สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีแห่งปี 2025

ที่มาของภาพ, CARACOL ARCHAEOLOGICAL PROJECT
ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา มีการค้นพบทางโบราณคดีอันน่าทึ่งมากมายเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบโบราณสถานและโบราณวัตถุใหม่ ๆ จากอาณาจักรมายา, อารยธรรมยุคหินใหม่แห่งคาบสมุทรอนาโตเลียของตุรกี, รวมทั้งการค้นพบสุสานฟาโรห์แห่งแรกที่ขุดเจอหลังยุคตุตันคามุน
พบสุสานกษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรมายา
หลังจากที่พยายามค้นหามานานถึง 40 ปี ทีมนักโบราณคดีสองสามีภรรยาชาวอเมริกัน ได้แก่ดร.อาร์เลน และดร.ไดแอน เชส จากมหาวิทยาลัยฮิวสตันของสหรัฐฯ ก็ขุดพบห้องฝังพระศพของกษัตริย์ "ทีคับชาก" (Te' Kab Chaak) ราชาผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรมายาแห่งอเมริกากลาง
สุสานโบราณที่มีอายุเก่าแก่เกือบ 1,700 ปีนี้ ตั้งอยู่ในป่าของเขตอนุรักษ์โบราณสถานคาราคอล (Caracol) ของประเทศเบลีซ ในทางตอนใต้ของคาบสมุทรยูกาตาน (Yucatán Peninsula) ซึ่งคาราคอลนั้นถือเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรมายาในอดีต
การค้นพบนี้ครั้งนี้ถือว่าเกิดขึ้นได้น้อยครั้งมาก ในแวดวงโบราณคดีที่เน้นศึกษาอารยธรรมมายา เนื่องจากเป็นไปได้ยากที่ทีมขุดค้นจะพบโบราณสถานและโบราณวัตถุ ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับบุคคลสำคัญ ที่บรรพบุรุษชาวมายาได้ระบุชื่อไว้ในจารึกอักษรภาพ สุสานแห่งนี้ยังเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์เพียงแห่งเดียว ที่ขุดพบในแหล่งโบราณคดีคาราคอลอีกด้วย
กษัตริย์ทีคับชากขึ้นครองราชย์ในปีค.ศ. 331 โดยใช้คาราคอลเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมายาในยุคเริ่มแรก ก่อนจะสิ้นพระชนม์ไปในปีค.ศ. 350 ห้องฝังพระศพนั้นอยู่ใต้ฐานด้านล่างของศาลบรรพชนแห่งราชวงศ์ โดยเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าความสูงราว 2 เมตร ภายในมีผนังสีแดงที่ทาด้วยชาด (cinnabar) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าผู้ตายมีสถานะอันสูงส่ง
พื้นห้องฝังพระศพยังเต็มไปด้วยโบราณวัตถุอย่างเครื่องปั้นดินเผา, เครื่องประดับทำจากหยก, และท่อกลวงที่แกะสลักจากกระดูก แต่โบราณวัตถุชิ้นที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่หน้ากากสำหรับสวมให้กับพระศพของกษัตริย์ ซึ่งทำจากหยกและเปลือกหอยสีสันสวยงามชิ้นเล็ก ๆ นำมาติดประดับเข้าด้วยกันเป็นลวดลายแบบโมเสก (mosaic)
เสายุคหินใหม่ใช้สัญลักษณ์เล่าเรื่องอย่างชาญฉลาด

ที่มาของภาพ, TURKISH MINISTRY OF CULTURE AND TOURISM
แม้จะมีการค้นพบเสารูปตัวที (T) ซึ่งเป็นผลงานของคนโบราณยุคหินใหม่ในดินแดนเลอวองต์ (Levant) หรือเอเชียตะวันตกริมชายฝั่งด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (จอร์แดน, อิสราเอล, เลบานอน, ซีเรีย) มาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว แต่ตอนนี้นักโบราณคดีเพิ่งค้นพบเสารูปตัวที ซึ่งสลักใบหน้ามนุษย์แบบสามมิติเอาไว้เป็นครั้งแรก ที่แหล่งโบราณคดีคาราฮานเทเป (Karahantepe) ทางตอนใต้ของคาบสมุทรอนาโตเลียในตุรกี
