ทรัมป์ใช้ "ทฤษฎีคนบ้า" เปลี่ยนเกมการเมืองโลกอย่างไร และมันได้ผลหรือไม่ ?

trump

ที่มาของภาพ, Reuters

    • Author, อัลลัน ลิตเติล
    • Role, ผู้สื่อข่าวอาวุโส
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ถูกถามเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขาวางแผนจะเข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านหรือไม่ เขาตอบว่า "ผมอาจจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ไม่มีใครรู้ว่าผมจะทำอะไร"

ชายคนนี้ปล่อยให้โลกเชื่อว่าเขาตกลงให้มีการหยุดชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่แล้วเขาก็สั่งโจมตีอยู่ดี

เราเริ่มเห็นรูปแบบบางอย่างปรากฏขึ้นมา นั่นคือเมื่อพูดถึงทรัมป์แล้วสิ่งที่คาดเดาได้มากที่สุดคือความไม่สามารถคาดเดาได้อะไรจากเขาได้เลย เขาเปลี่ยนใจไปมา เขาขัดแย้งกับตัวเอง เขาปราศจากความสม่ำเสมอ

"[ทรัมป์] ได้ทำให้กลไกการกำหนดนโยบายไปรวมศูนย์ที่ตัวเขา หากเรามองด้านนโยบายต่างประเทศเป็นอย่างน้อยก็อาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่าเป็นการรวมศูนย์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมานับตั้งแต่ยุคของริชาร์ด นิกสัน" ปีเตอร์ ทรูโบวิทซ์ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics - LSE) กล่าว

"และนั่นทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายขึ้นอยู่กับบุคลิก ความชอบ และอารมณ์ของทรัมป์มากขึ้น"

Donald Trump speaks to reporters before boarding the Marine One presidential helicopter and departing the White House on 24 June 2025 in Washington DC.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์เรียนรู้ที่จะใช้ความไม่แน่นอนของตัวเขาเองเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเปลี่ยนมันให้กลายเป็นทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์และการเมืองที่สำคัญ

ทรัมป์ได้นำสิ่งนี้มาใช้ในทางการเมือง เขาเปลี่ยนความไม่แน่นอนของตัวเขาเองให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางกลยุทธ์และการเมืองที่สำคัญ เขายกระดับให้ความไม่แน่นอนโดยสถาปนาขึ้นเป็นหลักการ และบัดนี้ลักษณะนิสัยที่เขานำติดตัวเข้าสู่ทำเนียบขาวกำลังขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง

และท้ายที่สุด สิ่งนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลกไปอย่างสิ้นเชิง

นักรัฐศาสตร์เรียกการกระทำนี้ว่า "ทฤษฎีคนบ้า" (Madman Theory) ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้นำประเทศหนึ่งพยายามทำให้ฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าเขามีอารมณ์ปรวนแปรและพร้อมจะทำอะไรก็ตามเพื่อบีบบังคับให้เกิดการยอมอ่อนข้อ หากกลยุทธ์นี้ได้ผล ทฤษฎีนี้สามารถเป็นรูปแบบหนึ่งของการบีบบังคับให้อีกฝ่ายทำตามที่ต้องการได้ และทรัมป์เชื่อว่ามันกำลังผลิดอกออกผลโดยทำให้ประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ของสหรัฐฯ อยู่ในจุดที่เขาต้องการ

แต่แนวทางนี้จะใช้ได้ผลกับศัตรูหรือไม่ ? และข้อบกพร่องของทฤษฎีนี้อาจกลายเป็นว่าแทนที่จะเป็นกลอุบายเพื่อหลอกล่อฝ่ายตรงข้าม มันกลับจะกลายเป็นลักษณะนิสัยที่เป็นที่รู้กันและมีการบันทึกไว้เป็นหลักเป็นฐานชัดเจนจนทำให้พฤติกรรมของเขากลายเป็นสิ่งที่ใครก็จับทางได้ได้ง่ายขึ้นหรือไม่ ?

