ตำราเรียนเด็กมัธยมไทย เขียนถึง "คณะราษฎร" ต่างจากเมื่อ 5 ปีที่แล้วอย่างไรบ้าง

Reading 'Death Warrent' of Siam's Absolute Monarchy
Siamese Army official reading the people's party manifesto that spelled the doom of Siam's traditional absolute monarchy, one of the last to withstand the wave of post-war reform. Note the pleased expressions of the other Army officers who represent a large sector of the Army that combined with the Navy to bring about the 'peaceful' revolution curtailing the powers of the King Prajadkipok. Soldiers and sailors paraded through the streets announcing the change of Government.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายทหารอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือ การปฏิวัติสยาม ในเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิ.ย. 2475 โดยคณะนายทหารและพลเรือน ได้เปลี่ยนโฉมการปกครองประเทศมาถึงวันนี้ แต่เด็กรุ่นหลังรู้จักพวกเขาในเรื่องเล่า (narrative) แบบใด เมื่อเวลาผ่านล่วงไปเกือบศตวรรษ

กลุ่มผู้ก่อการเรียกตนเองว่า "คณะราษฎร" นำโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน), พันเอกพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน), พันตรีหลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) และ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์), ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี เป็นต้น

พวกเขาก่อการที่เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบการปกครองแบบใหม่ ซึ่งยังคงมีข้อถกเถียงในวงวิชาการว่าควรเรียกว่า "ระบอบการปกครองแบบมีรัฐธรรมนูญ" หรือ "ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"

การก่อการของพวกเขายังถูกเรียกด้วยคำหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ, การยึดอำนาจ, ไปจนถึง "การอภิวัฒน์" ซึ่งสื่อเป็นนัยว่าคือการเปลี่ยนแปลงอันก้าวหน้า

จากการสืบค้นของบีบีซีไทยพบว่า นักเรียนไทยจะเริ่มได้เรียนเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เมื่อพวกเขาเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2-3 ผ่านวิชาหน้าที่พลเรือน จากนั้นจึงได้เริ่มลงลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ผ่านวิชาประวัติศาสตร์ไทยชั้น ม.4-6

หนังสือเรียนของไทยมีหลากหลายสำนักพิมพ์ แต่ทั้งหมดต่างยึดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ

ในบทความนี้ บีบีซีไทยจะเน้นไปที่หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ไทยชั้น ม.4-6 ของกระทรวงการศึกษา (ศธ.) ที่จัดพิมพ์โดยองค์การค้าของ สกสค. ฉบับปี 2563 และฉบับปรับปรุงล่าสุดปี 2567 เท่านั้น โดยฉบับหลังสุดแก้ไขเพิ่มเติมจากฉบับก่อนหน้า

มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ปี 2475 และคณะราษฎรอย่างไรบ้าง ?

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เขียนไว้ในคำนำของหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ชั้น ม.4-6 ฉบับปี 2567 ว่าจากเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ได้แก่ การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และการเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว "เกิดการบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อเป็นเครื่องมือของขบวนการล้มล้างการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" รวมถึงการเข้ามามีอิทธิพลครั้งใหญ่ของมหาอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีเหตุการณ์อันเป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเพิ่มเติมหลายเหตุการณ์

ทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคมในเวลานั้น จึงมีนโยบายให้ดำเนินการส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยให้ถูกต้อง เหมาะสมและทันสมัย ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาหนังสือเรียนเล่มนี้ โดยโครงสร้างของเนื้อหาไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

.

