ทรัมป์เรียกผู้พิพากษาที่ขวางนโยบายรัฐบาลว่า "พวกฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง" เล็งปฏิรูปศาลแขวงกำจัดฝ่ายตรงข้าม

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แกรี โอโดโนฮิว
- Role, หัวหน้าผู้สื่อข่าวภูมิภาคอเมริกาเหนือ
ตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่อากาศอบอุ่นในเดือนพฤษภาคม ปี 2024 พวกเราอยู่ที่ย่านแมนฮัตตันตอนล่าง เพื่อรอทำข่าวการไต่สวนพิจารณาคดีของโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีที่อดีตทนายความของเขาจ่ายเงินค่าปิดปากให้กับสตอร์มี แดเนียลส์ ดาราภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ เพื่อไม่ให้เธอเปิดเผยเรื่องสัมพันธ์ชู้สาวที่เคยมีกับทรัมป์ โดยในวันนี้คณะลูกขุนกำลังประชุมพิจารณาคดีกันเป็นวันที่สอง
ระหว่างที่คณะลูกขุนประชุมหารือกันอยู่ พวกเราคิดว่าจะต้องรอนานแน่ ๆ ผมกับทีมข่าวบีบีซีบางส่วนจึงออกไปพักรับประทานอาหารกลางวัน ที่ร้าน Katz's Delicatessen ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก โดยคิดจะสั่งแซนด์วิชรูเบนที่เป็นเมนูยอดนิยมมาลองชิมสักหน่อย
ยังไม่ทันจะได้กินอาหารที่สั่ง จู่ ๆ ก็มีรายงานเข้ามาว่า คณะลูกขุนได้กลับมายังห้องพิจารณาคดีแล้ว ข่าวเล่าลือบางกระแสคาดว่า การไต่สวนในวันนี้ได้ยุติลงอย่างกะทันหัน แต่บางกระแสก็บอกว่า คณะลูกขุนน่าจะมีคำตัดสินออกมาแล้ว
ก่อนที่รายการข่าวค่ำทางโทรทัศน์ "ข่าวบีบีซี 4 ทุ่ม" (BBC News at Ten) จะเริ่มออกอากาศเพียงไม่กี่วินาที ผมรีบวิ่งกระหืดกระหอบไปถึงจุดยืนรายงานสดที่นอกศาลได้อย่างเฉียดฉิว ความรีบร้อนทำให้โทรศัพท์มือถือของตัวเอง หล่นกระแทกทางเท้าจนจอแตก
คณะลูกขุนเริ่มประกาศคำตัดสินว่าจำเลยมีความผิดหรือไม่ โดยแต่ละคนผลัดกันกล่าวคำตัดสินของตนแบบไล่เรียงไปตามลำดับ สิ่งที่ผมได้ยินคือถ้อยคำที่ว่า "มีความผิด" (guilty) ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่สิ้นสุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลปรากฏว่าคณะลูกขุนลงความเห็นให้ทรัมป์ "มีความผิดจริง" ในทุกข้อกล่าวหาที่เขาถูกฟ้องร้องดำเนินคดีถึง 34 ข้อหาด้วยกัน ผมจึงต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในรายการข่าวคืนนั้น อธิบายถึงความสำคัญใหญ่หลวงของเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะจู่ ๆ อดีตประธานาธิบดีได้กลายเป็นอาชญากรที่ศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงไปเสียแล้ว ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว
ในฐานะที่เป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือของบีบีซี ผมได้ใช้เวลาหลายเดือนรายงานข่าวปัญหาทางกฎหมายของทรัมป์ในหลายแง่มุม โดยตระเวนเทียวไปเทียวมาตามศาลสถิตยุติธรรมหลายแห่ง ในแถบชายฝั่งตะวันออกของประเทศ เนื่องจากทรัมป์นั้นมีคดีอาญาติดตัวถึง 4 คดี ซ้ำยังมีผู้ฟ้องร้องเอาผิดทางแพ่งในอีกหลายคดีด้วยกัน จนดูเหมือนว่าการฟ้องร้องในสารพัดคดีนั้น พากันระดมโจมตีเข้ามาหาทรัมป์จากทุกด้าน และส่อแววว่าจะทำให้ทรัมป์เสี่ยงสูญเสียอิสรภาพ รวมทั้งความมั่งคั่งและโอกาสทางการเมืองทั้งหมดของเขาด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปได้เพียงหนึ่งปี สถานการณ์อันย่ำแย่ของทรัมป์ที่เคยตกเป็นเบี้ยล่าง ได้พลิกกลับแบบหน้ามือเป็นหลังมือ หลังศาลสูงสุดมีคำพิพากษาใน 3 คดีสำคัญของเขา หนึ่งในนั้นให้ความคุ้มครองแก่ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี ซึ่งทำให้เขาไม่ต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกลงโทษ อีกกรณีหนึ่งศาลสูงสุดได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งชี้ว่าทรัมป์ไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย เพราะเคยพยายามโค่นล้มผลการเลือกตั้งปี 2020 มาก่อน และล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วศาลสูงสุดเพิ่งมีคำตัดสินว่า ผู้พิพากษาศาลแขวงไม่มีอำนาจในการสั่งยับยั้งนโยบายต่าง ๆ ของประธานาธิบดีเลย

ที่มาของภาพ, Reuters
ทั้งหมดล้วนทำให้ทรัมป์ในตอนนี้เป็นเหมือนกับพยัคฆ์ติดปีก มีความกล้าที่จะเข้าจัดการกับฝ่ายตรงข้ามผู้ท้าทายอำนาจของเขามากขึ้น เนื่องจากคำพิพากษาที่เกื้อหนุนทรัมป์ในทางการเมืองอย่างมากนี้ เป็นผลพวงมาจากการปฏิรูปศาลสูงสุดของเขาเอง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้จัดให้ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม มีเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลสูงสุดได้สำเร็จ และตอนนี้เขาก็เริ่มเล็งปืนการปฏิรูปไปที่ศาลชั้นรอง ๆ ลงมาด้วยเช่นกัน
บรรดาผู้พิพากษาศาลแขวงในหลายรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มักจะมีคำตัดสินยับยั้งนโยบายเรื่องผู้อพยพของทรัมป์ ทั้งยังอ้างว่าคำตัดสินจากศาลระดับท้องถิ่นของตนมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ บัดนี้ต้องเตรียมใจเผชิญการกวาดล้างครั้งใหญ่จากรัฐบาลกลาง ซึ่งตั้งคำถามว่าศาลแขวงมีความชอบธรรมที่จะต่อต้านคัดค้านฝ่ายบริหารหรือไม่ บางคนถึงกับมองว่าศาลแขวง "อวดเบ่ง" อำนาจของตนอย่างเกินขอบเขต
น่าสงสัยว่าฝ่ายตุลาการระดับล่างของสหรัฐฯ ควรจะสู้กลับเพื่อทวงคืนอำนาจของตนหรือไม่ ? หากพวกเขาไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จะมีหนทางในการต่อสู้กับรัฐบาลทรัมป์อย่างไร ? เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะส่งผลปรับเปลี่ยนสมดุลอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการของสหรัฐฯ อย่างถาวร แม้ในยุคที่รัฐบาลทรัมป์ลงจากอำนาจไปแล้วหรือไม่ ?
