เกิดอะไรขึ้นกับสมองของเรา เมื่อต้องรับมือกับอารมณ์ที่ขัดแย้งกันในเวลาเดียวกัน ?

นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า มนุษย์ไม่ได้รับรู้อารมณ์ที่ขัดแย้งกันในเวลาเดียวกัน แต่เรากลับมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระหว่างอารมณ์หนึ่งกับอีกอารมณ์หนึ่งแทน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า มนุษย์ไม่ได้รับรู้อารมณ์ที่ขัดแย้งกันในเวลาเดียวกัน แต่เรากลับมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระหว่างอารมณ์หนึ่งกับอีกอารมณ์หนึ่งแทน
    • Author, แอนโธนี เจียนนี วัคคาโร
    • Role, บีบีซี แผนกภาษาโปรตุเกส

ผู้ปกครองจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกในแต่ละปี

การเปลี่ยนผ่านเช่นนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกหลากหลายราวกับพายุหมุน ทั้งความเจ็บปวดจากการพลัดพราก ความโศกเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของครอบครัว ความไม่แน่นอนต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีความภาคภูมิใจที่ได้เห็นลูก ๆ ก้าวเดินสู่อิสรภาพ

บางคนอาจบรรยายช่วงเวลาแห่งการลาจาก ว่าทั้งสุขและเศร้าพร้อม ๆ กัน หรือรู้สึกสับสน มีอารมณ์มากมายผสมปนเปกัน

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากผมถามคุณว่า คุณรู้สึกอย่างไร จากระดับ 1 ถึง 9 โดยที่ 1 คือแง่ลบที่สุด และ 9 คือแง่บวกที่สุด คุณจะตอบอย่างไร

คำถามเช่นนี้อาจดูจะไร้เหตุผลในบริบทแบบนี้ เพราะเราจะวัดอารมณ์ที่ผสมกันทั้งดีและร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร

ถึงอย่างนั้น นักวิจัยด้านจิตวิทยาก็มักใช้มาตรวัดแบบนี้ในการประเมินความรู้สึกในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พวกเขามองว่าอารมณ์มีทั้งด้านบวกหรือลบ แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้พร้อม ๆ กัน

ผมเป็นนักประสาทวิทยาที่ศึกษาว่า สมองรับรู้และประมวลผลอารมณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างไร คำถามคือ มนุษย์รู้สึกทั้งสุขและเศร้าได้พร้อมกันจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว เราแค่สลับความรู้สึกไปมาระหว่างสองขั้วนี้กันแน่

อารมณ์ส่งผลอะไรบ้างกับคุณ ?

นักวิทยาศาสตร์มักนิยามว่าอารมณ์คือ สภาวะของสมองและร่างกายที่กระตุ้นให้มนุษย์เคลื่อนไหว "เข้าใกล้" หรือ "หลีกเลี่ยง" สิ่งต่าง ๆ โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนจะมองว่า อารมณ์มีสถานะเป็นบวกหรือลบ

เช่น หากคุณเดินอยู่ในป่าแล้วเจอหมี การหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น ทำให้คุณเกิดแรงกระตุ้นอยากวิ่งหนี การตอบสนองเช่นนี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจในแบบที่รักษาชีวิตไว้ได้

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะเรียกปฏิกิริยานี้ว่า "ความกลัว"

ในทำนองเดียวกัน ความรู้สึกอบอุ่นใจต่อคนที่เรารักสามารถกระตุ้นให้เราอยากอยู่ใกล้และดูแลพวกเขา ซึ่งช่วยเสริมสร้างเครือข่ายทางสังคมและระบบสนับสนุนของเราให้แข็งแรงขึ้น

แนวคิด "เข้าใกล้-หลีกเลี่ยง" (approach-avoidance) นี้ช่วยอธิบายว่า อารมณ์ได้รับการวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่ออะไร และส่งผลต่อการตัดสินใจของมนุษย์อย่างไร นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากใช้แนวคิดนี้เป็นหลักในการศึกษาชีววิทยาที่อยู่เบื้องหลังอารมณ์

