การใช้กำลังทหาร "ปิดจบ" เหตุปะทะกัมพูชาโดยเร็วเป็นไปได้จริงแค่ไหน และจะนำไปสู่การปิดเกมได้จริงหรือ

สภาพความเสียหายของบ้านประชาชนใน จ.สระแก้ว หลังเกิดเหตุกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาตกลงมายังพื้นที่ประเทศไทย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สภาพความเสียหายของบ้านประชาชนใน จ.สระแก้ว หลังเกิดเหตุกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาตกลงมายังพื้นที่ประเทศไทย
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม และ ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาระลอกสองยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนนับแสนตลอดแนวชายแดนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว

สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นและขยายพื้นที่จากแนวปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เข้าสู่พื้นที่ของกองทัพเรือใน จ.ตราด

กองทัพภาคที่ 2 รายงานช่วงเย็นวันนี้ (9 ธ.ค.) ว่าทหารไทยบาดเจ็บ 68 นาย และเสียชีวิต 4 นาย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 61 นาย ตัวเลขบาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

ด้านสำนักข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชารายงานว่าไทยยังโจมตีกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีพลเรือนชาวกัมพูชาเสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน และบาดเจ็บ 20 คน

อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยไม่สามารถยืนยันตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตของทั้งสองฝ่ายได้อย่างอิสระ

นานาชาติต่างออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน กล่าวว่าการสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง เสี่ยงที่จะทำลายความพยายามอย่างรอบคอบที่ได้ดำเนินมาเพื่อสร้างเสถียรภาพในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ ปกป้องพลเรือน และกลับสู่เส้นทางการทูตที่ยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ

แต่กระนั้น ทั้งไทยและกัมพูชาต่างยังไม่มีท่าทีจะยุติปฏิบัติการทางทหาร ต่างฝ่ายต่างบอกว่าอีกฝ่ายเป็น "ผู้รุกราน" และต้องดำเนินการปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องดินแดนของตน

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวเมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.) ว่าถ้านายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน จะบอกให้ไทยทำอะไร เขาขอวิงวอนคนที่เกี่ยวข้องและเป็นพยานควรต้องไปพูดกับ "คนที่รุกรานประเทศไทย" ให้หยุดการกระทำเช่นนั้น

ในวันเดียวกัน สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา บอกว่ากองกำลังแนวหน้าทุกคนต้องอดทน เพราะ "ฝ่ายผู้รุกรานได้ใช้อาวุธทุกประเภทยิงใส่เรา" ตั้งแต่เมื่อคืนและเช้าวันนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อยั่วยุให้เราตอบโต้ เพื่อทำลายข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพกัมพูชา-ไทย"

ท่าทีฝ่ายกัมพูชา: ขอให้ไทยยึดมั่นในข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

นายสัวส์ ยารา โฆษกพรรคประชาชนกัมพูชาและที่ปรึกษาสมเด็จ ฮุน เซน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ไทยไม่ควรใช้ทุ่นระเบิดมาเป็นข้ออ้างในการทำสงคราม เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในคณะทำงานร่วมหลายฝ่ายที่ตั้งเป้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามที่ตกลงกันในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ โดยเขาระบุว่าทางกัมพูชาให้คำมั่นอย่างเต็มที่ในฐานะรัฐสมาชิกในอนุสัญญาออตตาวา

สำหรับข้อกล่าวหาที่อ้างว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ ไม่มีความจริงใจร่วมกันเก็บกู้ระเบิด จนทำให้ทหารไทยสูญเสียขาหรือเท้าไป 7 คนแล้วในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานั้น เขาบอกว่า "ทุ่นระเบิดไม่สามารถเดินเองได้ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่เดินได้ ดังนั้น ถ้าคุณพยายามลาดตระเวนในพื้นที่หวงห้ามซึ่งไม่มีการประกาศว่าเป็นเขตปลอดทุ่นระเบิด คุณก็มีปัญหา จากนั้นคุณก็กล่าวหาอีกฝ่าย ดังนั้น ไม่มีอะไรที่สามารถรับประกันช่วงเวลานั้นได้ และไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ยอมรับร่วมกันโดยทั้งสองฝ่าย"