"การโจมตีประชาธิปไตยครั้งร้ายแรงที่สุด"
ผู้พิพากษาหลายคน ทั้งที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่และที่เกษียณอายุไปแล้ว ต่างบอกกับผมว่า การโจมตีฝ่ายตุลาการของรัฐบาลทรัมป์ในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
จอห์น อี. โจนส์ เดอะเธิร์ด อดีตผู้พิพากษาจากรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีสังกัดพรรครีพับลิกัน และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานของวิทยาลัยดิกคินสัน แสดงความเห็นว่า "มันถูกต้องแล้วหากใครสักคนจะพูดว่า ศาลแขวงต่าง ๆ ในสหรัฐฯ กำลังถูกเพ่งเล็งเพื่อมุ่งเป้าโจมตีเป็นพิเศษจากรัฐบาลชุดนี้ ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"
ในระหว่างการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อไม่นานมานี้ อดีตผู้พิพากษาคนดังกล่าวยังได้บอกกับผมว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน เรียกขานบรรดาผู้พิพากษาที่ต่อต้านเขาว่า "คนคดโกง", "ปีศาจ", "คนบ้าเสียสติ", "พวกป่วยทางจิต","พวกเกลียดสหรัฐฯ" และ "ฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง" นอกจากนี้ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ถอดถอนผู้พิพากษาที่ขัดแย้งกับเขา และยังขู่จะฟ้องผู้พิพากษาบางคนด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนนายสตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงกับบอกว่าสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ภายใต้ระบอบ "ทรราชตุลาการ" โดยเขาลงข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ "เอ็กซ์" (X) เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาว่า "ในแต่ละวัน พวกเขาพากันเปลี่ยนแปลงแก้ไขนโยบายต่างประเทศ, นโยบายเศรษฐกิจ, นโยบายด้านเจ้าหน้าที่ของรัฐ, หรือแม้กระทั่งนโยบายความมั่นคงของชาติ ที่ล้วนเป็นของรัฐบาลชุดนี้"
"นั่นมันความบ้าคลั่งเสียสติชัด ๆ ถือได้ว่าเป็นสภาพที่บ้านเมืองไร้ขื่อแปอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังเป็นการโจมตีทำร้ายประชาธิปไตยครั้งรุนแรงที่สุด เรื่องนี้ต้องจบและมันจะยุติลงอย่างแน่นอน" นายมิลเลอร์กล่าว
ขู่ฆ่าและตามสืบเรื่องส่วนตัวเพื่อประจาน
เหล่าผู้พิพากษาต้องเจอกับท่าทีไม่เป็นมิตร และเผชิญกับคำขู่จะใช้ความรุนแรงจากสาธารณชนมากขึ้น โดยแนนซี เกิร์ตเนอร์ อดีตผู้พิพากษาประจำรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกกับบีบีซีว่า
"พวกเขาถูกข่มขู่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การสร้างความอัปยศอดสูน่าอับอายที่รัฐบาลทรัมป์กระทำต่อเหล่าผู้พิพากษาที่กล้าต่อต้าน ช่างรุนแรงชนิดที่ไม่เหมือนกับยุคใดในอดีตเลย"
อดีตผู้พิพากษาเกิร์ตเนอร์ยังเล่าว่า เธอรู้จักผู้พิพากษาที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งถูกขู่ฆ่าในปีนี้ด้วยสาเหตุที่น่าจะเป็นเพราะไปตัดสินยับยั้ง หรือขัดขวางคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีในบางเรื่องเข้า
ตัวเลขสถิติจากสำนักงานตำรวจศาลสหรัฐฯ (USMS) ซึ่งมีหน้าที่คุ้มกันรักษาความปลอดภัยของผู้พิพากษา ระบุว่าจากช่วงต้นปีถึงกลางเดือนมิ.ย.ของปีนี้ มีการขู่ฆ่าผู้พิพากษาเกือบ 300 คน ถึงกว่า 400 ครั้ง ซึ่งสูงกว่ายอดรวมทั้งหมดของปี 2022 เสียอีก