โจมตี-สบประมาท-ประนีประนอม

ทรัมป์เริ่มต้นวาระที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยการอ้าแขนยอมรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และโจมตีเหล่าพันธมิตรของอเมริกา เขาพูดดูหมิ่นแคนาดาด้วยการกล่าวว่า ควรกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

เขากล่าวว่าเขาพร้อมจะพิจารณาใช้กำลังทหารเพื่อผนวกกรีนแลนด์อันเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กซึ่งเป็นพันธมิตรของอเมริกา และเขายังกล่าวว่าสหรัฐฯ ควรยึดคลองปานามากลับมาเป็นของสหรัฐฯ อีกครั้ง

มาตรา 5 ของกฎบัตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ระบุว่า สมาชิกแต่ละประเทศต้องให้ความช่วยเหลือในการป้องกันประเทศสมาชิกอื่น ๆ ทว่าทรัมป์กลับทำให้สหรัฐฯ เกิดความคลุมเครือว่าจะยึดมั่นต่อหลักการข้อนี้เพียงใด "ผมว่ามาตรา 5 แทบไม่เหลือพลังอะไรแล้ว" เบน วอลเลซ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของสหราชอาณาจักรกล่าว

โดมินิก กรีฟ อัยการสูงสุดสายอนุรักษนิยม กล่าวว่า "ณ วันนี้พันธมิตรสองฝั่งแอตแลนติกได้สิ้นสุดลงแล้ว"

วัฒนธรรมการดูแคลนพันธมิตรยุโรปภายในทำเนียบขาวของทรัมป์ยังเห็นได้จากข้อความที่รั่วไหลออกมาหลายต่อหลายฉบับ เช่นข้อความว่า "ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความโกรธเกลียดของคุณต่อการเกาะกินของยุโรป" ซึ่งเป็นข้อความที่พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ส่งให้กับเพื่อนร่วมงาน พร้อมเสริมว่า "มันน่าสมเพชมาก"

JD Vance and Pete Hegseth salute as the National Anthem is played at the Memorial Amphitheatre in Arlington National Cemetery in Arlington, Virginia, on 26 May 2025.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, พีท เฮกเซธ (ขวา) รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เรียกผู้นำชาติยุโรปว่า "ดีแต่เกาะกินคนอื่น" ในข้อความสนทนาที่หลุดออกมา ขณะที่ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ซ้าย) ระบุว่าสหรัฐฯ จะไม่เป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงของยุโรปอีกต่อไป

เมื่อต้นปีนี้ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีของทรัมป์ ยังกล่าวที่เมืองมิวนิก เยอรมนี ว่าสหรัฐฯ จะไม่เป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงของยุโรปอีกต่อไป

คำกล่าวนั้นดูเหมือนจะเป็นการปิดฉากความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสองฝั่งแอตแลนติกที่ดำเนินมายาวนานถึง 80 ปี "ทรัมป์ทำให้คนกังขาอย่างรุนแรงว่าพันธะสัญญาระหว่างประเทศนานาที่อเมริกาได้ทำมานั้น จะยังเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด" ศาสตราจารย์ทรูโบวิทซ์กล่าว

"ไม่ว่าประเทศ [ในยุโรป]เหล่านั้นจะมีความเข้าใจร่วมกับสหรัฐฯ อย่างไร ไม่ว่าจะด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือเรื่องอื่น ๆ ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องที่สามารถต่อรองใหม่ได้ตลอดเวลา" เขากล่าว

ศ.ทรูโบวิทซ์ ยังวิเคราะห์ต่อไปว่า "ผมรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ในแวดวงของทรัมป์มองว่าความไม่แน่นอนเป็นสิ่งดี เพราะมันเปิดโอกาสให้โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้พลังอำนาจของอเมริกาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ให้ได้สูงสุด นี่คือบทเรียนหนึ่งที่เขาได้จากโลกของการเจรจาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์"

แนวทางของทรัมป์เริ่มผลิดอกออกผลแล้ว เพียง 4 เดือนก่อนหน้านี้ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร กล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าสหราชอาณาจักรจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคงจาก 2.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็น 2.5%

เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ในการประชุมสุดยอดนาโต ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 5% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และขณะนี้ประเทศสมาชิกนาโตทุกประเทศต่างก็เพิ่มงบประมาณให้ขึ้นมาเท่ากันแล้ว

ความคาดเดาได้ของสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่นำ "หลักการแห่งความไม่แน่นอน" มาใช้ ย้อนกลับไปในปี 1968 ขณะที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน พยายามยุติสงครามเวียดนาม เขาพบว่าศัตรูอย่างเวียดนามเหนือไม่ยอมอ่อนข้อให้

"ครั้งหนึ่ง นิกสันพูดกับเฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติว่า 'คุณควรบอกผู้เจรจาฝ่ายเวียดนามเหนือว่านิกสันเป็นบ้า และคุณเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร เพราะฉะนั้นพวกเขาควรรีบตกลงก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย'" ไมเคิล เดช ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม กล่าว "นั่นแหละคือทฤษฎีคนบ้า (madman theory)"