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ทหารไทย 2 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีษะเกษ ต่อมาได้มีการตรวจสอบทุ่นระเบิดโดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team–Thailand หรือ AOT-TH) ซึ่งได้ข้อสรุปว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 ที่ถูกฝังใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าตามที่กัมพูชาอ้าง

ที่ปรึกษาของสมเด็จฮุน เซน กล่าวต่อด้วยว่าสำหรับฝ่ายกัมพูชา ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศจะลดลงได้ก็ต่อเมื่อผู้นำของทั้งสองประเทศทำความเข้าใจและมาถึงจุดที่เรียกว่า "จุดที่เป็นกลาง" ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ นั่นคือปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ รวมถึงสนธิสัญญา อนุสัญญาอื่น ๆ ที่บรรพบุรุษของทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันไว้

ที่ปรึกษาผู้นำตระกูลฮุนบอกว่าการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง "สิ่งที่ถูกต้องคือคุณต้องไปสู่ข้อเท็จจริงและเข้าสู่ประเด็นทางเทคนิค และกำหนดประเด็นทั้งหมดนั้นบนพื้นฐานของข้อตกลงในกัวลาลัมเปอร์ และแน่นอนว่ามีกลไกที่ตกลงกันไว้มากมาย พวกเขาควรใช้กลไกนั้น แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย"

พร้อมกันนี้ เขายืนยันว่าฝ่ายกัมพูชายึดมั่นในหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ และเชื่อว่ายังมีช่องทางการทูต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับไปใช้ข้อตกลงล่าสุดที่ได้รับการรับรองจากประธานอาเซียน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา รวมถึงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีน

เขายังแสดงความเห็นด้วยหากอาเซียนจะเข้ามาเป็นตัวกลางในความขัดแย้งนี้ รวมถึงการใช้ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เขายังบอกด้วยว่าหากไทยต้องการทำงานผ่านกลไกทวิภาคี ก็มีกลไกนี้อยู่แล้วซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ปฏิบัติด้วยดีในห้วงที่ผ่านมา

"หากไทยต้องการทำงานแบบทวิภาคี เรามีกลไกทวิภาคีอยู่แล้ว และถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติในพื้นที่อย่างดีมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องปักปันเขตแดนที่มีความเข้าใจไม่ตรงกัน ดังนั้นพวกเขาควรดำเนินตามกระบวนการนี้ต่อไป"

เขากล่าวต่อว่า หากการปะทะยืดเยื้อต่อไป ผลกระทบคือไม่มีใครชนะ และไม่ใช่แค่กัมพูชาที่ได้รับผลกระทบ แต่ไทยก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะย่อมหมายถึงประชาชนของทั้งสองประเทศที่ต้องสละชีวิต อีกทั้งยังแสดงความเห็นว่านักการเมืองไม่ควรนำความขัดแย้งนี้มาใช้เพื่อหวังผลชัยชนะทางการเมืองภายในประเทศ เพราะไม่ต่างจากการนำประชาชนมาเป็นตัวประกัน

ความเห็นของเขาสอดคล้องกับคำพูดของสมเด็จฮุน เซน ก่อนหน้านี้ที่ออกมากล่าวหาว่านายอนุทินนำชีวิตทหารมาเสี่ยง เพื่อแลกกับเป้าหมายทางการเมือง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้ในประเด็นนี้โดยบอกว่าฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน

ท่าทีของไทย: ไม่เจรจา จนกว่ากัมพูชาจะทำตามที่ไทยกำหนด อ้างประชาชนหมดความอดทนอดกลั้น

ก่อนหน้านี้ นายอนุทินยืนยันชัดเจนว่าจะไม่เจรจากับกัมพูชา และจากนี้ไปหากกัมพูชาจะหยุดสู้รบกัน ก็ต้องทำตามสิ่งที่ไทยกำหนด โดยทางรัฐบาลไทยจะดำเนินการตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ระบุว่าจะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น

