นใกล้ชิดกันมาก แม้กระทั่งก่อนจะได้รับเอกราช เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งนครเยรูซาเลม (ปี 1925) และมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสถาบันเทคเนียน (Technion) สถาบันเทคโนโลยีอิสราเอลซึ่งก่อตั้งในปี 1924

ในช่วงปลายปี 1948 ไอน์สไตน์และนักวิชาการชาวยิวคนอื่น ๆ ได้ร่วมกันเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เพื่อวิจารณ์การเยือนสหรัฐฯ ของนักการเมืองชื่อว่า เมนาเคม เบกิน

เบกินเป็นผู้นำของกลุ่มอิรากุน (Irgun) ซึ่งเป็นองค์กรติดอาวุธของไซออนิสต์ที่มีชื่อเสียงจากการก่อเหตุโจมตีชาวปาเลสไตน์และชาวอังกฤษ ในช่วงก่อนการก่อตั้งประเทศอิสราเอล

ในปีนั้น กลุ่มอิรากุนได้สังหารหมู่ชาวบ้านในหมู่บ้านเดียร์ ยัสซิน ใกล้นครเยรูซาเลม โดยมีพลเรือนชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตมากกว่า 100 คน ซึ่งมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก

ไม่นานหลังจากนั้น กลุ่มนี้ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อว่าเฮรุต (Herut แปลว่า "เสรีภาพ" ในภาษาฮีบรู)

"การเยือนสหรัฐฯ ของเมนาเคม เบกิน ผู้นำพรรคนี้ มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อสร้างภาพว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอิสราเอล" จดหมายจากไอน์สไตน์และกลุ่มนักวิชาการชาวยิวถึงนิวยอร์กไทมส์ ระบุ

ผู้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนตั้งแต่ย่อหน้าแรกเกี่ยวกับพรรคเฮรุตว่า "มีความใกล้เคียงทั้งในด้านโครงสร้าง วิธีการ ปรัชญาทางการเมือง และการดึงดูดทางสังคม ราวกับพรรคนาซีและฟาสซิสต์"

ในปี 2024 บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของฝ่ายซ้ายในบราซิลได้หยิบยกจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา จากพรรคแรงงาน เปรียบเทียบการกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซาซึ่งกำลังทำสงครามกับฮามาสว่า เหมือนกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือฮอโลคอสต์ (Holocaust)

เมื่อถูกนำมาใช้นอกบริบท ข้อโต้แย้งในจดหมายอาจทำให้เข้าใจได้ว่านักวิทยาศาสตร์ผู้นี้เป็นฝ่ายต่อต้านอิสราเอลขึ้นมาได้

"ไอน์สไตน์ถูกมองว่าเป็นทั้งนักวิจารณ์ รวมถึงในฐานะผู้สนับสนุนลัทธิไซออนิสต์และรัฐอิสราเอล ขึ้นอยู่กับวาระของผู้ที่ต้องการอ้างเขาเพื่อสนับสนุนจุดยืนของตนเอง" ริชาร์ด ครอกแคตต์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ กล่าวไว้ในหนังสือชื่อว่า Einstein and the Twentieth-Century Politics ("ไอน์สไตน์กับการเมืองในศตวรรษที่ 20")

สำหรับครอกแคตต์ องค์ประกอบพื้นฐานของวิสัยทัศน์ที่ไอน์สไตน์มีต่อสิ่งที่รัฐอิสราเอลควรเป็นนั้น เป็นกรอบความมุ่งมั่นที่ครอบคลุมคุณค่ากว้างขวางมากกว่าที่เป็นอยู่

"เหนือสิ่งอื่นใด คือ ความเกลียดชังชาตินิยมและความทุ่มเทต่อแนวคิดสากลนิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่คอยจำกัดขอบเขตของลัทธิไซออนิสต์ รวมถึงจุดยืนของเขาต่ออิสราเอลอยู่เสมอ" นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษผู้นี้อธิบาย

ทั้งนี้ นี่คือไอน์สไตน์คนเดียวกันที่เคยได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอิสราเอลในปี 1952

Billete israelí con retrato de Einstein

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไอน์สไตน์เสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมาหลังจากได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานาธิบดีของอิสราเอล ต่อมาในปี 1968 ทางรัฐบาลอิสราเอลจึงออกธนบัตรมูลค่า 5 ลีรา ซึ่งมีภาพเหมือนของเขาอยู่บนธนบัตร เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

