“ความผิดพลาดใหญ่หลวงครั้งหนึ่งในชีวิตของผม” เมื่อจดหมายของไอน์สไตน์นำโลกสู่ยุคระเบิดปรมาณู

ไอน์สไตน์

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เดบอราห์ นิคอลส์-ลี
    • Role, บีบีซีนิวส์

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 1939 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ของสหรัฐฯ ซึ่งต่อมาจดหมายฉบับนี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการแมนฮัตตัน” (Manhattan Project) รวมทั้งให้กำเนิดหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสำคัญสูงสุด และทรงพลังทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

เรื่องราวน่าทึ่งเกี่ยวกับการนำพลังงานปรมาณูที่มีอันตรายร้ายแรงมาใช้ ตามที่ปรากฏในภาพยนตร์ดัง “ออปเพนไฮเมอร์” (Oppenheimer) ซึ่งลงโรงฉายเมื่อปีที่แล้ว อาจกลายเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์แนวเพ้อฝันในทุกวันนี้ หากนักฟิสิกส์อัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ไม่ได้เขียนจดหมายความยาว 2 หน้ากระดาษฉบับนั้นขึ้น

“ผลงานวิจัยล่าสุดของวงการฟิสิกส์นิวเคลียร์ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า เราอาจจะเปลี่ยนยูเรเนียมให้กลายเป็นแหล่งพลังงานสำคัญแหล่งใหม่ได้” นี่คือข้อความตอนหนึ่งในจดหมายที่ร่างขึ้นมาด้วยเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งไอน์สไตน์ลงนามกับมือตนเองก่อนส่งตรงถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์ เขายังบอกในจดหมายนี้ด้วยว่า พลังงานชนิดใหม่จากยูเรเนียม “อาจนำไปใช้สร้างระเบิดที่ทรงพลังรุนแรงอย่างมหาศาลได้”

ไอน์สไตน์ยังแสดงความสงสัยในพฤติกรรมของเยอรมนี ซึ่งได้สั่งระงับการขายแร่ยูเรเนียมในดินแดนเช็กโกสโลวาเกียที่พวกนาซีเข้ายึดครอง ทำให้จดหมายฉบับนี้กลายเป็นแรงกระตุ้นผลักดันให้สหรัฐฯ เริ่มทำโครงการวิจัยลับสุดยอดมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อแข่งขันกับเยอรมนีในการสร้างอาวุธปรมาณูให้สำเร็จเป็นประเทศแรก

โครงการวิจัยลับดังกล่าวก็คือโครงการแมนฮัตตันที่กินเวลายาวนาน 3 ปี และมีโรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวเป็นหัวหน้า ซึ่งโครงการนี้ขับเคลื่อนสหรัฐฯ ให้ก้าวเข้าสู่ยุคนิวเคลียร์ และนำไปสู่การสร้างหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสำคัญสูงสุด และทรงพลังทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งก็คือระเบิดปรมาณูนั่นเอง

จดหมายลงวันที่ 2 ส.ค. 1939 มีข้อความบางตอนระบุว่า “บางแง่มุมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องเฝ้าจับตาดูเป็นพิเศษ”

ที่มาของภาพ, Christie's Images Ltd

คำบรรยายภาพ, จดหมายลงวันที่ 2 ส.ค. 1939 มีข้อความบางตอนระบุว่า “บางแง่มุมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องเฝ้าจับตาดูเป็นพิเศษ”

ในวันที่ 10 ก.ย. ที่จะถึงนี้ จดหมายอันทรงอิทธิพลฉบับสำคัญที่ไอน์สไตน์เขียนขึ้นโดยเลือกใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง จะถูกนำออกมาประมูลโดยบริษัทประมูลคริสตีส์ (Christie’s) ในนครนิวยอร์ก และคาดว่าจะสามารถทำเงินได้ถึงกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อันที่จริงแล้ว ไอน์สไตน์ได้ร่างจดหมายดังกล่าวขึ้นมาสองฉบับ ฉบับหนึ่งมีเนื้อความแบบย่นย่อสั้นกระชับ ซึ่งเป็นจดหมายที่คริสตีส์จะนำออกมาประมูลในครั้งนี้ ส่วนอีกฉบับหนึ่งเป็นจดหมายที่มีเนื้อหาลงลึกในรายละเอียด และมีข้อความค่อนข้างยาวกว่า ได้ถูกส่งไปยังทำเนียบขาวโดยไม่ผ่านระบบไปรษณีย์ และมีการส่งต่อถึงมือประธานาธิบดีรูสเวลต์โดยตรง ทำให้มันถูกเก็บรักษาไว้ในส่วนจัดแสดงถาวรของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ในหอสมุดแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ที่นครนิวยอร์กในปัจจุบัน