สถานที่ดังกล่าวคือหนึ่งในแหล่งตั้งถิ่นฐานยุคแรกสุด ที่มนุษย์เริ่มมีวิถีชีวิตแบบตั้งรกรากเป็นหลักแหล่งแน่นอน เมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน โดยเสาที่สลักใบหน้ามนุษย์เอาไว้นี้ ถูกสร้างขึ้นในยุคหินใหม่ตอนต้นก่อนกำเนิดของเครื่องปั้นดินเผา (Pre-Pottery Neolithic) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มนุษย์เพิ่งเริ่มรู้จักเลี้ยงสัตว์ และบันทึกบอกเล่าเรื่องราวด้วยศิลปะเชิงสัญลักษณ์
นักโบราณคดีมั่นใจว่า รูปสลักบนเสานี้เป็นใบหน้าของมนุษย์ ไม่ใช่เทพเจ้าหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ เพราะภาพแกะสลักในยุคแรก ๆ ก่อนหน้านี้มักเป็นภาพสัตว์ แต่ไม่กี่ศตวรรษหลังจากคนเราเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวร รูปปั้นและรูปสลักของมนุษย์ก็ปรากฏขึ้น โดยเริ่มแรกจะรวมเข้าด้วยกันกับสัตว์ จากนั้นจึงกลายเป็นรูปปั้นแบบเดี่ยว ๆ
พัฒนาการทางความคิดและศิลปะเชิงสัญลักษณ์ดังข้างต้น ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์กำลังเริ่มวางตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยในยุคต่อมาช่างแกะสลักยังเพิ่มการแสดงออกทางสีหน้าเข้ามาด้วย ชี้ให้เห็นถึงโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไป รวมทั้งการบอกเล่าเรื่องราวและความคิดนามธรรมผ่านสัญลักษณ์ที่ละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น
เชื่อกันว่าเสารูปตัวทีดังกล่าว เคยรองรับหลังคาของอาคารส่วนกลาง, บ้านเรือน, และอนุสาวรีย์มาก่อน โดยศิลปะประเภทนี้ได้แพร่หลายจากถิ่นกำเนิดในดินแดนเลอวองต์ ไปสู่คาบสมุทรอนาโตเลียในทางตอนเหนือ
นักโบราณคดีบางคนสันนิษฐานว่า เสารูปตัวทีซึ่งสลักใบหน้ามนุษย์ของคาราฮานเทเป อาจเป็นการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์ผ่านศิลปะสามมิติ ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของโลก โดยมันสื่อความหมายถึงมุมมองของมนุษย์ยุคหินใหม่ที่มีต่อตนเอง
จิตรกรรมฝาผนังเผยความลับพิธีบูชาเทพแห่งไวน์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทีมนักโบราณคดีของอิตาลี พบว่าซากปรักหักพังของคฤหาสน์หลังหนึ่งในเมืองปอมเปอี มีจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่บอกเล่าถึงรายละเอียดในพิธีบูชาเทพกรีก-โรมัน "ไดโอนีซุส" (Dionysus) ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งไวน์, ความอุดมสมบูรณ์, การละคร, และความบันเทิงเริงรมย์ต่าง ๆ
จิตรกรรมฝาผนังดังกล่าวถูกวาดขึ้นในช่วง 30-40 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งหมายความว่ามันอาจมีอายุเก่าแก่ถึงกว่าร้อยปีแล้ว ในตอนที่เมืองปอมเปอีถูกทำลายด้วยการระเบิดของภูเขาไฟวิซูเวียส เมื่อปีค.ศ. 79
ภาพโบราณประเภทนี้จัดว่าเป็น "เมกาโลกราฟ" (megalograph) หรือภาพที่มีขนาดใหญ่ครอบคลุมผนังห้องจัดเลี้ยงทั้ง 3 ด้าน และมีการวาดรูปคน สัตว์ สิ่งของ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับของจริง โดยในกรณีนี้เป็นภาพของเหล่าสาวกผู้ศรัทธาเลื่อมใสในเทพไดโอนีซุส กำลังเมามายและเฉลิมฉลองรื่นเริงในพิธีบูชาเทพเจ้าของตน ตำนานเทพปกรณัมกรีก-โรมัน เรียกคนกลุ่มนี้ว่า "เธียซุส" (Thiasus) หรือสาวกผู้รื่นเริงบันเทิงใจของไดโอนีซุสนั่นเอง