"เจตนาอาจเป็นการสร้างความชอบธรรมในระดับนานาชาติให้แก่รัฐใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นจากสงครามนองเลือดเมื่อไม่กี่ปีก่อน" มิเชล เกอร์แมน นักประวัติศาสตร์จากบราซิลกล่าว โดยอ้างถึงความขัดแย้งในปี 1948–1949 ซึ่งอิสราเอลสามารถเอาชนะสันนิบาตอาหรับ และยึดครองพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งที่เคยถูกจัดสรรไว้สำหรับรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต

"คนทรยศ"

มิเชล เกอร์แมน นักประวัติศาสตร์จากบราซิล ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แม้ตำแหน่งประธานาธิบดีในอิสราเอลจะมีบทบาทในเชิงพิธีการมากกว่า แต่ก็เป็นตำแหน่งที่ "มีความเป็นการเมืองสูงมาก" ด้วย

"ไอน์สไตน์ไม่ได้ถูกเชิญเพียงเพราะเขาเป็นชาวยิว แต่เพราะเขามีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับขบวนการไซออนิสต์ และสนับสนุนการก่อตั้งรัฐอิสราเอล" เขากล่าว

เขายังเล่าย้อนด้วยว่า ชาวยิวผู้มีชื่อเสียงคนอื่น ๆ ก็เคยได้รับเชิญและยังคงได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนของอิสราเอลใน "ตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับภาพลักษณ์ของประเทศให้ดีขึ้น"

ตัวอย่างเช่นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 อดีตนายกรัฐมนตรี ชิมอน เปเรส เคยแย้งในการสัมภาษณ์ว่า อามอส ออซ ผู้เป็นนักเขียน ควรเข้าสู่แวดวงการเมือง

ศ.เกอร์แมนยังอธิบายต่อว่า ในปี 1952 กลุ่มที่ไอน์สไตน์เป็นสมาชิกซึ่งมีชื่อว่า บริต ชาลอม (Brit Shalom) แม้จะเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ก็ไม่เคยถูกโดดเดี่ยวจากสังคม

สมาชิกของกลุ่มนี้ประกอบด้วยนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมในระดับนานาชาติ เช่น ฮันนาห์ อาเรนต์ นักปรัชญา, มาร์ติน บูเบอร์ และ เกอร์ชอม โชเลม

และเป็นกลุ่มบริต ชาลอม นี่เองที่เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งนครเยรูซาเลม

แต่ในวันนี้ เกอร์แมนเชื่อว่าสมาชิกของกลุ่มถูกรัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันมองว่าเป็น "คนทรยศ" โดยชี้ว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ไม่เปิดพื้นที่ให้กับมุมมองที่แตกต่าง เช่น การสนับสนุนแนวทางสองรัฐ

"ใครจะเป็นไอน์สไตน์แห่งยุคของเรา ? ลองจินตนาการว่าคน ๆ นั้นที่ยอมรับตำแหน่งนี้ คือ อาดา โยนาท นักเคมีเจ้าของรางวัลโนเบล และเป็นผู้วิจารณ์การยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาในวันนี้อย่างนั้นหรือ ? ผมไม่คิดอย่างนั้น'"

หลังจากไอน์สไตน์ปฏิเสธตำแหน่งดังกล่าว บุคคลที่ได้เป็นประธานาธิบดีของอิสราเอลในปีนั้น คือ ยิตซัค เบน-ซวี นักประวัติศาสตร์

ส่วน เมนาเคม เบกิน นักการเมืองที่เคยเดินทางไปสหรัฐฯ และถูกนักวิทยาศาสตร์วิจารณ์ กลับมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในอิสราเอล

พรรคเฮรุตกลายเป็นพรรคอนุรักษนิยมหลักของอิสราเอลในหลายทศวรรษถัดมา ซึ่งในช่วงนั้นพรรคแรงงานเป็นฝ่ายครองอำนาจ

จากนั้นเบกินเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1977 และดำรงตำแหน่งจนถึงปี 1983

ห้าปีต่อมา พรรคเฮรุตถูกควบรวมเข้ากับพรรคฝ่ายขวาอีกพรรคหนึ่งคือ พรรคลิคุด (Likud) ซึ่งตั้งแต่ปี 2006 ผู้นำของพรรคนี้คือ นายเนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ จากการครองตำแหน่งถึง 3 สมัย ระยะเวลารวมกันเกือบ 18 ปี