Richard Nixon and Henry Kissinger confer aboard Air Force One as it heads towards Brussels, Belgium, for Nato talks on 26 June 1973.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทฤษฎีคนบ้า (Madman Theory) ถูกเชื่อมโยงกับนโยบายต่างประเทศของริชาร์ด นิกสัน ซึ่งในภาพนี้เขากำลังสนทนากับเฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในเวลานั้น

จูลี นอร์แมน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอน (University College London-UCL) เห็นพ้องว่า ขณะนี้มีสิ่งที่เรียกว่า "หลักการแห่งความไม่แน่นอน" เกิดขึ้นจริง

"ในแต่ละวันเราจะคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้ยากมาก" เธอกล่าว "และนั่นคือแนวทางของทรัมป์มาโดยตลอด"

ทรัมป์ใช้ชื่อเสียงด้านความไม่แน่นอนของตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ด้านการกลาโหมของสองฝั่งแอตแลนติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดูเหมือนว่าเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับทรัมป์ ผู้นำยุโรปบางคนก็เลือกที่โอนอ่อนผ่อนตาม

การประชุมสุดยอดนาโตเมื่อเดือนที่แล้วที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ กลายเป็นเวทีแห่งการเอาอกเอาใจอย่างออกนอกหน้า มาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการนาโต ได้ส่งข้อความถึงประธานาธิบดีทรัมป์ (หรือตามที่เขาเขียนว่า "ถึงโดนัลด์ที่รัก" ซึ่งทรัมป์นำข้อความดังกล่าวมาเปิดเผยในเวลาต่อมา

ในข้อความของผู้นำนาโต้เขียนว่า "ขอแสดงความยินดีและขอบคุณสำหรับการตัดสินใจที่เด็ดขาดของคุณในอิหร่าน มันน่าทึ่งอย่างแท้จริง"

ผู้นำนาโตยังเสริมถึงการที่ทรัมป์ประกาศล่วงหน้าว่าสมาชิกนาโตทุกประเทศตกลงจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศว่า "คุณกำลังจะทำในสิ่งที่ไม่มีประธานาธิบดีคนใดในรอบหลายทศวรรษทำได้สำเร็จ"

Donald Trump and Mark Rutte laugh while speaking to the media at the Nato summit on 25 June 2025 in The Hague, Netherlands.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ส่งข้อความแสดงความยินดีถึงทรัมป์ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำนาโต

แอนโธนี สการามุชชี อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทรัมป์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรกกล่าวว่า "คุณรุตเตอ เขากำลังพยายามทำให้คุณขายหน้า เขานั่งอยู่บนแอร์ฟอร์ซวันแล้วหัวเราะเยาะคุณอยู่ชัด ๆ"

และนี่อาจเป็นจุดอ่อนของ "หลักการแห่งความไม่แน่นอน" ของทรัมป์ เพราะการกระทำของผู้นำต่างชาติอาจตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าทรัมป์โหยหาการยกย่องสรรเสริญหรือมองหาชัยชนะระยะสั้น มากกว่ากระบวนการที่ซับซ้อนและยืดเยื้อ

หากเป็นเช่นนั้นจริงและสมมติฐานนี้ถูกต้องก็จะจำกัดความสามารถของทรัมป์ในการใช้กลอุบายนี้มาหลอกล่อฝ่ายตรงข้าม เพราะเขาก็จะมีลักษณะนิสัยที่ชัดเจนและเป็นที่รับรู้ทั่วกันดังคัมภีร์ จนทำให้พฤติกรรมของเขากลายเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็เริ่มจะตระหนักได้แล้ว

ฝ่ายตรงข้ามไม่สะท้านจากทั้งไม้อ่อน-ไม้แข็ง

คำถามต่อมาคือ "หลักการแห่งความไม่แน่นอน" ก็ดีหรือ "ทฤษฎีคนบ้า" ก็ดีจะใช้ได้ผลกับฝ่ายตรงข้ามหรือไม่

ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เคยถูกทรัมป์และเจดี แวนซ์ ตำหนิอย่างให้ต้องอับอายในห้องทำงานรูปไข่ และภายหลังก็ตกลงมอบสิทธิให้สหรัฐฯ เข้าถึงทรัพยากรแร่ของยูเครนซึ่งมีมูลค่ามหาศาลในที่สุด