“ด้วยเหตุผลหลายประการ จดหมายนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของวิทยาการ เทคโนโลยี และมนุษยชาติ” ปีเตอร์ คลาร์เน็ต ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านหนังสือ รวมทั้งต้นฉบับและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทวีปอเมริกาของคริสตีส์ กล่าวกับบีบีซี “นี่ถือเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง ผ่านการลงทุนในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โครงการใหญ่ จดหมายของไอน์สไตน์คือจุดเริ่มต้น ที่เปิดโอกาสให้สหรัฐฯ ได้คว้าโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุคนั้นได้เต็มที่”

ดร. บรีน วิลค็อก ผู้อำนวยการหลักสูตรประจำภาควิชารัฐศาสตร์ ปรัชญา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยสวอนซีของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนและนักวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอเมริกา รวมทั้งประวัติศาสตร์นิวเคลียร์ แสดงความเห็นด้วยกับคำกล่าวของคลาร์เน็ต “บันทึกประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ซึ่งว่าด้วยที่มาของระเบิดปรมาณู มักเริ่มต้นด้วยการอภิปรายเนื้อหาของจดหมายฉบับนี้ ใจความของมันคือกุญแจสำคัญที่ผลักดันให้ประธานาธิบดีรูสเวลต์ต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง มูลนิธิ Atomic Heritage Foundation ถึงกับบรรยายว่า มันคือปัจจัยที่สำคัญยิ่งยวดต่อการกดดันให้รูสเวลต์ดำเนินโครงการวิจัยปรมาณู”

ไอน์สไตน์เขียนจดหมายเตือนเรื่องพลังนิวเคลียร์ถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์ ด้วยความช่วยเหลือของลีโอ ซีลาร์ด

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไอน์สไตน์เขียนจดหมายเตือนเรื่องพลังนิวเคลียร์ถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์ ด้วยความช่วยเหลือของลีโอ ซีลาร์ด

ภาพยนตร์เรื่อง “ออปเพนไฮเมอร์” ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์นั้น สร้างจากเรื่องจริงของโครงการแมนฮัตตัน โดยได้กล่าวถึงจดหมายของไอน์สไตน์ ในฉากที่ออปเพนไฮเมอร์สนทนากับเออร์เนสต์ ลอว์เรนซ์ นักฟิสิกส์อีกผู้หนึ่งด้วย คลาร์เน็ตคาดว่าฉากในภาพยนตร์ดังเรื่องนี้ จะช่วยให้มีผู้สนใจการประมูลจดหมายฉบับจริงดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น “อันที่จริงจดหมายนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประชานิยมมาตั้งแต่ปี 1945 แล้ว ดังนั้นมันจึงมีสถานะที่สำคัญมาก่อนยุคที่ภาพยนตร์ออปเพนไฮเมอร์ออกฉาย แต่ผมมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ช่วยแนะนำมันให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก”

คลาร์เน็ตยังบอกว่าไอน์สไตน์นั้นเป็นเหมือน “ตัวละครในตำนาน” สำหรับวัฒนธรรมประชานิยมร่วมสมัย ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องออปเพนไฮเมอร์ ตัวละครที่สวมบทบาทไอน์สไตน์นั้นมีความลึกลับน่าทึ่งที่ว่าอยู่จริง โดยจะแสดงตัวเป็นเพียงคนวงนอกที่ไม่มีบทบาทหลักในการเดินเรื่อง คล้ายกับนักแสดงรับเชิญที่แฟนภาพยนตร์รอคอยให้ปรากฏตัวเพียงครู่เดียวก็เพียงพอ ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวตนของไอน์สไตน์ถูกเปิดเผยออกมาในขณะที่หมวกถูกลมพัดไป เผยให้เห็นผมขาวยุ่งเหยิงอันเป็นเอกลักษณ์ที่คนทั้งโลกจดจำได้