ในบางครั้งคนร้ายอาจไม่ได้ขู่ฆ่า แต่ขู่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้พิพากษา ที่คนร้ายติดตามสืบมาได้จากแหล่งข้อมูลเอกสารหรือแหล่งข้อมูลทางออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งเรื่องส่วนตัวเหล่านี้เสี่ยงจะสร้างความอับอาย หรือทำให้ผู้พิพากษาและครอบครัวตกอยู่ในอันตรายได้
นอกจากนี้ยังมีการกลั่นแกล้งในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งเอสเทอร์ ซาลาส ผู้พิพากษาศาลแขวงในรัฐนิวเจอร์ซีย์เปิดเผยว่า มีผู้พิพากษากว่า 100 คน ถูกมือดีแอบอ้างชื่อสั่งพิซซ่า แม้จะฟังดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เมื่อพิซซามาส่งก็มักจะมาพร้อมกับการข่มขู่ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 20 ครั้ง ที่คนร้ายใช้ชื่อของแดเนียล แอนเดริล ลูกชายที่เสียชีวิตไปแล้วของผู้พิพากษาซาลาสในการสั่งอาหาร
ลูกชายของผู้พิพากษาซาลาส ถูกทนายความที่แค้นเคืองเธอลงมือสังหาร หลังไม่พอใจกับคำพิพากษาในคดีที่เธอเป็นผู้ตัดสิน ทนายความผู้นี้เคยยิงทำร้ายสามีของเธอ ก่อนจะปลอมตัวเป็นคนส่งพิซซ่าเพื่อมาข่มขู่เธอโดยเฉพาะ "หลังจากได้ยินเรื่องที่ผู้พิพากษาคนอื่น ๆ ถูกข่มขู่ด้วย หากจะบอกว่าฉันรู้สึกโกรธก็ยังน้อยเกินไป แน่นอนว่าฉันรู้สึกแย่มาก เมื่อต้องกลับบ้านมาเล่าให้สามีฟังว่าใครที่เกือบต้องตาย"

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้คำขู่ที่ส่งมาถึงเหล่าผู้พิพากษา จะมีเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้ามาบริหารประเทศ ทว่าผู้พิพากษาซาลาสบอกว่า ในตอนนี้การข่มขู่ฝ่ายตุลาการได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว "รัฐบาลกำลังเชิญชวนให้คนทั่วไปเข้ามารุมทำร้ายเรา ด้วยการใช้ถ้อยคำปลุกปั่นจุดกระแสให้เกิดไฟลามทุ่ง นี่คือการให้สัญญาณไฟเขียว กับใครก็ได้ที่คิดว่าตนจะต้องลงมือผดุงความยุติธรรมด้วยตนเอง ผู้นำของเรารู้เรื่องนี้ดี"
ผู้สนับสนุนรัฐบาลทรัมป์หลายคน รวมถึงเจฟฟ์ แอนเดอร์สัน หนึ่งในผู้วางแผนโครงการ Project 2025 ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นพิมพ์เขียวในการบริหารประเทศของรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง ปฏิเสธว่าคำพูดของทรัมป์ไม่ได้จุดกระแสร้อนแรงที่ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น เขากลับมองว่าพวกเสรีนิยมฝ่ายซ้ายต่างหาก คือตัวการที่ทำให้เกิดการปองร้ายผู้พิพากษา
"การข่มขู่ผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดในศาลของรัฐบาลกลาง เกิดขึ้นเมื่อมีคนพยายามลอบสังหารเบรตต์ คาวานอห์ ซึ่งตอนนี้เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดสายอนุรักษนิยม" แอนเดอร์สันกล่าว "มีแนวโน้มว่าคนบางกลุ่ม พยายามจะสร้างเรื่องว่ารัฐบาลทรัมป์อยู่เบื้องหลัง และเป็นผู้สนับสนุนการข่มขู่ผู้พิพากษา ผมคิดว่าถ้อยคำรุนแรงเชิงปฏิวัติ อย่างเช่น "เราต้องเข้าควบคุมกฎหมายเอาไว้ในมือตนเอง" และ "ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการ" มักจะมาจากพวกฝ่ายซ้ายในอเมริกามากกว่า"
คำสั่งฝ่ายบริหารดั่งพายุหิมะโหมกระหน่ำ
แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนในอดีต จะเคยมีความขัดแย้งกับฝ่ายตุลาการมาบ้าง แต่ไม่มีผู้ใดจะเผชิญหน้าตรง ๆ กับเหล่าผู้พิพากษาด้วยโทสะรุนแรง หรือ "เล่นใหญ่" เพื่อตอบโต้อย่างที่ทรัมป์ทำมาก่อน สาเหตุของเรื่องนี้อาจเป็นเพราะว่า ทรัมป์เข้าดำรงตำแหน่งพร้อมกับการมาถึงของพายุหิมะลูกใหญ่ ซึ่งก็คือคำสั่งฝ่ายบริหารที่เขากระหน่ำประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ดังใจในสิ่งที่ตนเองต้องการในเวลาอันรวดเร็ว