ขณะเดียวกัน สื่อของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ต่างติดแฮชแท็กว่า #สันติภาพไม่มีอยู่จริง สอดคล้องกับท่าทีอันแข็งกร้าวของกองทัพบกซึ่งสะท้อนผ่านคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ที่กล่าวว่า "เป้าหมาย คือ กองทัพบกจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา"

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงต่อสื่อวันนี้ (9 ธ.ค.) ว่า สถานการณ์การปะทะที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดจากการ "เปิดฉากยิง" โจมตีทหารไทยในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีษะเกษ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ซึ่งทำให้ไทยไม่สามารถอดทนอดกลั้นกับการกระทำของกัมพูชาได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ดี เหตุปะทะเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ทางกัมพูชาโต้ว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และทางกองทัพกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ กลับไป ซึ่งทางโฆษกกระทรวงกลาโหมของไทยมองว่านี่เป็น "การกระทำเดิม ๆ" ของฝ่ายกัมพูชาที่ "รุกรานไทยและปฏิเสธการกระทำดังกล่าว"

ในการแถลงข่าวช่วงเช้า พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่าฝ่ายไทยมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน จึงจำเป็นต้องดำเนินการทางทหารอย่างถึงที่สุด

"ประชาชนชาวไทยหมดความอดทนอดกลั้นต่อการดำเนินการของกัมพูชาที่ไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศไทย รวมถึงการที่คนไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัย ครั้งแล้วครั้งเล่า รัฐบาลไทยจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุด ในการปกป้องอธิปไตยและประชาชน ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จนกว่าอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของไทยจะไม่ถูกคุกคาม" โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุ

"ให้คำมั่นสัญญากับกองทัพแล้วว่าดำเนินการตามแผนการที่ได้คิดการกันไว้ได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ" นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, "ให้คำมั่นสัญญากับกองทัพแล้วว่าดำเนินการตามแผนการที่ได้คิดการกันไว้ได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ" นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ถ้อยแถลงร่วม (joint declaration) ผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งลงนามเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่ทำงาน เนื่องจาก "อีกฝ่ายพูดเสมอว่าพวกเขายึดมั่น แต่การกระทำของพวกเขากลับพิสูจน์ว่าตรงกันข้าม"

"เราหวังว่าแถลงร่วมฯ จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง แต่เราก็เห็นว่ากัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรงในสิ่งที่เราได้ตกลงกันไว้ในแถลงร่วมฯ" ดังนั้นตอนนี้จึงถึงคราวของกัมพูชา "ที่จะต้องกลับมารับผิดชอบ แล้วเราจึงจะเดินหน้าต่อไปได้" รมว.ต่างประเทศกล่าว และเน้นย้ำว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มเรื่องนี้

"และถ้าพวกเขายินดีที่จะทำเช่นนั้น แน่นอนว่าเราก็จะสามารถคิดหาหนทางที่ดีที่สุดเพื่อเดินหน้าต่อไปได้" รมว.ต่างประเทศของไทยกล่าวกับบีบีซี

บ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีอนุทินตอบคำถามสื่อประจำทำเนียบอีกครั้งว่า ไม่มีการติดต่อเจรจาจากทางกัมพูชา และยืนยันเหมือนเดิมว่าจะไม่เจรจา

"ประเทศไทยได้แสดงความเป็นประเทศไทยให้กับผู้ที่คิดไม่ดีให้กับประเทศเราให้เห็นอย่างชัดเจน ตอนนี้ให้กำลังใจผู้ที่ปกป้องอธิปไตยและแผ่นดินของเราดีกว่า" นายกฯ กล่าว และยืนยันว่าจะไม่มีการออกคำสั่งให้ทหารยุติปฏิบัติการจนกว่ากองทัพอีกฝ่ายจะสิ้นสภาพ

"ตอนนี้หยุดไม่ได้แล้วครับ ให้คำมั่นสัญญากับกองทัพแล้วว่าดำเนินการตามแผนการที่ได้คิดการกันไว้ได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ" นายอนุทิน กล่าววันนี้