ที่มาของภาพ, พรรคภูมิใจไทย

คำบรรยายภาพ, โลโก้พรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินล้วนเมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคกล่าวว่าทางพรรคยึดแนวทางจงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติมาอย่างยาวนาน "จนกระทั่งถูกเรียกว่า พรรคสีน้ำเงิน" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าได้รับการยอมรับจากสื่อและประชาชน

ในเนื้อหาหน่วยที่ 3 ว่าด้วยการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ว่าที่ร้อยตรีธนุระบุว่ามีการเพิ่มเติมเนื้อหาประวัติศาสตร์ร่วมสมัยมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนเข้าใจการวิวัฒน์และความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์ โดยเนื้อหาที่เพิ่มเติมเข้ามา ได้แก่ การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ "อันเป็นรากฐานการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน" ซึ่งปรากฏในท้ายบทที่ 5 เรื่องพื้นฐานประชาธิปไตยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

นายจีรวุฒิ (อุไรรัตน์) บุญรัศมี หนึ่งในคณะผู้เขียนหนังสือเรียนประวัติศาสตร์เล่มดังกล่าว และเป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาส่วนนี้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ต้องการเพิ่มเนื้อหาจากหลักฐานชั้นต้นที่ชี้ให้เห็นว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งตกทอดมายังปัจจุบัน ถูกปูพื้นฐานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6-7 ไม่ใช่โดยคณะราษฎร

"ถ้าเราไปเสิร์ชหา ทั่วไปก็จะให้เครดิตกับคณะราษฎรเป็นหลักว่า เพราะ พ.ร.บ.เทศบาลฉบับแรกออกปี 2476 ทำให้เครดิตเรื่องกระจายอำนาจไปตกอยู่กับคณะราษฎร แต่ความเป็นจริงแล้วในเอกสารชั้นต้นซึ่งจริง ๆ แล้ว เอกสารพวกนี้มีการคัดมาพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสืออยู่แล้ว เช่น หนังสือของศาสตราจารย์สนธิ เตชานันท์ เล่มปกเขียว"

เขากล่าวต่อว่าความพยายามในการกระจายอำนาจผ่านการปกครองท้องถิ่นของไทย ซึ่งตอนนั้นยังมีชื่อเรียกไม่เป็นอันที่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสุขาภิบาลหรือเทศบาล แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความพยายามในการตั้งหน่วยปกครองท้องถิ่นในลักษณะเอกเทศจากรัฐส่วนกลางมันเริ่มในยุคสมัยนี้ โดยเฉพาะรัชกาลที่ 6-7 มีความคืบหน้าอย่างมากจากการอ่านเอกสารชั้นต้น ซึ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พ.ร.บ.เทศบาลร่างเสร็จตั้งแต่ปี 2472-2473 และกำลังรอการเปรียบเทียบ พ.ร.บ.เทศบาลจากต่างประเทศเท่านั้น

"พอเกิดการปฏิรูป 2475 ขึ้น รัฐบาลใหม่ของคณะราษฎรก็แค่นำกฎหมายเดิมที่ยังเป็นแค่ร่างมาปรับบางส่วน แล้วก็ประกาศใช้ กลายเป็นว่าเครดิตตกเป็นของคณะราษฎร ผมก็อยาก balance (สร้างความสมดุล) โดยชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการของการปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะเทศบาล จริง ๆ แล้วมันสืบย้อนไปไกลตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะรัชกาลที่ 6-7" นายจีรวุฒิ บอก

นายจีรวุฒิเคยมีหนังสือประวัติศาสตร์ตีพิมพ์ เรื่อง ความจริงที่ไม่มีใครพูด กรณีสวรรคต ร.8 :หนังสือชุดจะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด ลำดับที่ 1 ซึ่งเขียนร่วมกับนายจิตรากร ตันโห นิสิตปริญญาเอกและปริญญาโท จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครองเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และจัดทำโดยมูลนิธิสยามรีกอเดอ

นอกจากนี้ เขายังมีความเชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ชายแดนใต้ ปัจจุบันเป็นนิสิตปริญญาเอกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และมีผลงานสื่อสารด้านประวัติศาสตร์ผ่านสื่อชื่อว่า "ฤๅ - Lue History" อยู่เนือง ๆ

.

