รักข้ามสายพันธุ์ “โฮโมเซเปียนส์-นีแอนเดอร์ทัล” จับคู่จู๋จี๋กันได้อย่างไรในยุคก่อนประวัติศาสตร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ซาเรีย กอร์เวตต์
- Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
สายตาของเขาและเธอสบประสานกัน ท่ามกลางหินผาบนเทือกเขาอันทุรกันดาร ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของโรมาเนีย
เขาคือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลตัวสูงใหญ่ ผิวขาวส่วนที่โผล่พ้นผ้าคลุมขนสัตว์มาเล็กน้อยเจือด้วยสีแดงเพราะเกรียมแดด มัดกล้ามที่ต้นแขนข้างหนึ่งมีเครื่องประดับทำจากกรงเล็บนกอินทรีสวมไว้
ส่วนเธอเป็นมนุษย์ยุคใหม่ผิวคล้ำ ขาเรียวยาว สวมผ้าคลุมหนังสัตว์ขลิบด้วยขนจิ้งจอก ผมของเธอถักเป็นเปียไว้หลายเส้น
เขากระแอมไอและมองดูเธอตลอดหัวจรดเท้าอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะส่งเสียงแหลมขึ้นจมูกแปลก ๆ ทักทายออกไปในภาษาของตัวเอง ทว่าเธอจ้องมองกลับมาด้วยสายตาอันว่างเปล่า เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ยิน
แม้จะพูดกันคนละภาษา แต่ในที่สุดทั้งสองก็หัวเราะขึ้นพร้อมกันด้วยความประหม่าเขินอาย เราอาจเดาได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาต่อจากนั้น
ความรักข้ามสายพันธุ์ระหว่างโฮโมเซเปียนส์ในยุคเริ่มแรกกับนีแอนเดอร์ทัล อาจไม่ได้สวยงามเหมือนจินตนาการแบบนิยายโรแมนติกดังที่พรรณนามาข้างต้น บางทีฝ่ายหญิงอาจเป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลและฝ่ายชายเป็นมนุษย์ยุคใหม่ ความสัมพันธ์ทางเพศของพวกเขาอาจเกิดขึ้นแบบดิบเถื่อน ปราศจากการเกี้ยวพาราสี หรือแม้กระทั่งฝ่ายหนึ่งอาจถูกบังคับขืนใจก็เป็นได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดว่า ตำนานรักยุคก่อนประวัติศาสตร์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างไรกันแน่ แต่หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบเมื่อปี 2002 จากถ้ำใต้ดินในเทือกเขาคาร์เพเทียนของโรมาเนีย ได้ทิ้งข้อมูลบางอย่างเอาไว้ ทำให้เราได้ทราบถึงความสัมพันธ์ทางเพศที่ส่งผลให้มนุษย์ในปัจจุบันมียีนของนีแอนเดอร์ทัลในตัวกันทุกคน
ภายใน "ถ้ำเก็บกระดูก" (Peştera cu Oase) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเทือกเขาคาร์เพเทียน ซึ่งเป็นถ้ำลึกใต้ดินที่ถูกน้ำท่วมและเข้าถึงได้ยาก นักสำรวจพบกระดูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมาก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นกระดูกของหมีถ้ำตัวผู้ แต่พวกเขาพบกระดูกขากรรไกรของมนุษย์ยุคใหม่ปะปนอยู่ด้วย
ที่น่าแปลกคือกระดูกชิ้นนี้มีลักษณะบางอย่างที่คล้ายกับของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอในเวลาต่อมาชี้ว่า เจ้าของกระดูกดังกล่าวเป็นเพศชาย มีพันธุกรรมที่เป็นมรดกตกทอดจากมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในตัว 6-9% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันอย่างเรา ๆ ซึ่งมียีนของนีแอนเดอร์ทัลในตัวเพียง 1-3% เท่านั้น
สัดส่วนทางพันธุกรรมดังกล่าวแสดงว่า เจ้าของกระดูกขากรรไกรอายุเก่าแก่ราว 37,000 - 42,000 ปีนี้ จะต้องมีบรรพบุรุษเป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงไม่ถึง 200 ปี ก่อนที่เขาจะถือกำเนิด หรือเมื่อ 4-6 ชั่วคนก่อนนั่นเอง