ความรู้สึก "ทำให้จบ" มาจากไหน และการใช้กำลังทางทหารจะนำไปสู่การปิดเกมหรือไม่

พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มใหญ่ที่ถูกเรียกขานว่า "สว.สีน้ำเงิน" ให้สัมภาษณ์กับสื่อในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ว่ารัฐบาลตอบโต้เด็ดขาด สมเหตุสมผล เป็นไปตามขั้นตอน และเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ลุกลามบานปลาย เพราะ "เราไม่ต้องการให้สถานการณ์ขยายอยู่แล้ว ในเมื่อฝั่งกัมพูชาเปิดมา ไทยก็ทำให้จบโดยเร็ว เพราะหากเวลาเนิ่นนานไป ประชาชนจะเดือดร้อน"

ด้านนายสิริพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังบอกว่าไทยมีแสนยานุภาพมากกว่ากัมพูชา ดังนั้นในการตอบโต้แต่ละครั้ง กัมพูชาย่อมเจ็บกว่า

"เรื่องนี้เป็นเรื่องคาราคาซัง เป็นเรื่องที่คนไทยถามหลายครั้งว่าเมื่อไรจะจบสักที และรัฐบาลคิดว่าคราวนี้มันต้องจบ" เขากล่าว

นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษา กมธ.การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า "ความรู้สึกปิดจบ" เกิดขึ้นจากความรู้สึกเชื่อมั่นว่าศักยภาพทางทหารของไทยสามารถทำลายความสามารถทางทหารของกัมพูชาได้ ซึ่งเขาเห็นว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวงจำกัด แต่เป็นความรู้สึกร่วมที่คนทั่วไปก็เห็นพ้องต้องกัน

"มันเป็นความรู้สึกว่าเราเหนือกว่า" เขากล่าว และอธิบายต่อว่าความรู้สึกปิดจบนั้นไม่ได้บังเอิญเกิดขึ้นมาอย่างลอย ๆ แต่เกิดจาก 2 ปัจจัยด้วยกัน นั่นคือความรู้สึกสะสมในกองทัพ และความรู้สึกร่วมของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

"ความรู้สึกนี้ออกมาจากทหารชั้นผู้น้อยก่อน แรงจูงใจคือเมื่อทหารชั้นผู้น้อยสูญเสียในสมรภูมิ ความรู้สึกส่วนตัวของพวกเขาคือจะต้องเอาคืนให้ได้ แล้วแรงกดดันนี้ขึ้นไปข้างบน คนที่เป็นผู้บังคับบัญชาไม่มีทางจะบอกว่าไม่เอา เราไม่สู้ นี่ไม่ใช่วิธีการของแม่ทัพ ไม่มีแม่ทัพคนไหนพูดแบบนี้ เพราะมันจะไม่ได้รับความเคารพจากทหารที่เป็นผู้ปฏิบัติ คำว่าทำให้มันจบ ๆ ไป เป็นคำที่ออกมาจากทหารชั้นผู้น้อยก่อน แล้วค่อยขยายมายังสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็น affiliate (พันธมิตร) กับกองทัพ แล้วก็แพร่เข้ามาในความคิดของหมู่ประชาชน"

"ทีนี้พวกเจ้านายต้องคิดมากกว่าการเอาคืนใช่ไหม ต้องคิดว่าเรามีความชอบธรรมหรือเปล่า รัฐบาลก็ต้องคิดในมุมนี้เหมือนกัน แต่พอนาน ๆ เข้า logic (เหตุผล) แบบนี้มันเริ่มไม่ได้ผล แรงกดดันจากข้างล่างมันเยอะ ส่วนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทำมาหากินไม่ได้ก็รู้สึกอึดอัด ด่ารัฐบาลว่าไม่ทำอะไรเสียที จะทำอะไรก็รีบทำ อย่ามัวแต่โม้ มัวแต่ส่งกระดาษประท้วง ๆ ไม่เห็นทำให้มันจบสักที เพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ"

นายสุภลักษณ์กล่าวต่อว่าสำหรับกองทัพ ตัวชี้วัด "ความรู้สึกปิดจบ" คือ ปราสาทตาควาย หนึ่งในจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ทางกองทัพบกพูดมาตลอดว่าต้องการยึดคืนมา แม้ทราบดีว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ในข้อพิพาทเขตแดนระหว่างสองประเทศ

