อพยพช่วงใกล้สอบ - ความไม่พร้อมเรียนออนไลน์ เหตุปะทะชายแดนระลอกใหม่กระทบนักเรียนไทยอย่างไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
โรงเรียน 641 แห่งในพื้นที่ 5 จังหวัดติดชายแดนไทย - กัมพูชา ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และสระแก้ว ถูกสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราวในวันนี้ (8 ธ.ค.) หลังเกิดการปะทะระลอกใหม่ที่บริเวณชายแดน ตามการสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ โดยคำสั่งมีผลไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
คำสั่งนี้มีผลกับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ต่าง ๆ ดังนี้
- จ.สุรินทร์ 145 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป. สุรินทร์ เขต 3 จำนวน 123 แห่ง และ สพป.สุรินทร์ เขต 2 จำนวน 22 แห่ง
- จ.ศรีสะเกษ 170 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 159 แห่ง และ สพป.ศรีสะเกษ เขต 5 จำนวน 11 แห่ง
- จ.อุบลราชธานี54 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 50 แห่ง และในอำเภอรอยต่อ 4 แห่ง
- จ.บุรีรัมย์ 127 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 65 แห่ง สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 53 แห่ง และโรงเรียนสังกัด สพม. บุรีรัมย์ เพิ่มอีก 9 แห่ง
- จ.สระแก้ว 147 แห่ง แบ่งเป็น สพป.สระแก้ว เขต 1 จำนวน 23 แห่ง เขต 2 จำนวน 117 แห่ง และ สพม.สระแก้ว อีก 7 แห่ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการประกาศปิดเรียนในโรงเรียนจังหวัดชายแดน ในการปะทะครั้งก่อนเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปิดเรียนไปจำนวน 751 โรงเรียน ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว และจันทบุรี
การปิดโรงเรียนในช่วงเหตุปะทะ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าระลอกนี้จะสงบลงเมื่อใด บีบีซีไทยพูดคุยกับครูในพื้นที่เพื่อสอบถามถึงผลกระทบต่อกับนักเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าจะเป็นอย่างไร
การสอบ TGAT/TPAT
คำสั่งปิดโรงเรียนใน 5 จังหวัดชายแดนดังกล่าว มีขึ้นเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก่อนกำหนดการสอบ TGAT/TPAT ซึ่งคือการสอบวัดความถนัดทั่วไปและความถนัดทางวิชาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนำคะแนนไปประกอบการยื่นเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีกำหนดการสอบในวันที่ 13 – 15 ธ.ค. นี้
นายอัครชัย กลักย้อม รองผู้อำนวยการโรงเรียนอรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าการต้องปิดโรงเรียนจากสถานการณ์การปะทะที่ชายแดน ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักคือ "นักเรียนระดับชั้น ม.6"
"ตอนนี้เด็ก ๆ ก็จะกังวลเป็นอย่างมาก ด้วยจะต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบ แล้วก็ไหนจะต้องอพยพไปอยู่ตามศูนย์อพยพต่าง ๆ ทำให้เกิดความเครียด เพราะว่าการสอบมีผลต่อการเข้าสู่มหาวิทยาลัยของพวกเขาครับ" เขากล่าว
