You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"ไม่พิทักษ์เกียรติภูมิของชาติ-ถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือประเทศ" มติศาลรัฐธรรมนูญ 6:3 สั่ง แพทองธาร พ้นตำแหน่งนายกฯ
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (5) เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง อันทำให้ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติ ก่อนออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น.
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุตอนหนึ่งว่า ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) มุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศดีขึ้น อันจะนำไปสู่เสถียรภาพของรัฐบาลซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน อันไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด
"พฤติการณ์และการกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าว ย่อมทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า ผู้ถูกร้องจะยินยอมกระทำการตามฝ่ายกัมพูชาโดยไม่คำนึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ด้วยเหตุว่าผู้ถูกร้องรู้จักกับสมเด็จฮุน เซน เป็นการส่วนตัว และกระทำการเอื้อประโยชน์กับกัมพูชา"
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุด้วยว่า กระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบและความระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยของนายกฯ ควรต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)
การกระทำของผู้ถูกร้องมีลักษณะการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ 6, 7, 8 ซึ่งข้อ 27 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
"แม้ผู้ถูกร้องจะกล่าวอ้างในคำชี้แจงว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัว เป็นไปเพื่อการแก้ไขให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเข้าจัดการปัญหา แต่เนื่องจากการกระทำของผู้ถูกร้องส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกฯ ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกฯ ของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง" ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุ
สำหรับตุลาการเสียงข้างมาก 6 คน ได้แก่ นายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัฐอมฤต วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียงคือ นายปัญญา, นายวิรุฬห์, นายจิรนิติ, นายบรรจงศักดิ์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 เสียงคือ นายอุดมทั้ง 2 คน เห็นว่าขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเมื่อ 1 ก.ค.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 3 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่า เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 (1) โดยให้นำมาตรา 168 (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป
ในวันตัดสินอนาคตทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ตั้ง "วอร์รูม" ติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ร่วมกับบรรดารัฐมนตรีใกล้ชิด
ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญ น.ส.แพทองธาร ผู้ถูกร้อง มอบหมายให้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนไปรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของรัฐบาลผสม 11 พรรคภายใต้การนำของพรรค พท.
คดีนี้ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีปรากฏคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีคลิปเสียง"
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับคำร้องไว้พิจารณา และมติ 7 ต่อ 2 ให้ น.ส.แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ 1 ก.ค. จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
แพทองธาร น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลฯ ยืนยันไม่ได้ยึดผลประโยชน์ของตนเอง
ต่อมาเวลา 16.30 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นำทีมคณะรัฐมนตรีแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พ้นตำแหน่งทั้งคณะ ระบุว่าเธอ "น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่ตั้งใจจะทำเพื่อประเทศตลอดมา"
อดีตนายกหญิงกล่าวว่า บทสนทนาที่นำมาสู่การวินิจฉัยครั้งนี้นั้น เธอไม่ได้ขออะไรเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาเธอยึดมั่นในชีวิตของประชาชนทั้งทหารและพลเรือนมาโดยตลอด โดยตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตของบุคคลเหล่านี้
น.ส.แพทองธาร ยังเน้นย้ำว่า คลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้น ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะรุนแรงบริเวณชายแดนวันที่ 24 ก.ค. โดยคำตัดสินของศาลในวันนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างฉับพลัน ซึ่งทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงประชาชน ต้องรวมใจสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กลับมาเข้มแข็ง เพื่อให้ไม่มีจุดเปลี่ยนอย่างฉับพลันเช่นนี้อีก
"ดิฉันเองในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ดิฉันต้องขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ได้ให้โอกาสดิฉันเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติมาเกือบหนึ่งปีเต็ม" แพทองธารกล่าว เธอบอกว่าเธอภาคภูมิใจที่ได้ทำเพื่อประเทศและนำประสบการณ์มาทำให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาส และเชื่อว่า รัฐบาลต่อจากนี้จะนำโอกาสกลับมาให้ประชาชนได้