แต่ในกรณีของอารมณ์ที่ขัดแย้งกัน แนวคิดนี้กลับใช้ไม่ได้ เพราะถ้าระบบทางชีววิทยาที่มีทิศทางตรงข้ามกันสามารถยับยั้งซึ่งกันและกัน และหากอารมณ์เป็นกระบวนการทางชีววิทยาเช่นกัน ก็จะหมายความว่า มนุษย์ไม่สามารถรู้สึกถึงอารมณ์ตรงข้ามกันได้ในเวลาเดียวกันได้

ตามเหตุผลข้อนี้ จึงดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะรู้สึกถึงสองอารมณ์ที่ขัดแย้งกันในขณะเดียวกัน และน่าจะต้องสลับความรู้สึกจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่งแทน

นับตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์เริ่มเสนอทฤษฎีว่าด้วยพื้นฐานทางชีววิทยาของอารมณ์ เราก็มักจะทำความเข้าใจอารมณ์ที่ขัดแย้งกันด้วยวิธีคิดเช่นนี้มาตลอด

ไขความลับทางชีววิทยาของอารมณ์ที่ขัดแย้งกัน

ความภูมิใจ ความรัก และความเศร้า มักปะปนกันตอนที่พ่อแม่พาลูก ๆ ไปเรียนมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของอารมณ์ที่ขัดแย้งกันซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ความภูมิใจ ความรัก และความเศร้า มักปะปนกันตอนที่พ่อแม่พาลูก ๆ ไปเรียนมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของอารมณ์ที่ขัดแย้งกันซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน

มาตรฐานวิธีการประเมินอารมณ์ในปัจจุบันยังคงมองว่า อารมณ์บวกและลบอยู่คนละขั้วของสเปกตรัม แต่ผลการวิจัยหลายชิ้นกลับพบว่า ผู้เข้าร่วมการศึกษา มักรายงานว่าตนเองรู้สึกขัดแย้งในอารมณ์อยู่บ่อยครั้ง

ตัวอย่างเช่น ผู้คนจากวัฒนธรรมต่าง ๆ มักมีประสบการณ์ร่วมกันในการรู้สึกทั้งโหยหาและตื่นตะลึง ในลักษณะที่มีทั้งอารมณ์บวกและลบเกิดขึ้นพร้อมกัน

กลุ่มนักวิจัยกลุ่มหนึ่งพบว่า ปฏิกิริยาทางสรีรวิทยา เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ และการนำไฟฟ้าของผิวหนังของอาสาสมัคร แสดงรูปแบบเฉพาะที่แตกต่างออกไปในสถานการณ์ที่ทั้งน่าขำและไม่น่าพึงใจ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่มีเพียงประเภทใดประเภทหนึ่งอย่างเดียว

กล่าวคือ ปฏิกิริยาทางกายต่อสิ่งที่ตลกและไม่พึงประสงค์สามารถเกิดขึ้นพร้อมกัน จนกลายเป็น อารมณ์ผสมรูปแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม มีข้อค้นพบที่ดูขัดแย้งกันอยู่ เมื่อมีการใช้เทคนิคการถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (functional magnetic resonance imaging - fMRI) เพื่อศึกษาการตอบสนองของสมองต่ออารมณ์ด้านลบ พวกเขาพบว่า กิจกรรมของสมองไม่ได้แสดงรูปแบบที่แตกต่างจากความไม่พึงพอใจเพียงอย่างเดียว

สภาวะสมองของผู้ที่รายงานว่า ตนเองรู้สึกเบื่อและขบขันในเวลาเดียวกัน กลับเหมือนกับภาวะสมองของผู้ที่รู้สึกเบื่อหน่ายเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ลักษณะที่บ่งชี้ถึงอารมณ์ผสมแบบใหม่