แม้จะเป็นเพียงภาพของกลุ่มผู้ศรัทธาในลัทธิหนึ่ง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวเมดิเตอร์เรเนียนโบราณ โดยมีทั้งภาพนักเต้นรำ เหล่านายพรานที่ออกล่าสัตว์และแบกแพะที่จะนำไปบูชายัญไว้บนบ่า บางคนก็ถือดาบและเครื่องในสัตว์ไว้ในมือ ด้านบนของพวกเขามีภาพเครื่องสังเวยหลากชนิด ทั้งสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างลูกกวาง, ไก่, ปลา, และเครื่องในหมูป่าที่เพิ่งถูกชำแหละออกมาสด ๆ
หนึ่งในองค์ประกอบของภาพที่โดดเด่นที่สุด คือหญิงสาวที่แต่งกายสง่างาม กำลังรอเข้าพิธีแรกรับเพื่อร่วมเป็นหนึ่งในสาวกของลัทธิบูชาเทพไดโอนีซุส (Dionysian cult) ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการบูชายัญแบบดั้งเดิม
กาเบรียล ซูชตรีเกล ผู้อำนวยการอุทยานโบราณคดีปอมเปอี กล่าวถึงความหมายของจิตรกรรมฝาผนังนี้ว่า "คำถามก็คือ ชีวิตนี้คุณอยากจะเป็นอะไร เป็นผู้ล่าหรือผู้ถูกล่า"
ค้นพบสุสานฟาโรห์ "ทุตโมสที่สอง"

ที่มาของภาพ, NEW KINGDOM RESEARCH FOUNDATION
ทีมนักอียิปต์วิทยาค้นพบสุสานฟาโรห์แห่งแรกในรอบกว่าร้อยปี นับตั้งแต่การค้นพบห้องฝังพระศพของฟาโรห์ตุตันคามุน (Tutankhamun) ซึ่งตกเป็นข่าวฮือฮาสะเทือนโลกเมื่อปี 1922
สุสานของกษัตริย์อียิปต์โบราณที่ค้นพบใหม่ เป็นของฟาโรห์ "ทุตโมสที่สอง" (Thutmose II) กษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ 18 ซึ่งปกครองอียิปต์ในช่วงต้นของยุคราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) เมื่อราว 3,500 ปีก่อน โดยสุสานของพระองค์ที่เพิ่งถูกค้นพบนี้ เป็นที่ฝังพระศพแห่งสุดท้ายของเหล่าฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 18 ที่ก่อนหน้านี้ยังค้นหาไม่พบ
ทีมนักโบราณคดีของอังกฤษและอียิปต์ พบสุสานดังกล่าวในหุบเขาทางตะวันตกของภูเขาธีบส์ (Thebes Mountains) ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งสุสานของพระราชวงศ์และคนชั้นสูงใกล้เมืองลักซอร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้บรรดานักโบราณคดีเคยสันนิษฐานว่า สุสานของฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 18 ทุกพระองค์ น่าจะตั้งอยู่ห่างจากจุดดังกล่าวถึง 2 กิโลเมตร และอยู่ใกล้กับหุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings) ที่มีชื่อเสียงมากกว่านั้น
บางส่วนของเพดานในห้องฝังพระศพยังอยู่ในสภาพดี เพดานถูกทาสีฟ้าสดใสและมีสัญลักษณ์ดาวสีเหลืองอยู่ด้วย ซึ่งการตกแต่งแบบนี้จะพบได้ในสุสานของฟาโรห์เท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังในสุสานยังเป็นภาพจาก "อัมดูอัต" (Amduat) คัมภีร์ทางศาสนาที่มีไว้สำหรับฟาโรห์ ที่สำคัญยังพบชิ้นส่วนที่แตกออกมาจากโถหินปูน ซึ่งสลักพระนามของทุตโมสที่สองและพระนางฮัตเชปซุตเอาไว้ ทำให้นักโบราณคดีทราบได้ว่าสุสานนี้เป็นของใคร
อันที่จริงมีการค้นพบร่างมัมมี่ของฟาโรห์ทุตโมสที่สอง ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อราว 200 ปีก่อน ทว่าไม่มีใครล่วงรู้ถึงตำแหน่งที่ตั้งของสุสานดั้งเดิมที่ใช้ฝังพระศพในครั้งแรก ก่อนจะมีการโยกย้ายพระศพและสมบัติต่าง ๆ ไปยังสุสานแห่งใหม่หลังเกิดอุทกภัย