อย่างไรก็ดี ผู้บริหารโรงเรียนอรัญประเทศประเมินว่าหากสถานการณ์การปะทะครั้งนี้ไม่ยืดเยื้ออาจยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่หากยืดเยื้อไปจนถึงวันที่มีกำหนดการสอบ TGAT/TPAT ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เขากังวลว่านอกจากจะกระทบเด็กในโรงเรียนของตนเองแล้ว ยังส่งผลไปถึงเด็กนักเรียนระดับชั้น ม.6 ในโรงเรียนอื่น ๆ ที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงด้วย
"สำหรับศูนย์สอบในส่วนของภาคตะวันออกในจังหวัดสระแก้ว ก็จะมีที่อรัญประเทศที่เดียวที่เป็นศูนย์สอบ แล้วเด็ก ๆ จากหลายจังหวัดก็จะเข้ามาสอบที่โรงเรียนอรัญประเทศด้วย ก็เลยมีความกังวลนะครับว่าเราจะจัดการสอบได้ไหม จะเป็นไปด้วยความปลอดภัยหรือเปล่า แล้วเด็ก ๆ จะได้รับการดูแลหรืออำนวยความสะดวกอย่างไร เพราะว่าถ้าย้ายศูนย์สอบก็จะเป็นภาระของผู้ปกครองแล้วก็เด็ก ๆ ที่ต้องเดินทาง เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น" เขาระบุ

ที่มาของภาพ, โรงเรียนอรัญประเทศ
สมาธิเด็ก - อุปกรณ์ไม่พร้อมเรียนออนไลน์
ด้านโรงเรียนตาคงวิทยา รัชมังคลาภิเษก อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ประกาศเปลี่ยนการเรียนการสอนจากรูปแบบปกติ (on-site) เป็นรูปแบบการเรียนทางไกล (online) ตั้งแต่วันนี้ (8 ธ.ค.) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ
นายศิกษก พงสุวรรณ ครูอัตราจ้างที่โรงเรียนแห่งนี้สะท้อนว่าตั้งแต่ช่วงกลางปีที่เริ่มเกิดการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา การเรียนการสอนในโรงเรียนก็ได้รับผลกระทบเรื่อยมา
"ตั้งแต่เริ่มแรกเลยนะครับที่เหตุการณ์เกิดขึ้น เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร... ช่วงนั้นสถานการณ์ก็ตึงเครียดพอสมควร ทีนี้ก็ได้ยินเสียงระเบิด 'ตึ้ม' ขึ้นมา เด็กกำลังสอบอยู่ในขณะนั้น" เขาย้อนเล่า
คุณครูรายนี้บอกว่า ตั้งแต่ในขณะนั้นที่เด็ก ๆ ต้องย้ายไปอยู่ในศูนย์อพยพและโรงเรียนต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
"ความตึงเครียดของเราตอนนั้นก็เป็นเรื่องของการสอนออนไลน์ครับ ต้องย้อนกลับไปอีกว่า เด็กอยู่ในศูนย์อพยพนะ แน่นอนล่ะ กำลังใจในการเรียนรู้นู่นนี่นั่น ไม่มีที่อยากจะเรียน" นายศิกษก กล่าว
"เด็กบางคนเขาไม่ได้มีสื่อ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่มันทันสมัยอยู่แล้ว บางคนมีโทรศัพท์เครื่องเดียวแต่ไม่มี[อินเทอร์]เน็ต แล้วไปอยู่ในศูนย์[อพยพ]แล้วสัญญาณก็ไม่มี ในชายแดนจริง ๆ อย่างโครงการแจกไอแพด เด็กก็ไม่ได้รับ"
"ครูบางคนเขาก็อยู่ในพื้นที่ บางคนก็อยู่บ้านไกลใช่ไหมครับ ครูแต่ละคนเนี่ย แล้วพอมาการเรียนการสอนหยุดพักไว้ก่อน เป็นการสอนออนไลน์ มันก็ไม่ได้ 100% หรือว่าเด็กเรียนรู้ได้เต็มที่เปอร์เซ็นต์นะครับ มันก็... ก็ไม่โอเค" นายศิกษกไล่เรียงถึงอุปสรรคของการเรียนออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา
เขามองว่าการที่เด็กต้องคอยอพยพหนีการปะทะยังทำให้เด็ก "เสียโอกาส" และ "เสียเวลา" ในการพัฒนาการเรียนรู้ โดยเฉพาะสำหรับเด็กระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ต้องเตรียมความพร้อมในการเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งโดยปกติก็พบความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กบริเวณชายแดนกับเด็กในเมืองอยู่แล้ว และสถานการณ์ความขัดแย้งก็ยิ่งทำให้ช่องว่างนี้เพิ่มสูงขึ้น