หลักฐานดังกล่าวและร่องรอยอื่น ๆ ชี้ว่า การผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์ยุคใหม่กับนีแอนเดอร์ทัล ไม่ใช่เรื่องที่หาพบได้ยากในอดีต มีการสานสัมพันธ์รักเกิดขึ้นหลายครั้งในต่างโอกาสและต่างสถานที่ ครอบคลุมบริเวณกว้างของภูมิภาคยุโรปและเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น ฟอสซิลกระดูกของนีแอนเดอร์ทัลที่พบในบางแห่ง ยังมีพันธุกรรมของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ในยุคเริ่มแรกเมื่อราวแสนปีก่อน ปะปนอยู่ในสัดส่วน 1-7% อีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
แรกจุมพิต
เบาะแสอีกอย่างที่ชี้ถึงสัมพันธ์สวาทยุคโบราณระหว่างมนุษย์ต่างสายพันธุ์ ได้แก่จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่คล้ายกับแบคทีเรีย ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Methanobrevibacter oralis (M. oralis)
เมื่อปี 2017 ดร. ลอรา เวย์ริช นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตตของสหรัฐฯ ค้นพบดีเอ็นเอของจุลินทรีย์ชนิดนี้ในคราบหินปูนที่เกาะบนฟันของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ซึ่งฟันซี่ดังกล่าวมีอายุเก่าแก่ 48,000 ปี มาจากซากฟอสซิลของครอบครัวนีแอนเดอร์ทัลที่พบทางตอนเหนือของสเปน
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เรายังคงพบจุลินทรีย์ชนิดนี้อาศัยอยู่ในช่องปากของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการถ่ายทอดระบบชีวนิเวศจุลชีพ (microbiome) ในร่างกาย ระหว่างนีแอนเดอร์ทัลและโฮโมเซเปียนส์หลายครั้ง
การเปรียบเทียบลักษณะทางพันธุกรรมของจุลินทรีย์ M. oralis ที่พบบนฟอสซิลฟันดังกล่าวกับที่พบในช่องปากของคนเราทุกวันนี้ ทำให้ทราบว่าพวกมันเริ่มมีวิวัฒนาการแยกสายพันธุ์กันเมื่อ 120,000 ปีก่อน ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลและโฮโมเซเปียนส์มีเพศสัมพันธ์กันอย่างแพร่หลาย
"เวลาที่คนเราจูบกัน จะมีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนจุลินทรีย์ในช่องปากกันไปมา เปิดโอกาสให้เชื้อจากในร่างกายของคนหนึ่ง เข้าไปอาศัยอยู่ในตัวของอีกคนหนึ่งได้ ซึ่งเชื้อก็จะมีการกลายพันธุ์เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในครั้งนี้ และส่งต่อลักษณะดังกล่าวให้ลูกหลาน" ดร. เวย์ริชกล่าว
ความเป็นไปได้อีกทางหนึ่งที่จุลินทรีย์จากนีแอนเดอร์ทัลจะเข้าไปอาศัยอยู่ในช่องปากของมนุษย์ยุคใหม่ ก็คือการแบ่งปันอาหารเพื่อกินร่วมกัน ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าคู่รักที่เป็นมนุษย์ต่างสายพันธุ์จะมีมื้ออาหารแสนหวานระหว่างสานสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าจะเป็นการถ่ายทอดจุลินทรีย์จากงานกินเลี้ยงเพื่อผูกมิตรระหว่างเผ่า ซึ่งยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ยีนนีแอนเดอร์ทัลในตัวเรามาจากหญิงหรือชาย
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่อาจจะทราบได้อย่างแน่นอนว่า ต้นตระกูลที่นำเชื้อสายนีแอนเดอร์ทัลเข้ามาอยู่ในตัวเรานั้น เป็นบรรพบุรุษหรือบรรพสตรีกันแน่ แต่มีหลักฐานบางส่วนจากซากกระดูกของมนุษย์เดนิโซวาน (Denisovan) มนุษย์โบราณอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีพันธุกรรมใกล้ชิดกับนีแอนเดอร์ทัลมากกว่าโฮโมเซเปียนส์ ซึ่งพอจะช่วยไขปริศนานี้ได้