ฟาโรห์ทุตโมสที่สองถือเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลของฟาโรห์ตุตันคามุน ซึ่งนักโบราณคดีคาดว่าพระองค์ครองราชย์ในระหว่างช่วง 1493 - 1479 ปีก่อนคริสตกาล ทั้งยังเป็นพระสวามีของพระนางฮัตเชปซุต (Hatshepsut) หนึ่งในฟาโรห์หญิงผู้ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดของอียิปต์โบราณ
ดีเอ็นเอไขปริศนาชาวอียิปต์โบราณมาจากไหน

ที่มาของภาพ, LIVERPOOL JOHN MOORES UNIVERSITY
ผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากชิ้นส่วนกระดูกหูชั้นในของชายคนหนึ่ง ที่มีเคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 4,500 ปีที่แล้ว บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ ได้เผยถึงข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการก่อกำเนิดอารยธรรมอียิปต์โบราณ โดยพบว่าหนึ่งในห้าของดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรมของชายชาวอียิปต์ผู้นี้ ได้มาจากบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ห่างออกไปถึง 1,500 กิโลเมตร ในอู่อารยธรรมเมโสโปเตเมียหรือประเทศอิรักในปัจจุบัน
ข้อมูลทางพันธุกรรมดังกล่าว คือหลักฐานทางชีววิทยาชิ้นแรกที่เชื่อมโยงสองอารยธรรมเก่าแก่นี้เข้าด้วยกัน ทั้งยังช่วยให้คำอธิบายว่า อาณาจักรอียิปต์โบราณก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากชุมชนเกษตรกรรมที่กระจัดกระจายและหลากหลาย จนกลายมาเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่รุ่งโรจน์ที่สุดในโลกได้อย่างไร
เมื่อปี 1902 นักโบราณคดีพบร่างโครงกระดูกของชายผู้นี้ ในหม้อเซรามิกขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุไว้ในสุสานที่เจาะเข้าไปในภูเขา บริเวณหมู่บ้านนูเวรัต (Nuerat) ที่ห่างจากกรุงไคโรไปทางตอนใต้ 265 กิโลเมตร โดยสันนิษฐานว่าชายคนดังกล่าวเป็นช่างปั้นหม้อวัยกลางคนตอนปลายที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต ร่างของเขาถูกเก็บรักษาด้วยวิธีโบราณ ในยุคก่อนที่การทำมัมมี่จะถือกำเนิดขึ้น กระดูกบางส่วนของชายผู้นี้จึงยังคงมีสารพันธุกรรมหลงเหลือให้ตรวจสอบได้
ดีเอ็นเอของช่างปั้นหม้อคนดังกล่าว ได้พิสูจน์ว่าอียิปต์และเมโสโปเตเมียเคยมีการติดต่อกันตั้งแต่หมื่นปีที่แล้ว รวมทั้งมีการอพยพโยกย้ายของประชากรระหว่างอู่อารยธรรมทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent) ในตะวันออกกลาง เริ่มรู้จักทำการเกษตรและประดิษฐ์ตัวอักษร ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าการจดบันทึกและสังคมเกษตรกรรมในอาณาจักรอียิปต์โบราณ เกิดขึ้นจากการติดต่อแลกเปลี่ยนผู้คนและแนวคิด ระหว่างสองอู่อารยธรรมนั่นเอง
การทำมัมมี่เก่าแก่ที่สุดของโลกอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาของภาพ, INDONESIAN-FRENCH JOINT PREHISTORY PROGRAM
ร่างมัมมี่ของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เกิดจากการรมควันศพให้แห้ง ซึ่งเป็นวิธีการรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมายาวนานถึงกว่าหมื่นปี ในแถบจีนตอนใต้และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทย, ลาว, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, และอินโดนีเซีย
