โรคบลูทังก์ ที่อันตรายถึงชีวิตต่อสัตว์คืออะไร มีวีธีป้องกันอย่างไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ฮาจาร์ ชาฟแฟก
- Role, บีบีซี โกลบอล เจอร์นัลลิสม์
ไวรัสบลูทังก์ (Bluetongue) หรือที่รู้จักกันในชื่อ BTV-3 เป็นไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อวัว แพะ แกะ กวาง อูฐ ลามา อัลปากา และสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่น ๆ
โรคนี้รู้จักกันในชื่อบลูทังก์ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "ลิ้นน้ำเงิน" เนื่องจากในกรณีที่รุนแรง ลิ้นและเยื่อเมือกอื่น ๆ อาจบวมและมีสีออกน้ำเงิน ซึ่งเกิดจากการมีเลือดออกภายในและการขาดออกซิเจน
กระทรวงเกษตร สิ่งแวดล้อม และกิจการชนบทของไอร์แลนด์เหนือ ระบุเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ว่า จากการเฝ้าระวังบริเวณโรงฆ่าสัตว์ของภูมิภาคบ่งชี้ว่า มีโรคนี้อยู่ในวัวสองตัวจากฟาร์มใกล้เมืองแบงกอร์ มณฑลดาวน์ ประเทศเวลส์
ไวรัสนี้ไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของอาหารหรือสุขภาพของมนุษย์ แต่อาจถึงแก่ชีวิตได้สำหรับปศุสัตว์ การระบาดยังส่งผลให้การเคลื่อนย้ายสัตว์และการค้าใช้เวลานานขึ้น
โดยทั่วไปแล้ว โรคนี้ส่งผลกระทบต่อปศุสัตว์ในประเทศที่มีแมลงกัดต่อยอยู่ทั่วไป รวมถึงบางส่วนของแอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และเกาะต่าง ๆ จำนวนมากในเขตร้อน
อาการเป็นอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ว่าการที่ลิ้นของสัตว์เปลี่ยนไปเป็นสีน้ำเงินจะถือเป็นสัญญาณสำคัญ แต่อาการนี้ก็ไม่ได้พบในสัตว์ที่ติดเชื้อทุกตัว
สัญญาณของไวรัสบลูทังก์ในแกะ ได้แก่ แผลในปากและจมูก น้ำมูกหรือน้ำตาไหล น้ำลายไหลมากผิดปกติ และอาการบวมที่ริมฝีปาก ลิ้น หัว คอ และบริเวณรอบไรกีบ ซึ่งเป็นจุดที่ผิวหนังบริเวณขาติดกับกีบ
อาการอื่น ๆ อาจรวมถึงผิวหนังแดงเนื่องจากเลือดคั่งใต้ผิวหนัง มีไข้ และหายใจลำบาก
ในวัว สัญญาณของไวรัสบลูทังก์ ได้แก่ อาการซึม รอยกัดกร่อนรอบรูจมูกและปาก ปาก ตา และจมูกแดง เบื่ออาหาร และผลผลิตน้ำนมลดลง
อย่างไรก็ตาม โคที่โตเต็มวัยอาจติดเชื้อไวรัสได้นานหลายสัปดาห์โดยไม่แสดงอาการ
ลูกวัวและลูกแกะสามารถติดเชื้อได้ก่อนคลอด หากแม่วัวหรือแม่แกะติดเชื้อไวรัสระหว่างตั้งท้อง ลูกของแม่วัวและแกะเพศเมียที่ติดเชื้ออาจเกิดมาตัวเล็ก อ่อนแอ พิการ หรือตาบอด แม่แกะบางตัวอาจแท้งลูกหรือเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด
ม้า หมู และสุนัข ไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัสชนิดนี้
บลูทังก์ติดต่อได้ไหม ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
โรคบลูทังก์ไม่สามารถติดต่อกันได้ระหว่างสัตว์โดยตรง แต่จะถูกแพร่กระจายผ่านแมลงกัดต่อย ซึ่งจะติดเชื้อไวรัสเมื่อกัดสัตว์ที่ติดเชื้อ และทำหน้าที่เป็นพาหะนำโรค
เมื่อแมลงกัดต่อยที่ติดเชื้อกัดสัตว์ตัวที่ยังไม่ติดเชื้อ ไวรัสก็จะถูกแพร่กระจาย
แมลงกัดต่อยจะเคลื่อนไหวมากที่สุดในช่วงฤดูร้อน และโอกาสในการแพร่กระจายขึ้นอยู่กับความสามารถในการอพยพโดยใช้กระแสลม
การระบาดของโรคบลูทังก์ครั้งล่าสุดในยุโรป เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2023 เมื่อแกะหลายหมื่นตัวล้มตาย
จากนั้นแมลงกัดต่อยที่ถูกพัดมาจากแผ่นดินใหญ่ของยุโรปไปยังสหราชอาณาจักรก็เริ่มแพร่เชื้อไปยังปศุสัตว์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ
แต่ผลกระทบของโรคบลูทังก์แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค โดยสัตว์บางชนิดแสดงอาการเพียงเล็กน้อยและสามารถหายได้ ในขณะที่บางชนิดจะตายในไม่ช้าหลังจากติดเชื้อ
ประเทศไหนได้รับผลกระทบแล้วบ้าง

ที่มาของภาพ, Getty Images
โรคบลูทังก์พบได้ทั่วไปในภูมิภาคที่มีแมลงกัดต่อยมากที่สุด ตามข้อมูลขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health - WOAH)
ไวรัสชนิดนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยให้แมลงกัดต่อยสามารถอยู่รอดได้ตลอดฤดูหนาว
มีการตรวจพบไวรัสชนิดนี้ในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ตูนิเซีย ไนจีเรีย อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ จีน อินโดนีเซีย เลบานอน สเปน โปรตุเกส ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
หลายประเทศและภูมิภาคในแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา ถือว่าไวรัสบลูทังก์เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งหมายความว่าไวรัสชนิดนี้พบได้บ่อย และมีอัตราการแพร่กระจายและรูปแบบที่คาดการณ์ได้
ในไอร์แลนด์เหนือ จะมีการทดสอบ โดยเริ่มต้นที่ฟาร์ม 20 แห่งเพื่อประเมินการแพร่กระจายของโรค
มีวัคซีนป้องกันโรคนี้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
วัคซีนป้องกันโรคบลูทังก็มีอยู่และและถูกใช้ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา อินเดีย สหราชอาณาจักร จีน และมาเลเซีย
"ทางออกที่ดีที่สุดคือการป้องกันด้วยวัคซีน" คลอเดีย ซาลาซาร์ สัตวแพทย์ กล่าว
"อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ประเภทของสัญญาที่เกษตรกรมี และความพร้อมของวัคซีนในตลาด ในประเทศที่มีโรคบลูทังก์เป็นโรคประจำถิ่น โดยทั่วไปแล้วยังไม่มีมาตรการรับมือกับโรคนี้ในปัจจุบัน"
ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแพร่กระจายเหล่านี้และทำให้เกิดการแพร่เชื้อไวรัสไปยังประเทศต่าง ๆ มากขึ้น
"ฤดูหนาวอากาศอบอุ่นขึ้นและกระแสลมเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้แมลงขนาดเล็กแพร่พันธุ์และแพร่เชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น" ซาลาซาร์ กล่าว
"ภูมิภาคที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือภูมิภาคที่ไม่เคยสัมผัสกับเชื้อไวรัสมาก่อน ในกรณีนี้ มีมาตรการหลายอย่างที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น การฉีดวัคซีนป้องกัน การติดตาม การกักกัน และการตรวจโรคในสัตว์"
ในภูมิภาคที่โดยทั่วไปจัดว่า "ปลอดไวรัสบลูทังก์" พิธีการทั่วไปคือการกำจัดสัตว์ทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของการถูกแมลงกัด
คุณสามารถใช้มาตรการป้องกันอะไรได้บ้าง ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ซาลาซาร์แนะนำให้เกษตรกรหรือผู้เลี้ยงปศุสัตว์ทุกคนติดตามคำแนะนำล่าสุดเกี่ยวกับโรคบลูทังก์ในประเทศของตนอยู่เสมอ
เธอกล่าวว่า การใช้มาตรการควบคุมแมลงอย่างเข้มงวด การฉีดวัคซีนสัตว์ และการระบุพื้นที่เสี่ยงภัย จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคบลูทังก์แพร่กระจายไปสู่สัตว์เลี้ยงในฟาร์มได้มากขึ้น
"ทั้งหมดนี้สามารถควบคุมได้ หากเราสามารถควบคุมพาหะนำเชื้อไวรัส [แมลงกัดต่อย] ได้
"แน่นอนว่าพวกเขาต้องฉีดวัคซีนให้สัตว์ แต่ต้องระวังด้วยหากสัตว์เข้ามาในภูมิภาคนี้จากพื้นที่อื่นที่มีโรคบลูทังก์ระบาด ซึ่งในกรณีนี้พวกมันจะต้องถูกกักกันและตรวจโรค" เธอกล่าว
ในสหราชอาณาจักร กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท (Defra) แนะนำดังนี้:
- จัดหาปศุสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ
- เฝ้าระวังสัญญาณของโรค
- เลี้ยงสัตว์ในสถานที่ที่ป้องกันแมลงกัดต่อยได้
- รักษาสุขอนามัยและความปลอดภัยทางชีวภาพที่ดีในสถานที่ของคุณ
- ไม่อนุญาตให้สุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงในฟาร์มกิน เคี้ยว หรือเล่นกับวัสดุที่อาจติดเชื้อ (เช่น วัสดุที่แท้งและรก)
- ฉีดวัคซีนที่ได้รับอนุญาตซึ่งเหมาะสมให้กับสัตว์ของคุณ
"โรคบลูทังก์เป็นโรคที่อยู่กับเรามานานกว่าศตวรรษแล้ว" ซาลาซาร์ กล่าว
"แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละประเทศต่อโรคนี้ และกระทรวงเกษตรจะจัดการกับมันอย่างไร" เขากล่าวสรุป












