You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ถอดบทเรียนต่างประเทศ ศาลสูง/ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจแค่ไหน ถอดถอนนายกฯ ได้หรือไม่
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
วันนี้ (13 ส.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดลงมติและนัดฟังคำวินิจฉัย "คดีคลิปเสียงหลุด" แพทองธาร-ฮุน เซน ในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. นี้ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 31 มีความผิดจริง ก็อาจทำให้เธอต้องกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งปี 66 คนที่ 2 ที่ต้องพ้นตำแหน่งไปจากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีชั่วคราว มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. หลังศาลฯ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ สว. ที่กล่าวหาว่าผู้นำรัฐบาลไทยฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงจากกรณีคลิปเสียงหลุดดังกล่าว นี่ได้ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกครั้ง
"ดิฉันเข้าใจดีว่าคนไม่น้อยพอใจที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่คุณแพทองธารในวันนี้ เพราะไม่อยากให้นายกฯ อยู่ต่อแม้แต่วันเดียว แต่ลองคิดดูว่า เราพอใจจริง ๆ หรือที่จะให้องค์กรอิสระสามารถสอยนายกฯ ได้ด้วยเรื่องจริยธรรม เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับคุณแพทองธารคนแรก แต่เกิดมาแล้วหลายครั้ง และจะเกิดอีกในอนาคต" พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์บนเอ็กซ์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.
ต่อมาวันที่ 14 ก.ค. นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะและกล่าวย้ำถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องรับพิจารณาหลายคดี ไม่ใช่แค่คดีการเมืองเท่านั้น พร้อมระบุว่าคำว่า "นิติสงคราม" เป็นแค่วาทกรรมที่สื่อมวลชนนิยมใช้ ขณะที่ในความเป็นจริง ศาลรัฐธรรมนูญเพียงทำตามอำนาจและหน้าที่พิจารณาคดีตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น
"เป็นที่ทราบกันดีว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลพิเศษ ศาลชำนาญเฉพาะกิจ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ แล้วก็อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมา มีระเบียบวิธีพิจารณาความที่ชัดเจน" นายนครินทร์ ระบุ
อย่างไรก็ดี ทั้งคดีคลิปเสียงหลุดของ น.ส.แพทองธาร รวมถึงกรณีของ เศรษฐา ทวีสิน ที่ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปจากการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้นำมาสู่การตั้งคำถามถึงอำนาจและบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ในการตัดสินอนาคตทางการเมืองของทั้งนักการเมืองและพรรคการเมืองไทยผ่านสิ่งที่เรียกว่า 'มาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง'
บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์การเมืองและนิติศาสตร์ทั้งในไทยและต่างประเทศเพื่อนำเสนอมุมมองเชิงเปรียบเทียบระหว่างกลไกการตรวจสอบทางการเมืองระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ในประเด็นดังกล่าวว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ "มาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงดำแหน่งทางการเมือง"
ศาลรัฐธรรมนูญ กับนายกฯ 3 คนหลังสุด
นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บังคับใช้ นายกรัฐมนตรีไทยทั้ง 3 คนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร ล้วนต้องประสบกับคดีที่ถูกพิจารณาและตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
- 2 ธ.ค. 2563: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 เสียง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกฯ หลังถูกกล่าวหาโดย 55 สส. สังกัดพรรคฝ่ายค้าน ว่าอาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการทหารแม้เกษียณอายุไปแล้ว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "คดีบ้านพักหลวง" ศาลตัดสินว่าการพักอาศัยของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปตามระเบียบของกองทัพบก ทั้งยังชี้ว่ารัฐพึงจัดบ้านพักให้ผู้นำ เพื่อ "สร้างความพร้อมทั้งสุขภาพกาย-ใจในการปฏิบัติภารกิจ" ผลการตัดสินครั้งนี้เป็นบวกกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะสามารถปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ต่อได้ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีคดีที่ถูกตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 4 คดี ได้แก่ คดีถวายสัตย์, คดีเจ้าหน้าที่รัฐ, คดีบ้านพักหลวง และคดีนายกฯ 8 ปี โดยคดีบ้านพักหลวงเป็นคดีเดียวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นจริยธรรมของรัฐมนตรีที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 60
- 14 ส.ค. 2567: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 ให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลง เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่พิชิตเคยถูกศาลฎีกาสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ผลการตัดสินครั้งนี้เป็นลบกับนายเศรษฐาจนต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