ทว่าในทางกลับกัน วลาดิเมียร์ ปูติน ดูเหมือนจะยังคงไม่สะทกสะท้านต่อทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งของทรัมป์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (3 ก.ค.) ทรัมป์กล่าวว่าเขา "ผิดหวัง" ที่ปูตินยังไม่พร้อมจะยุติสงครามกับยูเครนหลังมีการสนทนากันทางโทรศัพท์

Zelensky, Trump and Vance looking tense in the Oval Office

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เซเลนสกีเคยถูกตำหนิให้ต้องอับอายในห้องทำงานรูปไข่ แต่ภายหลังก็ตกลงมอบสิทธิให้สหรัฐฯ เข้าถึงทรัพยากรแร่ของยูเครน

ด้านอิหร่านเป็นเช่นไร ? ทรัมป์เคยให้คำมั่นกับฐานเสียงของเขาว่าจะยุติไม่ให้สหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับ "สงครามตลอดกาล" ในตะวันออกกลาง แต่การตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน กลับกลายเป็นหนึ่งในนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ที่สุดในวาระที่สองของเขา คำถามคือ มันจะให้ผลลัพธ์ตามที่เขาต้องการหรือไม่

วิลเลียม เฮก อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ แย้งว่าผลลัพธ์อาจเป็นไปในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง กล่าวคือการโจมตีจะไม่ได้ทำให้อิหร่านแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์น้อยลง แต่กลับจะยิ่งผลักให้อิหร่านมีแนวโน้มแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น

ศาสตราจารย์เดชเห็นพ้องกับข้อนี้ "ผมคิดว่าตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่อิหร่านจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์" เขากล่าว "ผมคงไม่แปลกใจเลยหากพวกเขาจะหลบเงียบและทำทุกวิถีทางเพื่อให้สามารถการควบคุมวัฏจักรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ได้อย่างสมบูรณ์ และดำเนินการทดสอบ [นิวเคลียร์] ในที่สุด"

"ผมคิดว่าเผด็จการคนอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และมีความเสี่ยงจะถูกเปลี่ยนระบอบย่อมถอดบทเรียนจากซัดดัม ฮุสเซน และมูอัมมาร์ กัดดาฟี"

"ดังนั้น อิหร่านจึงรู้สึกถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมือในการยับยั้ง [สหรัฐฯ] ขั้นสูงสุด โดยจะมองว่าซัดดัมกับกัดดาฟีเป็นตัวอย่างที่ล้มเหลว ขณะที่คิม จอง-อึน แห่งเกาหลีเหนือคือแบบอย่างที่ประสบความสำเร็จ"

People celebrate what they say is Iran's victory, after Donald Trump announced a ceasefire between Israel and Iran, in Beirut, Lebanon, on 25 June 2025.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หลายฝ่ายมองว่าอิหร่านมีแนวโน้มจะเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้นภายหลังการโจมตีของสหรัฐฯ

ศาสตราจารย์มอห์เซน มิลานี ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา และผู้เขียนหนังสือ Iran's Rise and Rivalry with the US in the Middle East [แปลเป็นภาษาไทยว่า การเติบโตของอิหร่านและการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง] ประเมินว่าหนึ่งในสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการที่สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะยิ่งรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น

"ในปี 1980 เมื่อซัดดัม ฮุสเซน เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก็มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างสาธารณรัฐอิสลาม" เขาย้อนยกตัวอย่าง "แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง"

"นั่นคือสิ่งที่อิสราเอลและสหรัฐฯ มุ่งหมายไว้เช่นกัน... ว่าหากสามารถโค่นผู้นำระดับสูงลงได้ อิหร่านจะยอมจำนนอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นระบบทั้งหมดก็จะล่มสลาย"

สหรัฐฯ หมดความน่าเชื่อถือในการเจรจาหรือไม่ ?

เมื่อแลไปข้างหน้า ความไม่แน่นอนอาจใช้ไม่ได้ผลต่อฝ่ายตรงข้าม ขณะที่การเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่เกิดขึ้นในหมู่พันธมิตรจะสามารถคงอยู่นานเพียงใดก็ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ

แม้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหมู่พันธมิตรจะเป็นไปได้ แต่กระบวนการนี้ขับเคลื่อนด้วยแรงกระตุ้น ณ ขณะนั้นเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจถูกมองว่าเป็นผู้เจรจาที่ไม่น่าเชื่อถือ