แม้สมการ E = mc2 ของไอน์สไตน์ ช่วยอธิบายหลักการที่พลังงานจะถูกปลดปล่อยออกมาในปฏิกิริยานิวเคลียร์ และปูทางไปสู่การประยุกต์ใช้ในวิถีที่ชั่วร้าย แต่บทบาทของเขาในการสร้างระเบิดปรมาณูนั้น ถูกทำให้มีความสำคัญเกินจริงในภาพยนตร์เรื่องออปเพนไฮเมอร์ เช่นฉากจบอันโดดเด่นที่ไอน์สไตน์และออปเพนไฮเมอร์สนทนากันนั้น คลาร์เน็ตบอกว่าบทสนทนาในฉากดังกล่าว “เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี” โดยฉากนั้นออปเพนไฮเมอร์กล่าวว่า “ตอนที่ผมมาหาคุณด้วยผลคำนวณเหล่านั้น พวกเราคิดว่าอาจจะได้เป็นผู้จุดชนวนปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่จะทำลายล้างโลกทั้งใบ”

ไอน์สไตน์เป็นผู้ที่มีทัศนะทางการเมืองเอียงซ้าย ซ้ำยังเติบโตมาในประเทศเยอรมนีอีกด้วย ทำให้เขาตกเป็นที่ระแวงสงสัยของค่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งคลาร์เน็ตบอกว่าเรื่องนี้ทำให้เขา “ไม่ผ่านการตรวจสอบด้านความมั่นคง” ที่รับรองบุคคลว่ามีความน่าเชื่อถือพอจะเข้าถึงข้อมูลในโครงการลับได้ นอกจากนี้ ไอน์สไตน์ซึ่งเป็นนักรณรงค์เพื่อสันติภาพตัวยง ยังจงใจปลีกตัวออกห่างจากโครงการแมนฮัตตัน และเน้นย้ำอยู่เสมอว่าบทบาทของเขาในการสร้างระเบิดปรมาณู โดยเป็นผู้ค้นพบวิธีปลดปล่อยพลังงานจากภายในอะตอมนั้น “ออกจะเป็นการมีส่วนร่วมโดยอ้อม” เท่านั้น

หากจะมีใครสักคนเป็นผู้ผลักดันการสร้างระเบิดปรมาณูที่แท้จริง เขาคนนั้นคือลีโอ ซีลาร์ด (Leo Szilard) อดีตนักศึกษาผู้หนึ่งของไอน์สไตน์ ซีลาร์ดคือคนที่ใช้ดินสอเขียนข้อความว่า “ต้นฉบับที่ไม่ได้ส่ง” ลงในจดหมายที่คริสตีส์กำลังจะนำออกประมูล ซึ่งทางคริสตีส์เชื่อว่าจดหมายนี้อยู่ในความครอบครองของซีลาร์ด จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี 1964 ซีลาร์ดซึ่งเกิดในฮังการีและไอน์สไตน์ซึ่งเกิดที่เยอรมนีต่างก็เป็นชาวยิวทั้งคู่ ทั้งสองลี้ภัยนาซีมายังสหรัฐฯ และเข้าใจดีว่าเยอรมนีเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพโลกเพียงใด

ซีลาร์ดซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายฮังกาเรียน สร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบลูกโซ่ได้สำเร็จในปี 1933 และจดสิทธิบัตรต้นแบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชั่นในปีต่อมา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ซีลาร์ดซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายฮังกาเรียน สร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบลูกโซ่ได้สำเร็จในปี 1933 และจดสิทธิบัตรต้นแบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชั่นในปีต่อมา