- 1 ก.ค. 2568: ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีชั่วคราว หลังมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ สว. ที่กล่าวหาผู้นำรัฐบาลว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีปรากฏ "คลิปเสียง" สนทนากับอดีตนายกฯ กัมพูชา โดยศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 29 ส.ค. ที่จะถึงนี้
จากทั้งสามกรณี ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีโดยพิจารณาจากประเด็นมาตรฐานด้านจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่มีใจความในมาตรา 160 (4) (5) ระบุว่า คุณสมบัติของรัฐมนตรีต้อง "มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" และ ต้องไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ในต่างประเทศ ศาลมีอำนาจถอดถอนผู้นำหรือไม่
"เท่าที่รู้ไม่มีประเทศไหนที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่หรือถอดถอนผู้นำฝ่ายบริหาร" ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทย
เธออธิบายให้บีบีซีไทยฟังว่า หลายประเทศจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาโดยให้หน้าที่หลักในการตีความรัฐธรรมนูญและกำกับให้การบังคับใช้กฎหมายของสภาหรือคำสั่งของฝ่ายบริหารเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขณะที่ประเด็นเรื่องจริยธรรมเป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระหรือกรรมการจริยธรรมที่แต่งตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ
นักวิชาการจากจุฬาฯ อธิบายให้บีบีซีไทยฟังถึงกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี (impeachment) ของสหรัฐฯ ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อกระบวนการถอดถอนซึ่งเริ่มต้นจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อผ่านมาถึงกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นวุฒิสภา จะมีประธานศาลสูงสหรัฐ (Chief Justice of the Supreme Court) นั่งเป็นประธานในการพิจารณาของวุฒิสภา เช่นนั้นแปลว่าเป็นการให้อำนาจศาลเข้ามามีอำนาจเหนือฝ่ายการเมืองหรือไม่
ศ.ดร.สิริพรรณ ย้ำว่า แม้จะมีประธานศาลสูงสุดมานั่งอยู่จริง "แต่นั่งเพื่อแค่ให้มั่นใจว่ากระบวนการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นคนทำหน้าที่ถอดถอน"
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ กำหนดว่าต้องมีคะแนนเสียงสองในสามของวุฒิสภาในการลงมติถอดถอนประธานาธิบดี
บีบีซีไทยสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีของสหรัฐฯ พบว่า ตามข้อมูลจากเว็บไซต์วุฒิสภาสหรัฐฯ ระบุว่า: "รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎร "มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการถอดถอน" (หมวด 1 วรรค 2) และ "วุฒิสภามีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการพิจารณาคดีถอดถอนทั้งหมด ... [แต่] บุคคลใดจะถูกตัดสินว่ามีความผิดไม่ได้ หากไม่มีเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาสองในสามของผู้ที่เข้าร่วมประชุม" (หมวด 1 วรรค 3)" และ "สำหรับกรณีถอดถอนประธานาธิบดี ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ จะเป็นประธานในที่ประชุมวุฒิสภา"
ทั้งนี้ บุคคลที่จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งต้องถูกตัดสินว่า กระทำผิดในข้อหากบฏ ติดสินบน หรือกระทำผิดทางอาญาและประพฤติผิดอย่างร้ายแรงอื่น ๆ (High Crimes and Misdemeanours)
ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ มีประธานาธิบดีทั้งหมด 3 คน ที่เคยเข้าสู่กระบวนการถอดถอน ประกอบไปด้วย แอนดรูว์ จอห์นสัน ในปี 2411, บิล คลินตัน ในปี 2541 และโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกเสนอถอดถอนสองครั้ง ในปี 2562 และ 2564 ทั้งสามคนนี้ถูกสภาผู้แทนราษฎรมีมติถอดถอน แต่วุฒิสภาตัดสินว่าไม่มีความผิดจึงสามารถดำรงตำแหน่งต่อได้จนหมดวาระ ส่วน ริชาร์ด นิกสัน เป็นประธานาธิบดีอีกคนที่เกือบถูกถอดถอน แต่ชิงลาออกเองก่อนที่สภาล่างสหรัฐฯ จะโหวต
สำหรับกรณีล่าสุดเรื่องการถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ของเกาหลีใต้ ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงกันไปทั่วโลกและในเกาหลีใต้ ศ.ดร.สิริพรรณ ชี้ว่ากระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นในรัฐสภาของเกาหลีใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (National Assembly) ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่พิจารณาว่าเงื่อนไขในการถอดถอนครบด้วยตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ "แต่ตัวศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นคนไปตีความจริยธรรม"
"อันนี้ต้องเน้นเลยว่ากระบวนการถอดถอนของเกาหลีใต้ รัฐสภาเป็นผู้เริ่มกระบวนการถอดถอน โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เพียงเพื่อพิจารณาว่าเงื่อนไขในการถอดถอนครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ แต่ตัวศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นคนไปตีความจริยธรรม ก็เลยจะมีความแตกต่างกันกับกรณีของไทย" ศ.ดร.สิริพรรณ อธิบายกับบีบีซีไทย
เมื่อกลับมาเปรียบเทียบกับไทย นักวิชาการจากจุฬาฯ ไล่เรียงว่าสำหรับสองกรณีล่าสุดคือกรณีของ น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา เกิดขึ้นโดยกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา ยื่นเรื่องฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ "ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นผู้วินิจฉัย ตีความคำว่าจริยธรรมโดยตรง"