"ปราสาทตาควายเป็น indicator หมายถึงไทยอยากจะยึด แต่ยึดไม่ได้ ไม่จบ และมีความสูญเสียเยอะมาก" ที่ปรึกษา กมธ.การทหารฯ กล่าว

ปราสาทตาควาย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปราสาทตาควาย

ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า กลุ่มปราสาทหินอยู่ในพื้นที่พิพาทเขตแดนที่ชะงักงันมาหลายปี เนื่องจากทั้งสองประเทศไม่สามารถปักปันเขตแดนร่วมกันได้

ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการร่วมกันว่าให้ดูแลพื้นที่ร่วมกัน มีทหารของทั้งสองฝ่ายลาดตระเวนร่วมกัน และอนุญาตให้นักท่องเที่ยว รวมถึงประชาชนทั้งสองฝ่ายขึ้นไปเยี่ยมชมปราสาทได้ โดยไม่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ แต่ในวันนี้พื้นที่กลุ่มปราสาทหินกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไปแล้ว เนื่องจาก "ถูกโหมกระพือด้วยกระแสชาตินิยม

เธอกล่าวต่อว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าอะไรคือตัวจุดชนวนที่ทำให้ความตึงเครียดเล็กน้อยบริเวณชายแดน และปะทุเป็นความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างสองประเทศขึ้นมาได้

"มันเกิดจากกรณีความขัดแย้งระหว่างฮุน เซน กับ ทักษิณ [ชินวัตร] หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีการปล่อยเทปการสนทนาที่แสดงว่ามันมีความขัดแย้งบางอย่างของสองครอบครัว ซึ่งเราไม่รู้ ทางฝ่ายฮุน เซน ก็มีท่าทีแทรกแซงกิจการภายในของไทยเยอะ แล้วก็ยั่วยุหลายอย่าง ทำให้กระแสชาตินิยมมันโหมกระพือ มากเข้าก็กลายเป็นว่าไอ้ที่เคยดูแลร่วมกัน ก็ต้องตัดสินให้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของ"

เธอเชื่อว่าหากไทยยังเดินหน้าใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ ทางกัมพูชาจะนำเรื่องความขัดแย้งนี้เข้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council - UNSC) และนั่นจะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการให้นานาชาติเข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้งครั้งนี้มากขึ้น

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าววันนี้ว่าตนเองมีความกังวลต่อรายงานการปะทะด้วยอาวุธที่เกิดขึ้นอีกครั้งระหว่างกัมพูชาและไทย

เขาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้น หลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์ กลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และใช้ทุกกลไกการเจรจาเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนต่อข้อพิพาทด้วยวิธีการสันติ

"สหประชาชาติพร้อมสนับสนุนทุกความพยายามที่มุ่งส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาในภูมิภาค" เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุ

"มันก็ต้องกลับไปตัดสินกันด้วยกลไกทางกฎหมาย แต่คราวนี้ไทยเองก็ไม่ยอมที่จะกลับไปยัง ICJ (ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก) มันก็ไม่รู้จะหาทางออกเรื่องนี้ยังไง แล้วคุณอนุทินก็ตัดสินใจฉีก joint declaration อย่างรวดเร็วมาก ๆ" ศ.ดร.พวงทอง กล่าว

เธอเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยและกองทัพไม่ควรอ้างว่าประชาชนหมดความอดทนอดกลั้นแล้วต้องปิดจบด้วยปฏิบัติการทางทหาร เนื่องจากเป็นการอ้างประชาชนอย่างไม่มีความรับผิดชอบ

"คุณต้องมองว่าการตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ มันกระทบกับประเทศไทยในระยะใกล้และระยะยาว ไม่ใช่ทำตามกระแสความรู้สึกประชาชน ความรู้สึกของประชาชนขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาลและกองทัพที่จะแถลงเรื่องนี้อย่างไรด้วย ถ้าคุณมีอำนาจ แต่พูดจาในลักษณะยุยงทำให้ประชาชนโกรธ แล้วก็กลับมาอ้างประชาชนเพื่อที่ใช้กำลังในการตัดสินใจ มันเป็นความไม่รับผิดชอบ"