"อย่างสถานการณ์โควิดมันยังแก้ไขปัญหาได้ใช่ไหมครับ โอเค เรียนอยู่บ้าน แต่ว่า เฮ้ย มันเกิดสงครามอ่ะ หนึ่งต้องอพยพเด็กออกมาจากพื้นที่มันก็ห่างไกลแล้ว ครอบครัว คุณพ่ออยู่บ้านนะ คุณแม่ไปกับเด็กนะ เราก็มองว่า มันเสียโอกาสมาก ๆ แล้วก็เสียเวลาด้วย" นายศิกษกระบุ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สภาพจิตใจ
ในโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งใน อ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี ที่มีนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมราว 160 คน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเขตอำเภอที่มีคำสั่งอพยพ แต่ครูในโรงเรียนเล่าว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการปะทะเมื่อช่วงกลางปี ครูและเด็กในโรงเรียนสามารถได้ยินเสียงระเบิดดัง และรู้สึกได้ถึงหลังคาโรงเรียนที่สั่นสะเทือน
"ก็กรี๊ดสลบครับ ก็กรี๊ดกัน กลัว กว่าจะรวมตัวกันได้ก็ยากอยู่" คุณครูรายนี้ผู้ซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตน เล่าถึงปฏิกิริยาของเด็กเล็กตอนที่ได้ยินเสียงระเบิดเป็นครั้งแรก "เด็กเล็กจะค่อนข้างตื่นกลัวอยู่ เพราะว่าปกติเขาได้ยิน ธรรมดาแค่ฟ้าแลบฟ้าร้องก็กรี๊ดกันแล้วนะ ใช่ไหม อันนี้ได้ยินเสียงตู้มนึงก็คือหลังคาสั่น มันก็หน่วงอยู่ ถ้าเด็กเล็กนะครับ"
เขาเล่าว่าในขณะนั้นคุณครูไม่ได้อธิบายอย่างตรงไปตรงมากับเด็กเล็กนักว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น เพียงแต่ปลอบเด็ก ๆ และบอกว่าพวกเขาต้องทำอะไร ต่างจากเด็กโตระดับชั้น ป.4 ขึ้นไป ที่บอกไปได้ตรง ๆ ว่าเกิดเหตุปะทะกันขึ้นและเด็กก็เข้าใจ
"เด็กเล็ก ๆ ก็รวมกัน แล้วก็ปลอบประโลมกันนะครับ เท่าที่เห็นนะ ตอนนี้มารวมกันนะ มันมีเรื่องเกิดขึ้น เดี๋ยวเราจะไป ส่งให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ให้อยู่กับพ่อแม่นะ อย่าออกไปไหน" คุณครูเล่าถึงคำอธิบายต่อเด็ก ๆ ในตอนนั้น
เขาบอกว่าในการปะทะครั้งล่าสุด แม้ไม่มีคำสั่งอพยพในพื้นที่อำเภอของเขา ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 30 กม. แต่ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ (7 ธ.ค.) ที่เริ่มมีข่าวการปะทะกันด้วยปืนเล็กในพื้นที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ผู้นำชุมชนก็ปรึกษาหารือกับทางโรงเรียนและได้ข้อสรุปให้มีการประกาศหยุดเรียนในวันที่ 8 – 9 ธ.ค. ทันทีตั้งแต่ช่วงกลางคืน ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่รับทราบและไม่ได้พาเด็กเข้ามาที่โรงเรียน มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ทราบข่าวและยังเข้ามาบ้าง ซึ่งโรงเรียนก็ได้แจ้งให้กลับบ้าน
แต่ละโรงเรียนซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างไร