เมื่อปี 2018 มีการค้นพบชิ้นส่วนกระดูกของเด็กสาวที่เป็นมนุษย์เดนิโซวาน ในถ้ำแห่งหนึ่งบนเทือกเขาอัลไตของรัสเซีย ซึ่งผลวิเคราะห์ทางพันธุกรรมชี้ว่า เธอคือลูกผสมที่มีแม่เป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
โครโมโซมเพศชายหรือโครโมโซมวาย (Y) ที่สกัดได้จากฟอสซิลของนีแอนเดอร์ทัลอีก 3 ร่าง ซึ่งมีอายุเก่าแก่ระหว่าง 38,000 - 53,000 ปี ยังมีความคล้ายคลึงกับของมนุษย์ยุคใหม่เพศชายอย่างมาก ซึ่งยืนยันว่าในช่วงที่นีแอนเดอร์ทัลกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ มีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างโฮโมเซเปียนส์เพศชายกับนีแอนเดอร์ทัลเพศหญิงบ่อยครั้ง
แต่อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานบางชิ้นที่ชี้เบาะแสไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยพบว่าซากฟอสซิลของนีแอนเดอร์ทัลร่างหนึ่ง ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 250,000 - 100,000 ปี กลับมีไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอ (Mitochondrial DNA ) ของมนุษย์ยุคใหม่อยู่ด้วย ทั้งที่มันเป็นสารพันธุกรรมในอวัยวะสร้างพลังงานของเซลล์ที่จะสืบทอดจากแม่ไปสู่ลูกเท่านั้น
หลักฐานจากไมโทคอนเดรียดังกล่าวชี้ว่า มีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างโฮโมเซเปียนส์เพศหญิง และนีแอนเดอร์ทัลเพศชาย ในยุคสมัยที่มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้อพยพออกจากทวีปแอฟริกา

ที่มาของภาพ, AFP
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ผลการศึกษาพันธุกรรมของเชื้อไวรัส HPV ซึ่งติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ และเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกในมนุษย์ยุคใหม่ พบข้อมูลบางอย่างที่แปลกประหลาด ซึ่งสามารถชี้ได้ว่าโฮโมเซเปียนส์เริ่มมีสัมพันธ์สวาทกับนีแอนเดอร์ทัลแทบจะในทันทีที่ก้าวเท้าออกพ้นจากทวีปแอฟริกา
ผลวิเคราะห์การกระจายตัวของไวรัส HPV-16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อันตรายมากที่สุดชนิดหนึ่ง พบว่ามีการติดเชื้อ HPV-16 ชนิด A ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ยกเว้นแต่ภูมิภาค Sub-Saharan Africa หรือพื้นที่นับแต่ตอนล่างของทะเลทรายซาฮาราลงมา จะมีเพียงเชื้อชนิด B และ C ซึ่งพบได้น้อยกว่ามากเท่านั้น
น่าแปลกใจว่ารูปแบบการกระจายตัวของเชื้อไวรัสดังกล่าว สอดคล้องกับการกระจายตัวของยีนมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในหมู่ประชากรมนุษย์ยุคใหม่พอดี โดยผู้คนในภูมิภาค Sub-Saharan Africa ยังมีสัดส่วนของพันธุกรรมนีแอนเดอร์ทัลในตัวน้อยกว่าคนทั่วโลกมาก
เมื่อใช้ข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมของเชื้อ HPV-16 ชนิด A มาคำนวณดูแล้ว พบว่ามันถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 60,000 - 120,000 ปีที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่โฮโมเซเปียนส์เริ่มอพยพออกจากทวีปแอฟริกา และได้เผชิญหน้ากับนีแอนเดอร์ทัลในดินแดนแห่งใหม่

ที่มาของภาพ, AFP