ที่มาของภาพ, ศึกษาภัณฑ์, BBC THAI

คำบรรยายภาพ, หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ไทยชั้น ม.4-6 ของกระทรวงการศึกษา (ศธ.) ที่จัดพิมพ์โดยองค์การค้าของ สกสค. ฉบับปรับปรุงปี 2563 (ซ้าย) และฉบับปรับปรุงล่าสุดปี 2567 (ขวา)

ในหน้าคำนำของหนังสือ ว่าที่ร้อยตรีธนุยังบอกด้วยว่ามีการเพิ่มเติมเนื้อหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซึ่งอยู่ในเนื้อหาหน่วยที่ 3 ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ที่เพิ่งได้รับการเปิดเผย นั่นคือการทุจริตที่ดินพระคลังข้างที่ (สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ของคณะราษฎร ซึ่งปรากฏในบทที่ 6 ความก้าวหน้าและความล้มเหลวของการปกครองแบบประชาธิปไตย (พ.ศ.2475-2516) หน้า 110

"...ขุนนิรันดร (เสวก นีลัญชัย) นายทหารคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้นำที่ดินพระคลังข้างที่มาขายผ่อนให้กับบรรดาสมาชิกคณะราษฎรในราคาถูกเป็นจำนวนมาก ที่ดินของพระคลังข้างที่ที่นำมาถ่ายโอนกันในหมู่คณะราษฎรเหล่านี้มีมูลค่าในปัจจุบันนับแสนล้านบาท จนต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบและผลการสอบยืนยันว่ามีการทุจริต และทำให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในกรณีนี้ในสภาผู้แทนราษฎร จนนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล" เนื้อหาในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ชั้น ม.4-6 ของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับปรับปรุงปี 2567 ระบุ

พร้อมกันนี้ ยังมีการเพิ่มเชิงอรรถแนะนำให้ผู้เรียนสามารถหาอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ในหนังสือเรื่อง "ศึกชิงพระคลังข้างที่ 2475 จากปล้นราชทรัพย์ถึงคดีสวรรคต ร.8" ซึ่งเขียนโดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์เป็นผู้จัดพิมพ์ในปี 2564

ทั้งนี้ นายปานเทพเป็นหนึ่งในคณะผู้เขียนหนังสือเรียนเล่มนี้ด้วย ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งคณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นหนึ่งในแกนนำม็อบขับไล่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร หลังมีเหตุคลิปเสียงหลุดสมเด็จฮุน เซน จากปมพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา

บีบีซีไทยยังพบว่า มีการเพิ่มเติมเนื้อหาในประเด็นอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มบริบทของเหตุการณ์เข้ามาเพื่อให้นักเรียนเข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้นมากขึ้น แต่ก็มีบางเนื้อหาที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เช่น ในหน้า 101 ของฉบับปี 2567 ที่เขียนอธิบายสาเหตุการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ดังภาพที่ปรากฏต่อไปนี้

.

ที่มาของภาพ, กระทรวงศึกษาธิการ

คำบรรยายภาพ, เนื้อหาในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ไทยชั้น ม.4-6 ฉบับปรับปรุงปี 2567 ล่าสุด
.

ที่มาของภาพ, กระทรวงศึกษาธิการ

คำบรรยายภาพ, หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ไทยชั้น ม.4-6 ฉบับปรับปรุงปี 2563

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเติมเนื้อหาว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เกิดจากช่วงก่อนหน้าไม่นาน รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) มีความจำเป็นต้องตัดลดเงินเดือนข้าราชการและการดุลเอาข้าราชการออก เพื่อลดทอนรายจ่ายด้านงบประมาณ ประคับประคองสถานการณ์การคลังของประเทศที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ส่งผลให้บรรดาข้าราชการไม่พอใจอย่างมาก และเป็นเหตุผลสำคัญในการผลักดันให้คณะราษฎรทั้งสายข้าราชการและทหารตัดสินร่วมกันทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง "เพราะนโยบายนี้กระทบพวกเขาโดยตรง"