"ดิฉันในฐานะคนไทยคนหนึ่ง มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์สุดหัวใจ เท่าที่คนไทยคนหนึ่งจะทำได้ ยังขอยืนยันเรื่องนี้ตลอดไป" อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้กล่าว ก่อนจะกล่าวขอบคุณ ครม. ที่ทำงานร่วมกัน ขอบคุณสื่อมวลชน และคนที่ให้โอกาส ความรู้ และประสบการณ์
"ต่อจากนี้ขอส่งกำลังใจให้ทีมบริหารทุกท่านช่วยพัฒนาประเทศต่อไป ดิฉันเองก็จะคอยติดตามอย่างใกล้ชิดแล้วก็คอยเป็นพลังที่ดีให้กับประเทศชาติของเราต่อไป" เธอกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินออกไปโดยไม่ได้ให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์แต่อย่างใด
"ภูมิธรรม" แถลงข่าวพรรคร่วมไร้เงา "กล้าธรรม" แต่ยืนยันยังจับมือครบ
เวลา 18.20 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี นำแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิม อาทิ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ และพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงข่าวที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวสังเกตว่า ในการแถลงข่าวไม่มีตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม
โดยนายภูมิธรรมยืนยันว่า พรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน ได้พูดคุยกันแล้วตกลงจะจับมือกันเป็นรัฐบาลรักษาการต่อเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยพรรคเพื่อไทยจะยังคงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งยังมีแคนดิเดตอยู่อีกหนึ่งคนคือ นายชัยเกษม นิติสิริ แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่เกี่ยวข้องในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งกระบวนการเสนอชื่อจะต้องไปพูดคุยหารือกับพรรคร่วมอีกครั้ง
ส่วนที่พรรคกล้าธรรมไม่มาร่วมแถลงข่าวด้วยโดยมีกระแสข่าวว่าพรรคไปพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่นนั้น นายภูมิธรรมระบุว่า เมื่อยังไม่มีการยืนยันมาอย่างเป็นทางการ ขณะนี้จึงถือว่ายังจับมือร่วมกันอยู่ โดยตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังมีเสียงครบ ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยต้องไปดำเนินการต่อ
ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 ส.ค.) เวลา 10.00 น. นายภูมิธรรม มีกำหนดเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาลด้วย
ปชน. พร้อมโหวตนายกใหม่ ด้วยเงื่อนไขต้องยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน
ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมคณะกรรมการบริหารพรรค และ สส.ของพรรคแถลงข่าวหลังศาลอ่านคำวินิจฉัย ระบุถึง สส.ของพรรคทุกคนพร้อมโหวตเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ ได้แก่
- นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนนับตั้งแต่แถลงนโยบายต่อสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป
- ครม. ชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว และต้องไม่เกินไปกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป
- พรรคประชาชนยืนยันจะไม่ร่วมรัฐบาลและจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อ โดยจะตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใน ครม. ชุดใหม่นี้
ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว นายณัฐพงษ์ยังยืนยันว่าเขา "ยังไม่ได้มีการตกลงอย่างเป็นทางการใด ๆ" ในกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเตรียมเดินทางเข้ามาพูดคุยที่พรรค และยังไม่ทราบความตั้งใจของนายอนุทิน
อย่างไรก็ตาม ผู้นำพรรคฝ่ายค้านเน้นย้ำว่าเขาได้แถลงเงื่อนไขไปแล้ว ซึ่งหากพรรคใดต้องการเสียงสนับสนุนจาก สส.พรรคประชาชน ก็ต้องยอมรับในเงื่อนไขที่ตนเองได้แถลงไป
ขณะที่เวลา 19.00 น. พรรคภูมิใจไทยออกแถลงการณ์ ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชน ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยอ้างอิงถึงมติของคณะกรรมการบริหารและเสียงจาก สส. ที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว รวมทั้งข้อเสนอของพรรคประชาชน 3 ประการ ประกอบด้วย
1. การแก้ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา
2. การจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว
3. การยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองภายในเวลา 4 เดือน นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น
ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยออกแถลงการณ์หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เดินทางไปยังพรรคประชาชน และมีรายงานว่า หลังจากนั้นเขาเดินทางต่อเพื่อไปพูดคุยกับพรรคกล้าธรรม
ขณะที่พรรคกล้าธรรมยังสงวนท่าที โดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวย้ำจุดยืน โดยยึดหลักประโยชน์ 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ส่วนที่ว่าจะจับมือร่วมกับใครนั้น พรรคขอดูทิศทางการบริหารประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย และสอดคล้องกับแนวทางของกล้าธรรมหรือไม่ และจะต้องฟังมติของสมาชิกพรรคด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาในสัปดาห์หน้าคือ ใครจะสามารถรวบรวมเสียง สส. ได้ครบเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้สำเร็จ
อะไรคือข้อต่อสู้ของแพทองธาร ?