"เป็นไปไม่ได้ว่าสัมพันธ์รักระหว่างพวกเขาจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นหลายครั้งกับหลายคู่ จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาในภูมิภาคยูเรเชียที่ประชากรมนุษย์ทั้งสองเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน" ดร. วิลล์ ไพม์นอฟฟ์ นักวิจัยจากสถาบันคาโรลินสกาของสวีเดน ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้กล่าว
"นี่คือสาเหตุที่เชื้อไวรัส HPV-16 ก่อมะเร็งในมนุษย์ได้อย่างสูง เพราะถือว่าโฮโมเซเปียนส์เพิ่งรับเชื้อนี้มาจากนีแอนเดอร์ทัลได้ไม่นานนัก จากมุมมองทางวิวัฒนาการแล้ว ช่วงเวลายังผ่านมาไม่นานมากพอที่เราจะปรับตัวอยู่ร่วมกับเชื้อนี้ได้"
"ในขณะเดียวกัน มนุษย์ยุคใหม่ได้ฝากรักกับนีแอนเดอร์ทัล ด้วยการมอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับคืนให้อีกหลายชนิดด้วย เช่นโรคเริมเป็นต้น"
ซุกซนไปทั่วหรือรักเดียวใจเดียว
เมื่อปี 2013 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ายีนที่กำหนดให้อวัยวะเพศชายมีเดือยหรือหนามแหลม เพื่อใช้กวาดน้ำอสุจิที่ค้างอยู่ก่อนออกจากร่างกายของเพศเมีย หรือทำให้คู่ผสมพันธุ์บาดเจ็บจนร่วมรักกับตัวผู้อื่นอีกไม่ได้ ซึ่งเป็นลักษณะที่มีในสัตว์หลายชนิดนั้น ได้หายไปจากพันธุกรรมของมนุษย์ทั้งนีแอนเดอร์ทัล เดนิโซวาน และโฮโมเซเปียนส์
การค้นพบดังกล่าวแสดงว่า มนุษย์โบราณสายพันธุ์ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องอาศัยรูปทรงของอวัยวะเพศเป็นกลยุทธ์เพิ่มความได้เปรียบในการสืบพันธุ์กับคู่นอนที่มีหลายคนอีกต่อไป ทำให้สันนิษฐานได้ว่าบรรพบุรุษของเรามีแนวโน้มที่จะครองคู่แบบผัวเดียวเมียเดียวเป็นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม นีแอนเดอร์ทัลอาจยังมีพฤติกรรมทางเพศที่ซุกซนกว่ามนุษย์ยุคใหม่อย่างเรา ๆ เล็กน้อย เนื่องจากมีอัตราส่วนความยาวของนิ้ว (digit ratio) ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วนางต่ำกว่า บ่งบอกถึงระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้สัมผัสระหว่างอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งนำมาใช้ทำนายพฤติกรรมทางเพศในวัยผู้ใหญ่ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลักฐานทางพันธุกรรมของนีแอนเดอร์ทัลยังชี้ว่า เมื่อพวกเขาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว สมาชิกในบ้านจะประกอบไปด้วยชายที่เป็นญาติกัน คู่ครองและลูกของแต่ละคน ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายแยกตัวออกไปเมื่อมีคู่ครองแล้ว
หลักฐานทางพันธุกรรมของนีแอนเดอร์ทัล ที่ยังหลงเหลืออยู่ในหมู่ประชากรของไอซ์แลนด์ยุคปัจจุบันหลายหมื่นคนชี้ว่า มักจะมีการจับคู่ระหว่างนีแอนเดอร์ทัลเพศหญิงและโฮโมเซเปียนส์เพศชายที่เด็กกว่า ทำให้ฝ่ายชายได้เป็นพ่อคนตั้งแต่อายุยังน้อย
ทุกวันนี้แวดวงวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า นีแอนเดอร์ทัลได้สูญพันธ์ไปจากโลกกว่า 40,000 ปีแล้ว และสาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่มนุษย์ยุคใหม่เข้าสานสัมพันธ์รัก จนเกิดการผสมกลมกลืนทางพันธุกรรมและพัฒนามาเป็นมนุษย์โฮโมเซเปียนส์แบบในทุกวันนี้ก็เป็นได้ อย่างน้อยดีเอ็นเอราว 20% ของพวกเขา ก็จะยังคงอยู่ในร่างกายของเราไปอีกนาน