ผลการศึกษาของดร.เชี่ยวชุน ฮุง นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) พบว่าโครงกระดูกมนุษย์ในสุสานโบราณของภูมิภาคดังกล่าวหลายสิบร่าง อยู่ในท่างอตัวเหมือนทารกในครรภ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการถูกเชือกมัดร่างให้อยู่ในท่าที่ว่าจนแน่น ก่อนจะนำไปรมควันเหนือกองไฟอุณหภูมิต่ำเป็นเวลานานจนแห้งสนิท แล้วจึงประกอบพิธีฝังศพอีกครั้ง
ดร.ฮุงกล่าวอธิบายว่า "การนำศพไปรมควันนั้น สื่อถึงความหมายทางจิตวิญญาณ, ศาสนา, และวัฒนธรรมของกลุ่มชนดังกล่าว มากกว่าจะเป็นเพียงเทคนิควิธีชะลอการเน่าเปื่อยของศพเท่านั้น"
โครงกระดูกของคนโบราณที่อยู่ในสภาพแขนขาถูกบิดงอและพับอย่างรุนแรง จนอยู่ในตำแหน่งองศาที่ไม่อาจเป็นไปได้ในตอนที่ยังมีชีวิตนั้น ถูกพบในสุสานโบราณหลายแห่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ 4,000 – 12,000 ปี รวมทั้งในเขตปกครองตนเองกวางสี-จ้วง ของจีนด้วย โดยพบร่องรอยการถูกเผาไหม้ที่กระดูกหลายชิ้น แต่ไม่พบร่องรอยของเขม่าควันในสุสาน จึงเป็นไปได้ว่ารอยไหม้นี้เกิดจากการประกอบพิธีกรรมบางอย่าง ก่อนจะนำศพลงฝังในสุสาน
ผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ด้วยรังสีเอกซ์ และอุปกรณ์วิเคราะห์สารด้วยรังสีอินฟราเรด ชี้ว่ากระดูกของคนโบราณดังกล่าวเคยสัมผัสกับความร้อนในระดับต่ำมาก่อน ทั้งยังมีการเปลี่ยนสีเพราะเขม่าควันอีกด้วย ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่ร่องรอยที่เกิดจากการเผาศพอย่างแน่นอน
นักโบราณคดีคาดว่าการรมควันศพให้แห้งนั้น น่าจะเป็นที่นิยมปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ในชุมชนก่อนยุคเกษตรกรรมของจีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิธีการทำศพแบบนี้ได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 20 และยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน ในหมู่ชนเผ่าพื้นเมืองบางกลุ่มของอินโดนีเซีย ซึ่งจะรมควันศพจนแห้งและดำเกรียมก่อนนำไปฝัง
แม้ร่างโครงกระดูกที่ขุดพบจะดูไม่เหมือนมัมมี่ของอียิปต์ ที่ส่วนใหญ่ยังมีผมและผิวหนังติดอยู่กับตัว แต่ก็อาจจะพิจารณาว่าเป็นมัมมี่แบบหนึ่งได้ เพราะมีการรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อยไว้ในระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากมัมมี่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกฝังลงดินโดยไม่บรรจุศพในโลงที่ปิดทึบเสียก่อน ร่างที่ยังมีเนื้อหนังติดอยู่จึงคงสภาพได้เพียงหลายสิบปี หรือไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น แต่การรมควันให้แห้งก็ถือเป็นวิธีทำมัมมี่ที่เหมาะสมกับภูมิภาคอุษาคเนย์ ซึ่งภูมิอากาศร้อนชื้นและฝนตกหนักเกือบตลอดทั้งปี
ดร.ฮุงยังบอกว่าการค้นพบของเธอและคณะ ได้ยืนยันสนับสนุนความถูกต้องของแนวคิด "การอพยพสองชั้น" ซึ่งอธิบายถึงที่มาของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแนวคิดนี้เชื่อว่า การอพยพสู่ดินแดนอุษาคเนย์ของคนโบราณที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ อาจเกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ 65,000 ปีก่อน โดยคนกลุ่มนี้คือผู้ที่มีธรรมเนียมรมควันศพให้แห้งก่อนฝัง ส่วนการอพยพสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระลอกที่สอง เกิดขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยเป็นการมาถึงของเหล่าเกษตรกรยุคหินใหม่ ซึ่งเป็นคนละชนเผ่ากับผู้อพยพกลุ่มแรก