ก่อนต้องเก็บของออกจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธารต่อสู้ทางกฎหมายจนสุดทาง โดยไม่ลาออกจากตำแหน่งแม้มีผู้เสนอแนวทางนี้ต่อเธอ
ในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 39 นายกฯ หญิงต้องขึ้นเบิกความในฐานะพยานบุคคลที่ศาลเรียกมาไต่สวนเมื่อ 21 ส.ค.
น.ส.แพทองธารปฏิเสธว่า การกระทำของเธอไม่ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของตำแหน่งนายกฯ พร้อมยืนยันว่าการสนทนากับประธานวุฒิสภากัมพูชา "ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจะนําผลประโยชน์ของประเทศไทยไปแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ" และมีเจตนาต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน โดยใช้เทคนิคการตั้งคําถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง (interest-based) เพื่อจะได้นํามาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนําไปสู่การยุติความตึงเครียด
อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการเมืองไทยในฐานะนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุด โดยมีอายุเพียง 37 ปีขณะเข้ารับตำแหน่งต่อจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ จากพรรคเดียวกันที่ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจาก "คดีแต่งตั้งพิชิต"
ผลที่ตามมา กรณี "รอด" หรือ "ร่วง"
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความชัดเจนว่านายกฯ คนที่ 31 ที่ถูกสั่ง "พักงาน" มา 2 เดือนพอดี จะกลับมามีอำนาจเต็ม หรือต้องพ้นจากหน้าที่โดยสมบูรณ์
หาก น.ส.แพทองธาร "รอด" จากคดีขาดคุณสมบัติไปได้ เธอจะหวนคืนทำเนียบรัฐบาล เดินหน้าทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหารเพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค พท. ซึ่งคะแนนนิยมกำลังตกต่ำ จากปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาเศรษฐกิจที่ยังแก้ไม่ตก โดยเหลือวาระในการดำรงตำแหน่งอีก 1 ปี 9 เดือน หรือถึงเดือน พ.ค. 2570 ตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ทว่าด้วยแรงกดดันจากภายนอก ทำให้มีข้อวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องยากที่นายกฯ จะนั่งเก้าอี้จนครบวาระ
แต่ถ้า น.ส.แพทองธาร "ร่วง" ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และไม่สามารถรักษาการนายกฯ ได้อีก นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 และ รมว.มหาดไทย จะเป็นผู้ "ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ" ส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) "แพทองธาร" ก็จะทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีนายกฯ คนใหม่ และแต่งตั้งฝ่ายบริหารชุดใหม่
นายกฯ คนที่ 32 จะมาจากการลงมติเลือกในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่มีข้อกฎหมายกำหนดว่าต้องเลือกภายในกี่วันนับจากนายกฯ คนเดิมพ้นไป
สำหรับแคนดิเดตนายกฯ ที่ สส. จะร่วมกันโหวตเลือกเป็นผู้นำคนใหม่ได้ ต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคการเมืองที่มี สส. ในสภาไม่น้อยกว่า 5% หรือมี สส. เกิน 25 เสียงขึ้นไป โดยพรรค พท. ยังมีแคนดิเดตคนสุดท้ายเหลืออยู่อีกคนคือ นายชัยเกษม นิติสิริ
บุคคลที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับการเสนอชื่อชิงเก้าอี้นายกฯ ได้มีอยู่ 5 คน จาก 4 พรรค ได้แก่
- พรรคเพื่อไทย (พท.) 140 เสียง - นายชัยเกษม นิติสิริ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
- พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 69 เสียง - นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค
- พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 36 เสียง - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี (ยังไม่เคยลาออกจากบัญชีแคนดิเดตนายกฯ แต่ต้องตีความว่าการเป็นข้าราชการในพระองค์ถือเป็น "ข้าราชการ" หรือ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หรือไม่ เพราะเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค
- พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 25 เสียง - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ
ในการโหวตเลือกนายกฯ ต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 247 เสียง จากทั้งหมด 492 เสียง
รัฐบาล "แพทองธาร" เป็นรัฐบาลผสม 11 พรรค มีเสียงในสภารวมกัน 253 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 140 เสียง, พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง, พรรคกล้าธรรม 25 เสียง, พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง, พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง, พรรคประชาชาติ 9 เสียง, พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง, พรรคไทรวมพลัง 2 เสียง, พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง, พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง, พรรคไทยก้าวหน้า 1 เสียง ทั้งนี้ยังไม่นับกรณี "สส. งูเห่า" ที่ชื่อยังเป็น สส. สังกัดพรรคฝ่ายค้าน แต่มีพฤติกรรมสนับสนุนรัฐบาลหลายครั้งแล้ว
ขณะที่ 5 พรรคร่วมฝ่ายค้านมีทั้งหมด 239 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน 143 เสียง, พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง, พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง, พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง, พรรคเป็นธรรม 1 เสียง
นั่นหมายความว่า หากพรรค พท. สามารถล็อกเสียงของพรรคร่วมฯ เดิมเอาไว้ได้ทุกพรรค ก็สามารถ "ตีตั๋ว" เป็นรัฐบาลต่อไปได้ แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักฟันธงตรงกันว่า พรรค พท. จะถูกพรรคร่วมฯ ต่อรองอย่างหนัก และต้องยื่นข้อเสนอให้มากกว่าที่เป็นมา
ด้านพรรคอันดับ 1 ของสภาอย่างพรรคประชาชน (ปชน.) ไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ของตัวเอง ได้ย้ำจุดยืนว่า "พร้อมช่วยโหวตเลือกนายกฯ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล" ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลชุดใหม่ต้องเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อเข้ามาเตรียมการจัดการเลือกตั้งใหม่ พร้อมทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ยุบสภาได้หรือไม่?