หัวข้อ "ช่วงการยึดอำนาจของคณะราษฎร" มีการเพิ่มเติมเนื้อหาว่ารัชกาลที่ 7 ทรงเตรียมการพระราชทานประชาธิปไตยให้กับปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว แต่ถูกคณะราษฎรยึดอำนาจเสียก่อน โดยพบว่าพระองค์ทรงให้พระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์) ที่ปรึกษาชาวอเมริกัน ร่างรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรสยามถวายในปี 2467 และโปรดฯ ให้พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ เนติบัณฑิตอังกฤษ และนายเรมอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ ผู้สำเร็จวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่างเอกสารเค้าโครงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง (An Outline of Changes in the Form of Government) แล้วด้วย

"ในปี 2475 ทรงนำร่างรัฐธรรมนูญและพระราชดำริในการพระราชทานประชาธิปไตยให้กับปวงชนชาวไทยเข้าในที่ประชุมอภิรัฐมนตรี แต่ทรงถูกคัดค้านเป็นอย่างมาก" เนื้อหาในหนังสือเรียน ระบุ

การช่วงชิงเรื่องเล่า (narrative) ในชั้นเรียน

.

ที่มาของภาพ, Siam's outline of preliminary draft of constitution, Francis Bowes Sayre (1926)

คำบรรยายภาพ, ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นโดยฟรานซิส บี แซร์ ระบุไว้ในมาตรา 1 ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพระมหากษัตริย์

นายธนวรรธน์ สุวรรณปาล ครูผู้สอนวิชาสังคม-ประวัติศาสตร์จาก รร.ราชดำริ ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งสื่อที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมในไทยบางสำนักแปะป้ายเขาว่าเป็น "ครูด้อมส้ม" ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เรื่องเล่า (narrative) ในหนังสือเรียนของไทยไม่ว่าจะเป็นของสำนักพิมพ์อะไรก็ตาม มักเล่าในเชิงไม่ต้องการให้เครดิตกับคณะราษฎรมากนัก ซึ่งเขาสังเกตว่าเป็นเช่นนี้มานานแล้วไม่ว่ารัฐบาลสมัยไหน โดยเนื้อหามักสื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงพร้อมให้ประชาธิปไตยกับประชาชนอยู่แล้ว แต่เกิดการยึดอำนาจโดยคณะราษฎรในปี 2475 เสียก่อน

"ในหนังสือเรียน ต่อให้เป็นฉบับใหม่ของกระทรวงฯ ที่เพิ่มรายละเอียดมากขึ้น ก็ไม่มีเล่มไหนที่พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของ บี.แซร์ นั้นไม่ได้เป็นประชาธิปไตย" เขากล่าว และอธิบายต่อว่าในร่างรัฐธรรมนูญของพระยากัลยาณไมตรี ระบุมาตรา 1 ไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์

ด้านนายจีรวุฒิแย้งว่าหากดูจากเอกสารชั้นต้นจะเห็นว่าจุดประสงค์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ "การเปลี่ยนแปลงจากระบอบเก่ามาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เพราะสมัยนั้นคำว่าประชาธิปไตย ยังไม่มี"

ทั้งนี้ ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ชั้น ม.4-6 ของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับปรับปรุงปี 2567 ระบุว่า "ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งปกครองประเทศไทยมานานหลายร้อยปี สิ้นสุดลง" เนื่องจากการยึดอำนาจของคณะราษฎรในปี 2475 ซึ่งประกาศยกเลิกระบอบเก่าและสถาปนาระบอบการปกครองแบบใหม่ "ซึ่งเรียกว่า 'ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือแบบมีรัฐธรรมนูญ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติแต่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ'"

https://library.stou.ac.th/2022/12/constitution-of-thailand-2475/

ที่มาของภาพ, ห้องสมุด มสธ.