" พวกเขาไม่อยากทำการใด ๆ กับสหรัฐฯ หากว่าไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ ในการเจรจาและไม่แน่ใจว่าสหรัฐฯ จะยืนหยัดเคียงข้างในด้านการป้องกันและความมั่นคง " ศาสตราจารย์นอร์แมนกล่าว "ดังนั้น การโดดเดี่ยวประเทศแบบที่หลายคนในโลก MAGA (การทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) ต้องการ ฉันคิดว่าจะย้อนกลับมาสร้างผลเสียแทน"

ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ได้กล่าวว่า ยุโรปจำเป็นต้องดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างเป็นอิสระโดยปราศจากสหรัฐฯ

"ความสำคัญของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีคือการยอมรับว่า ลำดับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแปลง" ศ.ทรูโบวิทซ์ กล่าว "มันจะไม่ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่ง"

"ดังนั้น ใช่ ยุโรปจำเป็นต้องสามารถดำเนินการโดยปราศจากสหรัฐฯ มากขึ้น" ศ.ทรูโบวิทซ์ ชี้

Friedrich Merz speaks with Donald Trump at the Nato summit in The Hague on 25 June 2025.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุว่า ยุโรปจำเป็นต้องมีความสามารถในการดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเอง

ศาสตราจารย์เดช ระบุว่า หากยุโรปต้องการดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากสหรัฐฯ ย่อมต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองให้มีขนาดใหญ่และทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดหาเทคโนโลยีและขีดความสามารถในระดับที่ในปัจจุบันมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ครอบครอง ตัวอย่างเช่น ยุโรปมีขีดความสามารถด้านข่าวกรองระดับโลกอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก

"หากยุโรปต้องดำเนินการโดยลำพัง ก็จำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตอาวุธอย่างอิสระจนถึงระดับที่เพียงพอให้ได้" เขาเสริมต่อไปอีกว่า "กำลังพลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยยุโรปตะวันตกอาจต้องมองไปยังโปแลนด์ เพื่อประเมินระดับกำลังพลที่จำเป็นนั้นมีเท่าใด"

ทั้งหมดนี้ ต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างและพัฒนาจึงจะเห็นผล

แล้วจริงหรือไม่ที่ยุโรปถึงกับหวั่นไหวต่อความไม่แน่นอนของทรัมป์จนต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างด้านความมั่นคงของโลกตะวันตกอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น ?

"มันมีส่วน" ศาสตราจารย์ทรูโบวิตซ์กล่าว "แต่สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ ทรัมป์ได้ไขเหล้าขวดใหม่... การเมืองในสหรัฐฯ เปลี่ยนไปแล้ว การจัดลำดับความสำคัญก็เปลี่ยนไป สำหรับกลุ่มพันธมิตรชาตินิยมของเขา จีนคือปัญหาที่ใหญ่กว่ารัสเซีย ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ยุโรปเห็นด้วย"

และตามความเห็นของศาสตราจารย์มิลานี ทรัมป์กำลังพยายามรวบอำนาจของสหรัฐฯ ในระเบียบโลก

"เป็นไปได้ยากมากที่เขาจะเปลี่ยนระเบียบที่ถูกวางไว้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของอเมริกาในระเบียบเดิม เพราะจีนกำลังท้าทายสถานะของอเมริกา"

แต่ทั้งหมดนี้หมายความว่า เป้าหมายด้านความมั่นคงและการป้องกันของสหรัฐฯ กับยุโรป เริ่มแยกออกจากกันมากขึ้น

พันธมิตรยุโรปอาจพอใจว่าหากโอ้โลมทรัมป์และเดินหน้าการปรับนโยบายอย่างจริงจัง พวกเขาก็จะสามารถรักษาความสัมพันธ์กับทรัมป์ไว้ได้ระดับหนึ่ง โดยท้ายที่สุดทรัมป์ก็เพิ่งยืนยันพันธะตามมาตรา 5 ในการประชุมสุดยอดนาโตล่าสุด

แต่ความไม่แน่นอนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย่อมหมายความว่าการยืนยันนี้ไม่อาจเป็นคำมั่นที่รับประกันอะไรได้ และดูเหมือนว่าผู้นำยุโรปเริ่มยอมรับแล้วว่า ไม่อาจพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างมั่นใจเหมือนในอดีตได้

และในแง่นั้น แม้ "หลักการแห่งความไม่แน่นอน" จะเกิดจากการผสมผสานทั้งการวางแผนด้วยความตระหนักรู้และเป็นบุคลิกที่แท้จริงของทรัมป์ แต่มันก็ได้ผล อย่างน้อยก็กับบางประเด็น