หากคำตัดสินของศาลออกมาไม่เป็นคุณกับ น.ส.แพทองธาร ทุกตำแหน่งทางการเมืองที่นายกฯ แต่งตั้งไว้ เป็นอันพ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกัน แต่ตำแหน่งที่ รมต. เป็นผู้แต่งตั้งจะยังคงอยู่
ครม. ชุดเดิมจะต้องทำหน้าที่รักษาการไปจนกว่าจะมี ครม. ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ โดยมีภารกิจสำคัญในช่วงรอยต่อรัฐบาลชุดใหม่คือ เรื่องเงิน กับเรื่องคน
- การทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาแล้ว และจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา 1-2 ก.ย. นี้ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
- การจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งในส่วนของผู้บริหารระดับสูงต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. ภายในเดือน ก.ย. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
ทั้ง 2 กรณีนี้ เคยมีมติ ครม. เมื่อ 15 ส.ค. 2567 หลังนายกฯ เศรษฐาพ้นจากตำแหน่ง แถลงโดยนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ และอดีตที่ปรึกษาของนายกฯ โดยระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่หรือรักษาการ แตกต่างจากสมัยที่มีการยุบสภา ซึ่งกรณีดังกล่าวจะไม่สามารถแต่งตั้งข้าราชการได้ ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และจะใช้งบประมาณผูกพันไม่ได้ รวมถึงไม่สามารถกำหนดนโยบาย แต่ในกรณีนี้ "ไม่มีข้อห้าม สามารถทำได้ทุกเรื่อง หากต้องการจะทำ"
นายวิษณุระบุว่า ตำแหน่งของ ครม. จะไม่ใช้คำว่า "รักษาการ" ส่วนของนายภูมิธรรมจะใช้ตำแหน่งว่ารองนายกรัฐมนตรี "ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี"
ส่วนสิ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียงในทางกฎหมายคือ รองนายกฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จะมีอำนาจในการยุบสภาหรือไม่ เพราะนี่ถือเป็น "อาวุธสุดท้าย" ของพรรค พท. ในการไว้ต่อรองกับพรรคการเมืองต่าง ๆ หากการเจรจากำหนดตัวนายกฯ คนที่ 32 ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
หากนายภูมิธรรมเลือกหนทางยุบสภา กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วัน แต่กว่าจะถึงวันนั้น เชื่อว่าจะมีทั้งนักการเมืองและนักร้องเรียนทางการเมืองส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการใช้อำนาจนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ก่อนหน้านี้ในการประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อ 3 ก.ค. 2566 หลังจาก น.ส.แพทองธาร ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยให้ความเห็นไว้ว่า "รักษาราชการแทนนายกฯ ไม่มีอำนาจยุบสภา" ซึ่งเมื่อ ครม. ได้ฟังตามนั้น จึงไม่ให้บันทึกในที่ประชุม โดยให้เหตุผลว่า "เป็นข้อคิดเห็น และคำแนะนำ"
ต่อมา นายปกรณ์โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวซึ่งตั้งค่าการมองเห็นได้เฉพาะเพื่อนเท่านั้น ทว่าโพสต์ดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนหลายสำนัก โดยอ้างถึงประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย การเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีและการยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตำแหน่งนายกฯ เท่านั้น เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศที่ปกครองในระบอบรัฐสภาแบบ Westminster ของสหราชอาณาจักร เป็นไปตาม "หลักความไว้วางใจ" ทั้งนี้พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามที่สภาเสนอและประธานสภานำความกราบบังคมทูล หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ตามที่นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลว่าสมควรไว้วางใจ โดยนัยนี้เอง รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกฯ จึงไม่มีอำนาจเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรี หรือเสนอให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เพราะรักษาราชการแทนนายกฯ เป็นเพียงรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งได้รับความไว้วางใจจากนายกฯ เฉกเช่นเดียวกับ รมต. คนอื่น ไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