คำบรรยายภาพ, เจ้าพระยาพิชัยญาติ ประธานรัฐสภา รับมอบรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ลงพระนามรับรอง

นายธนวรรธน์ยังชี้ให้เห็นความไม่ตรงไปตรงมาของเนื้อหาอื่น ๆ ในหนังสือเรียน เช่น เหตุการณ์กบฏบวรเดช พบว่าหนังสือเรียนยังหลีกเลี่ยงการอธิบายให้เห็นความพยายามของกลุ่มอำนาจเก่าที่พยายามต่อต้านการปฏิวัติ (counter-revolution movement) ของคณะราษฎร ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ในทัศนะของเขา อันส่งผลให้นักเรียนเข้าใจว่ากลุ่มกบฏลุกขึ้นมาต่อต้านคณะราษฎร เพราะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกล่วงละเมิดโดยที่รัฐบาลไม่สนใจปกป้องพระเกียรติยศ รวมถึงคณะราษฎรใช้อำนาจไปในทางเผด็จการ มุ่งรักษาอำนาจ และผลประโยชน์กลุ่มตน เป็นต้น

"ผมเพิ่งค้นพบว่าคำอธิบายว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และสิ้นสุดลงในปี 2475 ก็คือหนังสือของฉบับกระทรวงศึกษาธิการ" นายธนวรรธน์ กล่าว

"ซึ่งในความเข้าใจของผมและงานวิชาการหลายเล่ม รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์พึ่งถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งรวบอำนาจมาอยู่ที่กษัตริย์ ก่อนหน้านั้นกษัตริย์มีอำนาจสูงสุดก็จริง แต่มันเป็นระบบหัวเมือง แต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็คือการมีเขตแดนและรวบอำนาจมาอยู่ที่ส่วนกลาง"

ครูวิชาประวัติศาสตร์จากกรุงเทพฯ ผู้นี้ ชี้ให้เห็นด้วยว่าหากดูบริบทหนังสือเรียนของไทยในภาพรวม ไม่เพียงแค่เจาะจงช่วงเหตุการณ์ 2475 จะเห็นได้ว่าเรื่องเล่าของหนังสือเรียนประวัติศาสตร์มักปูทางให้เห็นว่า "ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีมาตั้งแต่เป็นสมัยสุโขทัย มันมีการวางรากฐานของประชาธิปไตยไว้อย่างไรบ้าง"

"ผมมองว่ามันเป็นคำอธิบายด้านเดียว เป็นราชาชาตินิยม แล้วมันมาหนุนเสริมชุดคำอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง" นายธนวรรธน์ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปรีดี พนมยงค์ (ซ้าย) และ จอมพล ป.พิบูลสงคราม (ขวา) หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร

ด้าน นายจีรวุฒิ บอกว่าหากศึกษางานประวัติศาสตร์นิพนธ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คำว่า "ราชาชาตินิยม" ปรากฏอยู่ในงานของนักวิชาการเพียงไม่กี่คน และคำ ๆ นี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

ศ.ดร.ธงชัย เคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยในปี 2562 ว่า "บ้านเราไม่ใช่ประชาชาติ เราเป็นราชาชาติ ถ้าชาตินิยมไทยก็ต้องบอกว่าเป็นราชาชาตินิยม เป็นชาตินิยมที่ต้องนับถือพระราชา"

"ผมคิดว่าแต่ละคน ยกเว้นอาจารย์ธงชัยเอง คงไม่ได้เข้าใจคำว่าราชาชาตินิยมตรงกันหมด แต่การที่เราพยายามเอา plot (โครงเรื่อง) ใด plot หนึ่งไปใส่ในคำนี้ ผลมันจะเกิดทันทีว่า 'อะไรล่ะที่ไม่ราชาชาตินิยม ?'" นายจีรวุฒิ กล่าว