ศ.ดร.พวงทองแนะว่า ผู้มีอำนาจควรทำความเข้าใจและแสดงเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจว่าปัญหาข้อพิพาทเขตแดนเป็นผลมาจากความเห็นที่ไม่ตรงกันในประเด็นกฎหมายและเอกสารที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่สามารถคลี่คลายปมด้วยระยะเวลาสั้น ๆ ได้

"ที่ผ่านมาใช้วิธีปลุกระดมความรู้สึกว่าต้องยึดดินแดนคืนให้ได้ บางท่านก็รู้ว่ามันทำไม่ได้ แล้วก็มาอ้างประชาชน ผลที่เกิดขึ้นคือ เดี๋ยวก็หมดอายุกันไป รัฐบาล... หากเลือกตั้งก็หมดไป ทหารก็เกษียณกันไป ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไร ทั้งต่อชีวิตที่สูญเสียและพิการ หรือค่าใช้จ่ายทางด้านทหาร" อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

นักวิชาการด้านความมั่นคงชี้ สุดท้ายต้องไปจบที่การเจรจาอยู่ดี

ชาวบ้านกำลังเดินดูพื้นที่นาหลังจรวด BM 21 ตก ที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ชาวบ้านกำลังเดินดูพื้นที่นาหลังจรวด BM-21 ตก ที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ศ.ดร.พวงทอง กล่าวต่อว่า ท่าทีของรัฐบาลกับกองทัพที่บอกว่าจะไม่เจรจาและจะทำลายอีกฝ่ายจนกว่าจะหมดสภาพทางการทหารนั้น ยิ่งทำให้การปะทะลุกลามบานปลายมากขึ้น และที่น่ากังวลไปกว่านั้น คือคำพูดนี้อาจถูกนานาชาติตีความได้ว่า "ไทยมีท่าทีรุกรานกัมพูชา"

"ท่าทีของคุณอนุทินให้ความสำคัญกับเรื่องในประเทศมากเกินไป เป็นไปตามกระแสชาตินิยมมากจนไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทย" เธอกล่าว

แม้ในวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจงว่าปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางทหารในพื้นที่ปฏิบัติการของกัมพูชาด้วยเครื่องบิน F-16 ถูกวางแผนและดำเนินการภายใต้หลักปฏิบัติด้านความมั่นคง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากข้อมูลทางยุทธการพบว่ามีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัดกำลังรบ และเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

แต่อาจารย์จากจุฬาฯ มองว่านี่เป็นการตัดสินใจใช้อาวุธหนักเร็วเกินไป และเสี่ยงทำให้ไทยสูญเสียความชอบธรรม

"หากเราดูรายงานข่าวสื่อต่างประเทศ ก็จะบอกว่าไทยใช้ F-16 โจมตีกัมพูชา ซึ่งมันมีพยานหลักฐานชัดเจน แต่ว่าไม่มีรายงานว่ากัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีเรา แม้เขายิงจรวดข้ามมาตกฝั่งเรา เขาก็ยังอ้างได้ว่าเป็นการป้องกันตนเอง"

"รายงานข่าวที่ออกมาหลังจากนี้จะกลายเป็นว่าประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางด้านการทหารมากกว่ากำลังโจมตีกัมพูชา" ศ.ดร.พวงทอง แสดงความกังวล และบอกว่าเมื่อเกิดการตอบโต้ไม่ได้สัดส่วนกัน ฝ่ายที่ใช้กำลังเกินสัดส่วนย่อมถูกมองว่าไม่มีความชอบธรรม

ขณะเดียวกัน ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่าเมื่อการปะทะเริ่มผ่อนคลายลงแล้ว รัฐบาลไทยอาจจะจำเป็นต้องแถลงกับนานาประเทศและประชาคมโลกอย่างละเอียดอีกครั้งว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เป้าหมายคืออะไร การทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาจำเป็นแค่ไหน การใช้กำลังของไทยได้สัดส่วนหรือไม่