การส่งจดหมายเตือนภัยนิวเคลียร์ที่นาซีอาจก่อขึ้นให้กับผู้นำสหรัฐฯ เป็นความคิดริเริ่มของซีลาร์ด แต่เขาต้องการให้ไอน์สไตน์เป็นผู้เขียนและลงนามในจดหมายนี้ เพราะอาจารย์ของเขามีชื่อเสียงและเป็นที่ยกย่องนับถือในวงกว้างมากกว่า โดยหลังจากที่ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1921 เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่เป็นเสมือนตัวแทนของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งคลาร์เน็ตบอกว่า “เขาทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในแบบที่คนอื่นไม่อาจเทียบได้” แม้ดูเหมือนว่าจะมีคนพยายามเตือนเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันกับประธานาธิบดีรูสเวลต์แล้ว ในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น แต่จู่ ๆ ก็มีคนเปิดประตูเข้ามา แล้วยื่นจดหมายที่เป็นคำแนะนำจากไอน์สไตน์ให้กับคุณ นั่นจะสร้างความประทับใจได้มากกว่า

ในวันที่ 16 ก.ค. 1945 ผู้เข้าชมการทดสอบต้นแบบระเบิดปรมาณู หรือที่เรียกกันเป็นรหัสลับว่า the gadget ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่ผ่านการตรวจสอบด้านความมั่นคงมาเรียบร้อยแล้ว เริ่มสวมแว่นป้องกันสายตา ก่อนจะได้เห็นภาพการทดสอบที่ประสบความสำเร็จ โดยอาวุธดังกล่าวระเบิดขึ้นด้วยพลังรุนแรงตามที่คาดไว้ ในใจกลางทะเลทรายแห่งหนึ่งของรัฐนิวเม็กซิโก ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน เขียนลงในบันทึกประจำวันส่วนตัวของเขาว่า “เราได้ค้นพบระเบิดที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์โลกแล้ว”

ในช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีได้ยอมจำนนแต่ญี่ปุ่นยังคงยืนกรานทำสงครามต่อไป จนทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ เกิดความคิดว่า หากโจมตีเมืองท่าฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่น ด้วยพลังระเบิดที่รุนแรงมหาศาลอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน อาจเร่งให้สงครามยุติลงเร็วขึ้นได้ และแม้ว่าซีลาร์ดจะยื่นหนังสือทักท้วงหนึ่งวันหลังการทดสอบต้นแบบระเบิดปรมาณู โดยแนะนำให้ลองชักชวนให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ก่อนจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด แต่หนังสือดังกล่าวไปถึงมือผู้มีอำนาจไม่ทันเวลา

ในวันที่ 6 ส.ค. ของปีเดียวกัน ระเบิดปรมาณูที่มีชื่อเป็นรหัสว่า “เด็กชายตัวน้อย” (Little Boy) ถูกหย่อนลงเหนือเมืองฮิโรชิมา ในขณะที่ “ชายอ้วน” (Fat Man) ถูกจุดชนวนให้ระเบิดกลางอากาศเหนือเมืองนางาซากิในวันที่ 9 ส.ค. ประมาณการกันว่ามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บราว 200,000 ราย และมีผู้คนจำนวนมากกว่านั้นต้องเสียชีวิตลงในหลายปีต่อมา จากผลข้างเคียงของกัมมันตภาพรังสี และนี่คือเหตุการณ์เดียวในประวัติศาสตร์โลกที่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยตรงในสงคราม

ต่อคำถามคาใจที่ว่า จริงหรือไม่ที่โครงการแมนฮัตตันจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีจดหมายของไอน์สไตน์ในตอนแรก ? เรื่องนี้ดร. วิลค็อกบอกว่าตอบยากมาก เพราะในตอนนั้นอังกฤษเองก็ “พยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้อเมริกาสนับสนุนโครงการวิจัยที่ใหญ่กว่าเดิม” โดยในรายงาน MAUD ที่รัฐบาลอังกฤษเป็นผู้นำในการจัดทำเมื่อปี 1941 ระบุว่าการศึกษาความเป็นไปได้ของอาวุธนิวเคลียร์นั้น “จำเป็นอย่างยิ่งต่อการผลักดันให้งานวิจัยของชาวอเมริกันเกิดการพัฒนา”