"ถ้าเราบอกประวัติศาสตร์ชาติไทยมีลักษณะขวามาตลอด โปรเจ้า แต่ถ้าลองกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ไทยยุคเก่า ๆ เช่น ในยุคคณะราษฎร ผมคิดว่าโทนเรื่องก็ไม่ต่างกับประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่เราเรียกในปัจจุบัน เพราะว่าจอมพล ป. เอง โดยเฉพาะหลวงวิจิตรวาทการเองก็เป็นคนหนึ่งที่น่าจะใช้ผลประโยชน์จากการใช้คำปัจจุบัน 'ราชาชาตินิยม' ในการเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทย" หนึ่งในคณะผู้เขียนหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของ ศธ. อธิบาย

นายจีรวุฒิยังอธิบายต่อด้วยว่าการช่วงชิงคำอธิบาย 2475 เกิดขึ้นอยู่ตลอดในสังคมไทย ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์สากล เช่น กรีก โรมัน ที่ทุกวันนี้ก็ยังเกิดการช่วงชิงการให้ความหมายเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เนื่องจากทุกวันนี้มันคือประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiography) ซึ่งขึ้นอยู่กับการเล่าเรื่องโดยอาศัยข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ

"มีครั้งไหนบ้างที่ไม่เคยช่วงชิง สังเกตไหมว่าหลังจากวันที่ 24 มิ.ย. 2475 คำอธิบายเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 24 แม้แต่ในหมู่คณะราษฎรเองหรือแม้แต่ในคณะเจ้าเองก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เหตุการณ์วันนั้นจบลงก็จริง คือมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบเก่าไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ แต่การให้ความหมายของมัน มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ มันมีพลวัต"

เขายกตัวอย่างว่าช่วงที่คณะราษฎรมีอำนาจ แนวทางเรื่อง 2475 แบบนิยมเจ้าก็ถูกกดเอาไว้ แต่พอหลังสงครามโลกช่วงปี 2490 เป็นต้นมา แนวทางเรื่องเล่าแบบนิยมเจ้าก็เริ่มกลับมา โดยเฉพาะในช่วงยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

Thailand: Troops with a light tank on the streets of Bangkok after the democratic revolution or coup of 1932

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารพร้อมรถถังเบาบนถนนในกรุงเทพฯ หลังเกิดเหตุการณ์ 24 มิ.ย. 2475

บีบีซีไทยพบว่าในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ชั้น ม.4-6 ฉบับปี 2567 ยังแนะนำให้นักเรียนชมภาพยนตร์แอนิเมชัน เรื่อง 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง พิบูลยสวัสดี ซึ่งนายธนวรรธน์เห็นว่าเป็น "narrative ทิศทางเดียวกันกับหนังสือเรียนมากเกินไป" แม้หนังสือเรียนระบุด้วยว่าให้นักเรียนใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิพากษ์เหตุการณ์ที่นำเสนอในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องก็ตาม

ทั้งนี้ นายจีรวุฒิชี้แจงว่าตนเองรับผิดชอบแค่การปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนที่ทาง ศธ. ส่งมาเท่านั้น และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเนื้อหาช่วงกิจกรรมเสนอแนะดังกล่าว

"ประเด็นคือการสอนให้วิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์วิพากษ์ข้อมูลนั้น คุณต้องบอกให้ได้ว่าหลักฐานนี้มันอยู่ในมุมมองของใคร ใครได้ประโยชน์จากการที่คุณเชื่อตามหลักฐานนี้หรือข้อสรุปนี้" นายธรวรรธน์ กล่าวกับบีบีซีไทย และเห็นว่า "ไม่ควรให้ narrative ใด narrative หนึ่งในหนังสือเรียนมีอิทธิพลมากเกินไป"

อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่าหนังสือเรียนของ ศธ. เล่มนี้ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากมีราคาสูงกว่าสำนักพิมพ์อื่น ๆ ในท้องตลาดเกือบ 2 เท่า ทำให้ครูส่วนใหญ่เลือกใช้หนังสือของสำนักพิมพ์อื่นที่มีราคาย่อมเยากว่า และมีเนื้อหาตรงตามหลักสูตรของกระทรวงฯ เช่นกัน เพื่อให้การบริหารงบอุดหนุนค่าหัวนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทว่า หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของสำนักพิมพ์อื่น ๆ ก็ไม่ได้มีเรื่องเล่าต่างจากหนังสือเรียนของ ศธ. และแตกต่างกันเพียงรายละเอียดของตัวเหตุการณ์ รวมถึงน้ำหนักของมุมมองต่าง ๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ความท้าทายของการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยจึงอยู่ที่ว่า ไม่ใช่ครูทุกคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ แม้ต้องรับผิดชอบสอนวิชาดังกล่าวก็ตาม เนื่องจากครูในโรงเรียนรัฐส่วนมากต้องควบสอนหลายวิชาจากปัญหาจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาระงานของครูผู้สอนในโรงเรียนโดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็ก ดังนั้นจึงไม่อาจคาดหวังได้ว่าครูทุกคนจะหยิบยื่นเรื่องเล่า (narrative) อื่น ๆ ที่ต่างจากหนังสือเรียนได้

.

ที่มาของภาพ, Wikipedia, BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ภาพด้านซ้ายคือ หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญหรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "หมุดคณะราษฎร" ซึ่งถูกฝังไว้กับพื้นถนนลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2479 ถูกรายงานในปี 2560 ว่าสูญหายไป และภาพด้านขวา คือหมุดที่ถูกนำมาใส่ทดแทนในปีเดียวกัน

ครูวิชาประวัติศาสตร์ชั้น ม.3 ในกรุงเทพมหานคร บอกกับบีบีซีไทยต่อว่า โดยส่วนตัวเขาชี้แจงกับนักเรียนก่อนเสมอว่า จุดยืนของเขาต่อมุมมองเรื่อง 2475 เป็นเช่นไร เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าประวัติศาสตร์มีหลายเรื่องเล่า (narrative) ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ของผู้เรียนเองต่างหากว่าจะเชื่อหรือเอนเอียงไปทางเรื่องเล่าแบบไหน

ในชั้นเรียน เขารวบรวมหลักฐานชั้นต้นหลายชุดด้วยกัน เพื่อให้นักเรียนวิพากษ์ข้อถกเถียงเองว่า ประชาชนไม่มีความรู้ ไม่พร้อมกับการปกครองประชาธิปไตยจริงหรือไม่, พระมหากษัตริย์ทรงเตรียมพร้อมมอบอำนาจให้กับราษฎรอยู่แล้วจริงหรือไม่ รวมถึงการปฏิวัติเป็นความต้องการของคนกลุ่มเล็ก ๆ จริงหรือไม่

"สุดท้ายแล้ว คุณต้องอธิบายให้ได้ว่า narrative ที่ตัวเองเชื่อ มันนำไปสู่อะไร" เขากล่าว

"ถ้านักเรียนเข้าใจว่าการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา มันทําให้เสียงของประชาชนลดลง การรวมกลุ่มรวมตัวจัดตั้งของแรงงานของผู้คนต่าง ๆ อ่อนแอ ความเป็นประชาธิปไตยหรือการกระจายอํานาจมันอ่อนแอ ดังนั้นถ้าเราเชื่อว่าคนควรรวมกลุ่มกันเพื่อต่อรองได้ หรือคนควรมีสิทธิเสรีภาพ เราก็ไม่ควรสนับสนุนรัฐประหารอีกต่อไป จะเห็นว่าการเรียนประวัติศาสตร์มันทำให้เราฉายภาพภาพอนาคตได้"

"กลับมาที่ 2475 ว่าสุดท้ายคุณมองมุมไหน มันไม่ได้ถูกหรือผิด แต่ประเด็นคือบาง narrative มันนำไปสู่สังคมแบบไหน หรือความเข้าใจแบบไหน ?" นายธนวรรธน์ กล่าวทิ้งท้ายกับบีบีซีไทย