ผู้บริหารโรงเรียนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ระบุว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะระลอกนี้ พวกเขาเตรียมพร้อมทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง ว่าหากเกิดการปะทะขึ้นอีกครั้ง แต่ละฝ่ายจะต้องทำอะไรบ้าง โดยมีการซักซ้อมเสมือนจริงมาแล้ว ทำให้เมื่อเผชิญเหตุการณ์ครั้งนี้ เขามองว่าเด็ก ๆ มีความตื่นตัว มากกว่าที่จะเป็นการแตกตื่น
"เราเริ่มซักซ้อมตั้งแต่สัญญาณเตือนภัย ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สถานที่ปลอดภัย รวมถึงเมื่อถ้าอยู่ในโรงเรียนแล้วเกิดเหตุการณ์นะครับ การปะทะหรือมีสัญญาณเตือน การปฏิบัติตัวของนักเรียนจะต้องทำอย่างไร" นายอัครชัยเล่า
"เราซ้อมหมดเลยครับ แล้วก็ทำความเข้าใจชี้แจงกับผู้ปกครองว่า ถ้าหากโรงเรียนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถรับนักเรียนได้ที่จุดไหน และก็นักเรียนที่ไม่มีรถหรือรถรับส่งไม่มาจะต้องไปรวมกันจุดใดของโรงเรียน เพื่อที่จัดรถให้เข้าสู่ศูนย์อพยพได้อย่างทันท่วงทีนะครับ ก็มีการซ้อมละเอียดพอสมควร แล้วก็ซ้อมเสมือนจริงด้วยครับ"
"ด้วยความตื่นตัวของเด็ก ๆ นี่ไม่น่าเป็นห่วง แล้วก็ประกอบกับการให้ความรู้ในการใช้ชีวิตหรือการเอาตัวรอดในสถานการณ์อย่างนี้ โรงเรียนก็ได้จัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมไปแล้ว" รองผู้อำนวยการโรงเรียนอรัญประเทศกล่าว "แต่สิ่งที่กังวลก็คือ ยังจะมีนักเรียนของเราที่อยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ไม่ได้อพยพ หรือว่ามีความลำบากในการอพยพ ก็เป็นห่วงในเรื่องของความเป็นอยู่ของเขามากกว่าครับ"
ขณะที่บางโรงเรียนก็ไม่ได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจังนัก
"มันก็จะมีแผนเผชิญเหตุนะพี่ ที่เขาจัดเป็นแผนเผชิญเหตุเอาไว้ เป็นสูตร มีการซ้อม มีการอะไรอ่ะ ที่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้ทำหรอก" คุณครูโรงเรียนขนาดเล็กใน อ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี เล่า
เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า ตั้งแต่เกิดการปะทะที่ชายแดนรอบแรก โรงเรียนมีการวางแผนเผชิญเหตุเอาไว้ โดยมีการพูดคุยกับครูอยู่ครั้งหนึ่ง ว่าหากเกิดเหตุปะทะขึ้นอีกจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ไม่เคยมีการซักซ้อมอย่างเป็นทางการ
"เอาจริง ๆ ไม่ได้ซ้อมนะ มันเหมือนมันรู้กันว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นปั๊บ เราจะเรียกเด็กรวมที่บริเวณหน้าอาคาร ให้รถโรงเรียนไปส่งตามหมู่บ้าน ใครที่มาโรงเรียนกับรถโดยสาร ใครที่พ่อแม่ผู้ปกครองมารับได้ โทรได้ ก็จะประกาศแล้วก็เรียกมารับ" เขาเล่า
"ครูโรงเรียนส่วนหนึ่งก็จะเข้าไปในหมู่บ้าน ไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านว่าจะให้ประกาศอะไรยังไง เขาก็จะประกาศในหมู่บ้านอีกทีหนึ่งครับ ส่งเด็กให้ถึงบ้านเสร็จแล้วในบ้านก็จะประกาศของหมู่บ้านอีกทีนึง"
"มันก็ดีกว่ารอบก่อนอยู่" เขาบอก พร้อมบอกว่าตอนนี้เขาและคนในพื้นที่เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ "บางคนยังคิดว่ามันน่าจะจบภายในวันนี้"
"ผมก็ไม่รู้ว่าคนข้างนอกเขามองยังไง แต่คนพื้นที่เขามองกับประเมินว่า คิดว่ามันน่าจะรีบจบ... คิดเพื่ออะไร คิดเพื่อที่อยากให้มันจบลงเร็ว ๆ แค่นั้นแหละ" เขากล่าวทิ้งท้าย