ในวันแรกที่ก้าวย่างเข้าสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารถึง 26 ฉบับ ตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นไปอีก 140 ฉบับ เมื่อถึงช่วงสิ้นเดือนก.ค. ของปีนี้ ซึ่งมากกว่าที่อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยลงนามไว้ตลอด 4 ปีของการดำรงตำแหน่ง และยังห่างจากสถิติของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำยาวนาน 8 ปี เพียงไม่ถึง 100 ฉบับ

อันที่จริงแล้ว ทรัมป์สามารถจะขอให้สภาคองเกรสออกกฎหมาย เพื่อช่วยผลักดันนโยบายของเขาได้ เนื่องจากอย่างไรเสียตอนนี้พรรครีพับลิกันก็ครองเสียงข้างมาก ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอยู่แล้ว แต่กระบวนการออกกฎหมายต้องใช้เวลานาน และสภาคองเกรสเองก็กำลังยุ่งกับร่างกฎหมายงบประมาณและการลดภาษีภายในประเทศ ซึ่งทรัมป์เรียกว่า "กฎหมายอันงดงามและยิ่งใหญ่" (Big Beautiful Bill) นั่นหมายความว่าเขาไม่มีเวลาหรือต้นทุนทางการเมืองมากพอ ที่จะไปจัดการกับประเด็นสำคัญเร่งด่วนอื่น ๆ ด้วยกระบวนการทางรัฐสภาได้
แน่นอนว่าการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร ดูจะเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยซึ่งประธานาธิบดีมีอำนาจทำได้อย่างเต็มที่ โดยบทบัญญัติมาตราที่สองในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ได้มอบสิทธิในการออกคำสั่งดังกล่าวกับผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับว่าทรัมป์ไม่ได้ละเมิดหรือก้าวล่วงกฎหมายสูงสุดของประเทศเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่นำรัฐนาวาไปในทิศทางที่ได้รับอนุญาตให้ทำได้ เพียงแต่คำสั่งฝ่ายบริหารนี้ต้องอ้างอิงอำนาจนิติบัญญัติ และมีผลบังคับใช้เสมือนเป็นกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่สามารถทำได้ คือการออกกฎหมายใหม่ด้วยวิธีลงนามออกคำสั่งฝ่ายบริหาร หรือออกคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น โดยที่สภาคองเกรสไม่เข้ามาแทรกแซงคัดค้าน วิธีเดียวที่ผู้เห็นต่างจะสามารถยับยั้งคำสั่งฝ่ายบริหารได้ ก็คือไปยื่นฟ้องต่อศาล

ที่มาของภาพ, Getty Images
การที่ทรัมป์ลงนามออกคำสั่งฝ่ายบริหารมาเป็นชุดใหญ่ ทั้งยังเร่งประกาศบังคับใช้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่คำสั่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวในรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นสิทธิในการได้สัญชาติอเมริกันของคนที่เกิดในสหรัฐฯ ได้ทำให้ศาลทั่วประเทศหลายสิบแห่ง ต้องมีคำสั่งศาลให้ระงับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไว้ชั่วคราว โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป
นั่นคือที่มาของความขัดแย้ง ซึ่งลงเอยด้วยชัยชนะในศาลสูงสุดของทรัมป์ เมื่อช่วงสิ้นเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา และทำให้แผนการจำกัดอำนาจของศาลแขวง เพื่อไม่ให้มีคำสั่งศาลที่ขัดกับนโยบายของฝ่ายบริหารออกมา กลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน "ผู้พิพากษาศาลแขวงพวกนี้ พากันแตกแถวอย่างไร้กฎระเบียบ และควบคุมไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" แอนเดอร์สันกล่าว
ผู้พิพากษา "ขัดขวางเจตจำนงของผู้มีสิทธิออกเสียง" หรือไม่ ?