งานวิจัยพบว่า ขณะเผชิญประสบการณ์ที่ทั้งไม่น่าพอใจและน่ารื่นรมย์ในเวลาเดียวกัน สมองจะแสดงรูปแบบการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, งานวิจัยพบว่า ขณะเผชิญประสบการณ์ที่ทั้งไม่น่าพอใจและน่ารื่นรมย์ในเวลาเดียวกัน สมองจะแสดงรูปแบบการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์

แต่งานวิจัยที่ใช้ fMRI มาร่วมในการศึกษา มักประเมินผลอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยของกิจกรรมสมองในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเก็บข้อมูลจากคนจำนวนมาก

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เรากำลังประสบ 'อารมณ์ผสมจริง ๆ' หรือแค่กำลังสลับอารมณ์ในด้านบวกและด้านลบไปมา และนั่นขึ้นอยู่กับว่าสมองกำลังทำงานอย่างไรตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

เป็นไปได้ที่เมื่อพิจารณาจากกิจกรรมของสมองโดยเฉลี่ยในเวลาช่วงต่าง ๆ อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นรูปแบบที่ดูเหมือนเป็นอารมณ์หนึ่ง ๆ มาก ซึ่งในกรณีนี้ คือ อารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่ไม่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือคงเดิมของกิจกรรมจากวินาทีหนึ่งไปสู่อีกวินาทีหนึ่ง

เมื่อสมองเผชิญอารมณ์ตรงข้ามพร้อมกัน

เพื่อสำรวจความเป็นไปได้นี้ ผมจึงจัดทำการศึกษาเพื่อดูว่าการมีความรู้สึกหลากหลายอารมณ์พร้อมกันเกี่ยวข้องกับสภาวะสมองที่คงที่เพียงหนึ่งเดียวตลอดช่วงเวลาหรือไม่

ในระหว่างที่อยู่ในเครื่องสแกนสมอง MRI ผู้เข้าร่วมการทดลองได้ชมภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดสั้น ซึ่งมีทั้งความสุขและความเศร้าผสมกัน ภาพยนตร์เล่าเรื่องของหญิงสาวที่ต่อสู้ตลอดชีวิตเพื่อเป็นนักบินอวกาศ โดยมีพ่อเป็นผู้สนับสนุนอยู่เคียงข้าง และเผยให้ผู้ร่วมการทดลองทราบอีกว่า พ่อของเธอเสียชีวิตในตอนท้าย

หลังจากบันทึกภาพสมองเสร็จสิ้น ผู้เข้าร่วมกลุ่มเดิมได้ชมวิดีโออีกครั้ง และระบุช่วงเวลาที่พวกเขารู้สึกในแง่บวก แง่ลบ และอารมณ์ที่ขัดแย้งกัน

บริเวณคอร์เทกซ์ซิงกูเลตส่วนหน้า (ซึ่งแสดงไว้ในภาพประกอบ) มีบทบาทสำคัญในการประมวลผลความขัดแย้งและความไม่แน่นอน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บริเวณคอร์เทกซ์ซิงกูเลตส่วนหน้า (ซึ่งแสดงไว้ในภาพประกอบ) มีบทบาทสำคัญในการประมวลผลความขัดแย้งและความไม่แน่นอน

ผมและเพื่อนร่วมวิจัยได้ข้อสรุปว่า อารมณ์ที่ขัดแย้งกันไม่ได้แสดงรูปแบบเฉพาะที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในสมองส่วนลึก เช่น อะมิกดาลา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อเรื่องที่กระทบอารมณ์

ที่น่าประหลาดใจก็คือ คอร์เทกซ์อินซูลาร์ ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างสมองส่วนลึกกับคอร์เทกซ์ กลับแสดงรูปแบบเฉพาะสำหรับอารมณ์บวกและลบอย่างชัดเจน แต่ไม่พบรูปแบบเฉพาะเมื่อเกิดอารมณ์ผสม

เราตีความว่าบริเวณอย่างอะมิกดาลาและคอร์เทกซ์อินซูลาร์นั้นมีหน้าที่แยกแยะอารมณ์บวกหรือลบอย่างชัดเจน