"ในจังหวะนี้ ประเทศไทยกลับมาได้เปรียบในแง่ความชอบธรรมในเวทีโลกเป็นอย่างมาก ทั้งในกรอบอนุสัญญาออตตาว่าเรื่องการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และในเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ข้ามชาติ หากรัฐบาลไทยอธิบายปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้กับโลกไม่ได้ ความได้เปรียบที่มีอยู่ขณะนี้อาจจะค่อยๆ หายไป และไปเข้าเกมกัมพูชาอีกครั้ง" อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มธ. ระบุ

Residents gather outside a temple after they evacuated following clashes along the Cambodia-Thailand border, in Siem Reap province on December 9, 2025. Two more Thai soldiers were killed on December 9, in renewed border clashes with neighbour Cambodia, the Thai army said, raising the death toll for Thai troops to three. (Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประชาชนชาวกัมพูชาอพยพมาอาศัยวัดเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะเกิดเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา

ศ.ดร.พวงทอง มองว่าอีกปัญหาหนึ่งคือรัฐบาลปล่อยให้กองทัพเป็นผู้นำการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มากเกินไป ซึ่งเกิดขึ้นนับตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดกลยุทธ์และการตัดสินใจตอบโต้กัมพูชา ทั้งที่จริง ๆ แล้วฝ่ายพลเรือนควรเป็นฝ่ายนำโดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกแง่มุม ไม่ใช่พึ่งพากองทัพและปฏิบัติการทางทหารเป็นหลัก

นายอนาลโย กอสกุล ที่ปรึกษากรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เคยให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า เมื่อเขตแดนยังไม่มีข้อยุติ แต่ละฝ่ายจึงต้องพยายามช่วงชิงจุดยุทธศาสตร์ไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าจะสร้างความได้เปรียบเมื่อการเจรจามาถึง และเหตุที่การปะทะรอบสองปะทุขึ้นอาจเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ทว่า อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เห็นต่างและแย้งว่า แนวคิดการยึดพื้นที่ให้มากที่สุดเพื่อต่อรองเจรจานั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาได้ และนี่สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพไม่เข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ

เธอเน้นย้ำว่าท้ายที่สุดแล้วเวทีโลกไม่มีทางยอมรับการตัดสินด้วยกำลังทางทหารเพื่อให้ได้พื้นที่มา นอกเสียจากว่าไทยเป็นชาติมหาอำนาจ

"พวกเขา (หมายถึงกองทัพของไทย) ไปเอาแนวคิดการทำสงครามขนาดใหญ่แบบรัสเซียบุกยูเครนหรือว่าสงครามเวียดนาม ซึ่งคุณต้องยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนกัน" แต่คำถามคือไทยจะยึดพื้นที่อ้างสิทธิให้ได้มากที่สุดเพื่อต่อรองกับกัมพูชาในเรื่องอะไร ซึ่งไม่มีใครให้คำตอบในเรื่องนี้ได้

อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เน้นย้ำว่า ไม่ว่าอย่างไรความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ต้องไปจบลงที่โต๊ะเจรจา เพราะการพึ่งพาปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ นั่นก็คือเรื่องข้อพิพาทเขตแดน

ด้านนายสุภลักษณ์ติงว่าท่าทีอันแข็งกร้าวของรัฐบาลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับกองทัพ ยิ่งทำให้สังคมจินตนาการไม่ออกว่าทางออกของปัญหาไทย-กัมพูชา มีมากกว่าการใช้ปฏิบัติการทางทหารเท่านั้น

"ในความรู้สึกเที่ยวนี้ รัฐบาลต้องเอาทั้งหมดมารวมกันและพิจารณาโดยถ่องแท้ว่าจะปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แล้วกัดกินสังคมไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ หรือจะหาทางอื่นเพื่อให้สามารถพูดคุยกันได้"

"ถ้ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ทหารนำ เขาจะคิดด้วย logic แบบมีเหตุมีผลมากกว่านี้" เขากล่าวกับบีบีซีไทย

รายงานเพิ่มเติมโดย ธัญญารัตน์ ดอกสน