รัฐบาลทรัมป์ได้สร้างวาทกรรมหลายรูปแบบขึ้นมาโจมตีฝ่ายตุลาการ เช่นกล่าวหาว่าศาลแขวง "ใช้อำนาจเกินขอบเขต" และเหล่าผู้พิพากษาเองก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น "นักรณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมือง" แต่ถ้อยคำวิจารณ์ตำหนิที่ฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐานที่สมเหตุสมผลมากที่สุด ได้แก่ความเห็นที่ว่า ผู้พิพากษากำลังขัดขวางเจตจำนงของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
สตีเฟน มิลเลอร์ เคยกล่าวว่า "ผู้พิพากษามาร์กซิสต์นอกแถว กำลังยืนขวางกระแสความต้องการของประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง" อย่างไรก็ตามผู้พิพากษาหลายคนตอบโต้ว่า ความเห็นดังกล่าวแสดงถึงความสับสนไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ
"ประเทศของเราเป็นชาติที่สร้างขึ้นมาจากกฎหมาย ไม่ใช่ผู้คน" อดีตผู้พิพากษาจอห์น อี. โจนส์ เดอะเธิร์ด กล่าวอธิบาย "แม้ประธานาธิบดีจะได้รับมอบอำนาจมาจากปวงชน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เขาจะสามารถละเลยไม่เคารพกฎหมายได้ ข้ออ้างที่ว่าผู้พิพากษาไม่สนใจเสียงของประชาชนนั้น เป็นเพียงฉากกำบังข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลนี้ไม่เคารพกฎหมายและรัฐธรรมนูญ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทอม โฮแมน ผู้ดูแลกิจการแนวพรมแดนและการตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งได้รับฉายาว่า "พระเจ้าซาร์แห่งแนวพรมแดน" (Border Czar) ได้ออกมาแสดงความเห็นทางโทรทัศน์ เกี่ยวกับเรื่องที่ศาลพยายามออกคำสั่ง เพื่อยับยั้งการเนรเทศชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยคนว่า "ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลนี้ เราจะเดินหน้าต่อไปไม่หยุด โดยไม่สนใจว่าพวกผู้พิพากษาจะคิดยังไง"
ทว่าในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์กลับบอกผมว่าไม่ได้คิดจะงัดข้อกับฝ่ายตุลาการแต่อย่างใด เขายังชี้ให้เห็นว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาโดยไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ เขาจะหาทางแก้ไขผ่านกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น "ผมมีความเคารพต่อศาลมากเกินกว่าจะไปต่อต้านได้ คุณจะเห็นได้ชัดว่า ผมเคารพเหล่าผู้พิพากษาจริง ๆ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงชนะคดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกา"
"สหรัฐฯ กำลังเผชิญหายนะ"
นักวิจารณ์ทรัมป์บางรายบอกว่า เขากำลังรื้อถอนบ่อนทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่มีมานาน ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ, ฝ่ายบริหาร, และฝ่ายตุลาการ อันเป็นสามเสาหลักแห่งระบอบการปกครองที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน ทั้งยังช่วยยับยั้งกันและกันหากมีความผิดปกติเกิดขึ้น
ศาสตราจารย์ลอเรนซ์ ไทรบ์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ระดับแนวหน้า และนักวิจารณ์ทรัมป์ตัวยง บอกว่า "นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ สภาคองเกรสนิ่งเฉยไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบ จึงทำให้เกรงว่า ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นหายนะเสียแล้ว"
"แนวคิดเรื่องอำนาจสามฝ่ายที่ถ่วงดุลกัน เกิดขึ้นระหว่างการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา มันถือกำเนิดมาก่อนพรรคการเมืองต่าง ๆ และเกิดก่อนนักโฆษณาชวนเชื่อที่มีความสามารถจูงใจคนอย่างทรัมป์เสียอีก แต่ตอนนี้ทั้งระบบพากันเสียสมดุลไปหมดแล้ว" ศ.ไทรบ์กล่าว

ที่มาของภาพ, EPA