แต่เราพบรูปแบบเฉพาะที่สม่ำเสมอในสมองชั้นนอก เช่น คอร์เทกซ์ซิงกูเลตส่วนหน้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประมวลผลความขัดแย้งและความไม่แน่นอน และเวนโตรมีเดียลพรีฟรอนทอลคอร์เทกซ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมตนเองและการคิดอย่างซับซ้อน

บริเวณสมองชั้นนอกเหล่านี้ ซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ดูเหมือนจะสามารถแทนค่าภาวะทางอารมณ์ที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้ และเปิดโอกาสให้มนุษย์รู้สึกถึงอารมณ์ที่ขัดแย้งกันได้ในเวลาเดียวกัน

บริเวณสมองอย่างคอร์เทกซ์ซิงกูเลตและเวนโตรมีเดียลพรีฟรอนทอลคอร์เทกซ์ทำหน้าที่ผสานข้อมูลจากหลายแหล่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการเกิดและประมวลผลอารมณ์ที่ขัดแย้งกัน

ผลการศึกษาของเราสอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านพัฒนาการทางอารมณ์ในสมอง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า เด็กมักเริ่มเข้าใจหรือสามารถแสดงออกถึงอารมณ์ที่ขัดแย้งกันได้ก็ต่อเมื่อเข้าสู่วัยเด็กตอนปลายแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่สมองบริเวณเหล่านี้เริ่มพัฒนาเต็มที่และสามารถจัดการกับอารมณ์ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น

เด็กมักเริ่มเข้าใจหรือสามารถแสดงออกถึงอารมณ์ที่ขัดแย้งกันได้ก็ต่อเมื่อเข้าสู่วัยเด็กตอนปลายแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เด็กมักเริ่มเข้าใจหรือสามารถแสดงออกถึงอารมณ์ที่ขัดแย้งกันได้ก็ต่อเมื่อเข้าสู่วัยเด็กตอนปลายแล้ว

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ?

การศึกษานี้เผยให้เห็นสิ่งใหม่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างอารมณ์ที่ซับซ้อนในสมอง แต่ก็ยังมีประเด็นอีกมากที่เราต้องเรียนรู้ต่อไป

อารมณ์ที่ขัดแย้งกันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ส่วนหนึ่งเพราะมันอาจมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น บางครั้งอารมณ์ที่ตรงกันข้ามกันก็ช่วยให้เรารับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และเปลี่ยนเหตุการณ์เหล่านั้นให้กลายเป็นความทรงจำที่มีคุณค่า

เป็นไปได้ที่คุณอาจรู้สึกทั้งสุขและเศร้าเมื่อเพื่อนจัดงานเลี้ยงอำลา ก่อนที่คุณจะย้ายไปทำงานในฝันที่อีกเมืองหนึ่ง

ในบางครั้ง อารมณ์ที่ขัดแย้งกันอาจเป็นที่มาของความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง เช่น แม้คุณจะรู้ว่าจำเป็นต้องเลิกรากับคนรัก ก็ไม่ได้หมายความว่า อารมณ์ดี ๆ ที่เคยมีให้กันจะหายไปในทันที หรือการเลิกรานั้นจะไม่สร้างความเจ็บปวด

แล้วอะไรคือสาเหตุของความแตกต่างระหว่างสองสถานการณ์นี้ ความแตกต่างเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับวิธีที่สมองแทนค่าภาวะอารมณ์ที่ขัดแย้งกันเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่

การเข้าใจอารมณ์ที่ขัดแย้งกันได้ดีขึ้นอาจช่วยให้ผู้คนมั่นใจได้ว่าความรู้สึกที่รุนแรงเหล่านี้จะกลายเป็นความทรงจำอันมีค่าที่ช่วยให้พวกเขาเติบโต ไม่ใช่การอำลาอันเจ็บปวดที่พวกเขาไม่อาจลืมได้

แอนโธนี เจียนนี วัคคาโร เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

*บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าววิชาการเดอะ คอนเวอร์เซชั่น (The Conversation) และนำมาเผยแพร่ซ้ำภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่