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม จดหมายของไอน์สไตน์น่าจะมีส่วนช่วยเร่งกระบวนการข้างต้นไม่มากก็น้อย หากปราศจากจดหมายอันทรงอิทธิพลฉบับนี้แล้ว ดร.วิลค็อกมองว่า โครงการพัฒนาระเบิดปรมาณูอาจต้องล่าช้าออกไป “และแน่นอนมันหมายความว่า สหรัฐฯ จะไม่มีระเบิดปรมาณูที่พร้อมใช้งาน ในช่วงฤดูร้อนของปี 1945”

สถานีโทรทัศน์ NBC ของสหรัฐฯ บันทึกการบรรยายที่กล่าวต่อต้านระเบิดไฮโดรเจนของไอน์สไตน์ ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เมื่อปี 1950

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สถานีโทรทัศน์ NBC ของสหรัฐฯ บันทึกการบรรยายที่กล่าวต่อต้านระเบิดไฮโดรเจนของไอน์สไตน์ ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เมื่อปี 1950

ตัวของไอน์สไตน์เองนั้น รู้สึกเสียใจต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากจดหมายปี 1939 ของเขามาก โดยต่อมาในปี 1946 เขาได้เข้าร่วมก่อตั้ง “คณะกรรมการฉุกเฉินของนักวิทยาศาสตร์ปรมาณู” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้คนตระหนักถึงอันตรายของสงครามนิวเคลียร์ รวมทั้งเสนอทางเลือกไปสู่สันติภาพโลก

เขายังให้สัมภาษณ์กับนิตยสารนิวส์วีกในปี 1947 โดยมีการตีพิมพ์เนื้อหาดังกล่าวในบทความที่พาดหัวว่า “ไอน์สไตน์ ชายผู้เริ่มต้นมันทั้งหมด” ซึ่งเขาได้เอ่ยว่า “หากผมรู้ว่าพวกเยอรมันจะพัฒนาระเบิดปรมาณูไม่สำเร็จ ผมคงไม่ลงมือทำอะไรเพื่อระเบิดนี้เลย” ปัจจุบันแม้เยอรมนีจะมีความรู้ทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ดี แต่ก็ยังคงเป็นประเทศที่ไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ไอน์สไตน์ได้ทุ่มเทและอุทิศชีวิตที่เหลืออยู่ให้กับการรณรงค์ปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยเขากล่าวกับไลนัส พอลิง นักเคมีรางวัลโนเบลเมื่อปี 1954 ว่าจดหมายที่เขาส่งถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์นั้น ถือเป็น “ความผิดพลาดใหญ่หลวงครั้งหนึ่งในชีวิตของผม”

ระเบิดปรมาณูนั้นเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม และนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก ซึ่งยังคงส่งผลต่อการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในทุกวันนี้ โดยปัจจุบันมีอยู่ 9 ประเทศที่เป็นผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “มันยังคงเป็นปัญหาของโลกยุคนี้ มันเป็นเหมือนเงาดำที่ทาบทับมนุษยชาติ” คลาร์เน็ตกล่าว “จดหมายของไอน์สไตน์คือเครื่องกระตุ้นเตือนให้เราระลึกได้ว่า สังคมโลกยุคใหม่มาจากไหน และเรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร”

ในเดือนก.ค. ปี 1955 ไอน์สไตน์ได้ลงนามอีกครั้งใน “ประกาศเจตนารมณ์รัสเซลล์-ไอน์สไตน์” (Russell-Einstein Manifesto) ซึ่งเป็นแนวทางเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ ที่เขียนขึ้นโดยเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ นักปรัชญาชื่อก้องโลก โดยไอน์สไตน์ให้การรับรองสนับสนุนแนวทางของรัสเซลล์ ก่อนมรณกรรมของเขาจะมาถึงเพียงสัปดาห์เดียว

“เราขอวิงวอนในฐานะมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน จงระลึกถึงมนุษยชาติของท่านไว้ก่อนเสมอและลืมเรื่องที่เหลือทั้งหมด หากท่านทำได้เช่นนี้ หนทางสู่สวรรค์แห่งใหม่จะเปิดออกให้แก่ท่าน แต่หากท่านทำไม่ได้ ภยันตรายที่ทุกคนจะต้องตายกันหมดจะปรากฏอยู่ตรงหน้าแทน”