ปัญหาเรื่องการถ่วงดุลอำนาจ เป็นที่ถกเถียงกันในหมู่คอการเมืองอเมริกันมานาน ส่วนข้อครหาที่ว่า สมดุลอำนาจมักจะเอนเอียงไปทางฝ่ายบริหารหรือประธานาธิบดีนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งมีการพูดถึงกันเป็นครั้งแรก ในคดีฉาววอเทอร์เกตช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ไม่เคารพแนวทางปฏิบัติอันเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองที่ผู้นำคนก่อน ๆ ยึดถือกันมา สภาคองเกรสจึงได้ออกกฎหมายใหม่มาหลายฉบับ เพื่อยับยั้งฝ่ายบริหารให้มีความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบมากขึ้น
ในบางครั้งการแก้ปัญหาดังกล่าวอาจไม่ถึงขั้นต้องออกกฎหมาย เพียงแต่ผู้นำฝ่ายบริหารยอมรับแนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ ที่ช่วยให้เกิดการเคารพบรรทัดฐานที่เคยทำกันมาได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่นประธานาธิบดียอมเปิดเผยรายการเงินภาษีที่ได้รับคืน และพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ทว่าทรัมป์กลับมองข้ามโดยไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อผู้พิพากษาสู้กลับ
ในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีกับศาล แม้แต่ประธานาธิบดีนิกสันผู้ฉาวโฉ่ ก็ยังไม่กล้าต่อต้านอำนาจของฝ่ายตุลาการ เขายินยอมมอบเทปบันทึกเสียงการสนทนาลับให้ทางการในที่สุด หลังผู้พิพากษาศาลสูงสุดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เข้ามอบเทปลับดังกล่าว แม้ก่อนหน้านั้นเขาจะอิดออดดื้อแพ่งมานานหลายเดือนก็ตาม
ทว่าในกรณีของทรัมป์ ประธานาธิบดีผู้นี้ดูจะโน้มเอียงไปทางต่อต้านฝ่ายตุลาการมากกว่าใคร ๆ ดังจะเห็นได้จากกรณีของนายคิลมาร์ อาเบรโก การ์เซีย ซึ่งถูกบังคับเนรเทศอย่างผิดกฎหมายไปยังเอลซัลวาดอร์
แม้ศาลสูงสุดจะมีคำสั่งให้รัฐบาลทรัมป์ จัดการรับตัวของเขากลับสหรัฐฯ ในทันที ทว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ต่างพากันเตะถ่วง จนเวลาล่วงเลยไปถึงสองเดือนจึงได้มีการรับตัวนายการ์เซียกลับมา ในระหว่างนั้นแม้แต่แพม บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐ ฯ ยังเอ่ยให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่า "เขาจะไม่กลับมาที่ประเทศของเราอีกแล้ว"
การที่รัฐบาลทรัมป์อ้อยอิ่ง ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด ทำให้บรรดานักวิจารณ์ต่างพากันพูดว่า กรณีของนายการ์เซียคือการ "ชิมลาง" ถึงสภาพการณ์ในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า เพราะปัจจุบันมีเพียงสองวิธีที่จะลงโทษหรือเอาผิดกับประธานาธิบดีที่ดื้อด้านได้ หนึ่งคือการออกเสียงเลือกผู้นำคนใหม่มาแทนที่เมื่อมีการเลือกตั้ง ทางที่สองคือการยื่นถอดถอนประธานาธิบดีผ่านกระบวนการในรัฐสภา ซึ่งทรัมป์ก็เคยมีประสบการณ์มาแล้ว ทั้งยังอยู่รอดปลอดภัยดีหลังเผชิญกับบททดสอบทั้งสองแบบ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
แต่หากทรัมป์มีแผนการจะต่อต้าน หรือทำให้ศาลหมดอำนาจเข้าจริง ๆ บรรดาผู้พิพากษาคงจะไม่ยอมง่าย ๆ โดยไม่ลองสู้กลับดูสักตั้ง ตัวอย่างเช่นกรณีที่ศาลสูงสุดได้มีคำตัดสิน ไม่ให้ศาลแขวงทั่วประเทศออกคำสั่งยับยั้งการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์มีผู้พิพากษารายหนึ่ง ออกคำสั่งศาลมายับยั้งนโยบายการยื่นขอลี้ภัยของทรัมป์จนได้
นอกจากนี้เมื่อช่วงต้นเดือนก.ค. ผู้พิพากษาศาลแขวงอีกรายหนึ่ง ยังออกคำสั่งศาลที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ ยับยั้งคำสั่งฝ่ายบริหารที่จำกัดสิทธิการได้สัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ ของลูกหลานผู้อพยพที่เข้าลอบประเทศโดยไม่มีเอกสารรับรอง หรือลูกของผู้มาเยือนชาวต่างชาติที่คลอดบุตรในสหรัฐฯ ซึ่งการกระทำท้าทายเหล่านี้ ยิ่งเรียกเสียงก่นด่าจากทำเนียบขาวให้ดังอื้ออึงไม่เป็นศัพท์ขึ้นไปอีก
การต่อสู้งัดข้อระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป และมีท่าทีว่าจะไม่จบลงง่ายนัก ผลแพ้ชนะที่ออกมาจะมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน และคนต่อ ๆ ไปในอนาคต ซึ่งก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไรกันแน่
เครดิตภาพเพิ่มเติม: Bloomberg via Getty and EPA-EFE/REX/Shutterstock