"รองนายกฯ รักษาราชการแทนนายกฯ จะเสนอให้ยุบสภา ถ้ายังมีผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ ยิ่งไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หากเป็นเพียงผู้ซึ่งนายกฯ ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ว่าเป็นผู้สมควรไว้วางใจให้แต่งตั้งเป็น รมต. เท่านั้น การยุบสภาจึงเป็นอำนาจเฉพาะของนายกฯ เท่านั้น" นายปกรณ์ระบุผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของเขา
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีการะบุต่อไปว่า ถ้านายกฯ พ้นจากตำแหน่งไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ครม. ก็จะพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และรัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับไว้ว่า เมื่อ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ดำเนินการเพื่อให้มี ครม. ขึ้นใหม่
"implication (ความหมายโดยนัย) จึงชัดเจนว่าสภาต้องดำเนินการเพื่อให้มีการเลือก ครม. ใหม่ขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีสภาอยู่เพื่อดำเนินการดังกล่าว เป็นบทบังคับที่ต้องดำเนินการ สภาจึงไม่อาจถูกยุบได้ในห้วงเวลานี้ และถึงอยากจะทำก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีความชอบธรรมที่จะทำดังกล่าวมาข้างต้น" เขากล่าว
ด้านนายภูมิธรรมถูกผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลเชื่อความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ โดยกล่าวว่า ก็เป็นหนึ่งความเห็นที่ควรพิจารณา รับฟัง แต่ไม่มีอะไรเป็นที่ยืนยัน ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม ก็เคยเสนอความเห็น และหลายคนก็เสนอ ก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณา
นายวิษณุเคยให้ความเห็นเอาไว้อย่างน้อย 2 ครั้งว่า รักษาราชการแทนนายกฯ มีอำนาจยุบสภาได้ ไม่ว่าในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา "คดีนายกฯ 8 ปี" ของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือในช่วงรอคำวินิจฉัย "คดีแต่งตั้งพิชิต" ของนายเศรษฐา
"ผมเห็นว่าสามารถสั่งยุบสภาได้ และในระหว่างรักษาการ ก็ถือว่ามีอำนาจเต็ม" นายวิษณุกล่าวเมื่อ 13 ส.ค. 2567
ย้อนชะตากรรม 6 นายกฯ ค่าย "พรรคทักษิณ"
นี่ถือเป็นคำตัดสินคดีที่ 2 ของ 2 พ่อลูกตระกูลชินวัตร จากคดีในศาลทั้งหมด 3 คดี ใน 3 ศาล สัปดาห์ก่อน ศาลอาญายกฟ้อง "คดีมาตรา 112" ที่นายทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นจำเลยฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เมื่อ 22 ส.ค. และในวันที่ 9 ก.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำสั่ง "คดีชั้น 14" ว่าการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณตามคำพิพากษาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ครอบครัวชินวัตรมีอิทธิพลในการเมืองไทยมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และส่งสมาชิกในครอบครัวและเครือญาติใกล้ชิดขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลได้ถึง 4 คน ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 (2544-2549), นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของนายทักษิณ นายกฯ คนที่ 26 (2551), น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของนายทักษิณ นายกฯ คนที่ 28 (2554-2557), น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ (2567-2568)
นอกจากนี้ยังส่งนักการเมืองนอกตระกูลชินวัตรอีก 2 คนเข้าทำเนียบฯ ได้สำเร็จคือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ คนที่ 25 (2550-2551), นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ คนที่ 30 (2566-2567)
อย่างไรก็ตาม จุดจบทางการเมืองของ 6 ผู้นำรัฐบาลจากค่าย "พรรคทักษิณ" ไม่งดงามนัก โดยมีอยู่ 5 คน พ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และคำสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรค โดยที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ถูกรัฐประหารซ้ำในปี 2557 หลังพ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว ตามรอยนายทักษิณ พี่ชาย ที่ถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549