ศ.ดร.สิริพรรณ ยังยกตัวอย่างอีกสองประเทศคือ สหราชอาณาจักรและโปรตุเกส สำหรับกรณีที่ผู้นำประเทศตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่เลือกที่จะลาออกเองตั้งแต่ต้น
กรณีแรกเกี่ยวข้องกับ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกฯ สหราชอาณาจักร ที่ตัดสินใจลาออก หลังถูกสมาชิกของพรรคอนุรักษนิยมของตัวเองกดดัน จากกรณีที่เขาแต่งตั้งคนใกล้ชิดประวัติฉาวให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ซึ่ง ศ.ดร.สิริพรรณ อธิบายว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ "พรรคการเมืองแข็งแรงมาก" ประกอบกับธรรมเนียมของอังกฤษ หัวหน้าพรรคเสียงข้างมากจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น เมื่อจอห์นสันถูกบีบออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เขาจึงหมดคุณสมบัติจะเป็นนายกฯ ไปโดยปริยาย
ขณะที่กรณีของผู้นำโปรตุเกส ย้อนไปในปี 2566 นายกรัฐมนตรีอันโตนิโอ กอสตา ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีการเข้าตรวจค้นบ้านพักอย่างเป็นทางการของเขา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทุจริตลิเทียม
ในวันที่เขาประกาศลาออก เขายังไม่ถูกประกาศจับหรือระบุว่ามีความผิดแต่อย่างใด และผ่านมาจนถึงวันนี้ การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปและกอสตาก็ยังไม่มีความผิด แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็เลือกที่จะลาออก โดยแถลงเอาไว้ว่า
"เกียรติของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่อาจอยู่ร่วมกับความสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ ความประพฤติอันดีงาม และยิ่งไปกว่านั้นคือความสงสัยว่าอาจมีการกระทำผิดกฎหมาย"
กรณีสหรัฐฯ: เหตุใดข้อหาทุจริตต่าง ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงไม่ส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของเขา ?
ย้อนกลับไปก่อนทรัมป์จะได้รับชัยชนะไม่กี่เดือน เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาในคดียัดเงินปิดปาก (Hush-money case) นางสตอร์มี แดเนียลส์ นักแสดงภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ โดยปลอมแปลงว่าเป็น "ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย" บนบันทึกธุรกรรมของเขา
ในตอนนั้น มีการตั้งคำถามกันอย่างกว้างขวางว่าเขาจะลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีได้อยู่ไหม และเมื่อบีบีซีสอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก็พบว่าคำตอบคือ "ได้" เพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงไม่กี่ข้อ ได้แก่
- ต้องมีอายุอย่างน้อย 35 ปี
- เป็นพลเมืองสหรัฐฯ โดยกำเนิด และอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อย่างน้อย 14 ปี
- ไม่มีข้อบังคับใดที่ห้ามผู้สมัครที่มีประวัติอาชญากรรม
ทอม กินส์เบิร์ก ศาสตราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก อธิบายให้บีบีซีไทยฟังว่า มีเหตุผลมากมายในการตัดสิทธิผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่โดยมากแล้วจะยืนอยู่บนฐานว่า "คนผู้นั้นพยายามทำลายระบอบประชาธิปไตย" หรือไม่
ในกรณีของ โดนัลด์ ทรัมป์ เขาอธิบายว่า แม้ผู้นำคนนี้จะถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตหลายกรณี แต่กระบวนการเหล่านี้ไม่ส่งผลอะไรเพราะ "ประชาชนตัดสินใจว่า เอาเถอะ เราไม่สนหรอก เขาจะรับเงินมานิดหน่อย หรือไปแทรกแซงพยานก็ช่าง เราไม่สน เรายังจะเลือกเขาอยู่ดี"
ศ.กินส์เบิร์ก ชี้ว่า การยกตัวอย่างของทรัมป์ขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่าแต่ละประเทศควรยกเลิกช่องทางหรือมาตรการในการตัดสิทธิเจ้าหน้าที่รัฐเพราะปัญหาด้านจริยธรรม ในทางตรงกันข้าม เขาชี้ว่า ประชาธิปไตยต้องตั้งอยู่บนสถาบันที่เป็นมืออาชีพจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อาทิ กองทัพ ตำรวจ หรือผู้พิพากษา ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพของตัวเอง
"เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องประพฤติตนด้วยเกียรติยศสูงสุด หากไม่ปฏิบัติตนอย่างมีเกียรติ ก็ควรถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง" ศ.กินส์เบิร์ก ย้ำ
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง เขาชี้ว่า มีกลไกตรวจสอบอยู่แล้วสองแบบ คือ ความรับผิดรับชอบทางกฎหมาย (legal accountability) และความรับผิดรับชอบทางการเมือง (political accountability) ซึ่งในบางระดับ ความรับผิดรับชอบทางการเมืองก็สามารถทดแทนความรับผิดรับชอบทางกฎหมายได้
สำหรับกรณีของ โดนัลด์ ทรัมป์ เขามองว่าการดำเนินคดีในสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นคดีที่ดีนัก เพราะคดีถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ดู "เล็กน้อยกระจ้อยร่อย" ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับคดีเหล่านั้น
ตามความเห็นของเขา สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นกับโดนัลด์ ทรัมป์คือ การลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วแพ้ ให้ "ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นผู้ลงโทษเขาทางการเมืองฐานพยายามโค่นล้มรัฐบาลในปี 2021"
ทว่าสำหรับสหรัฐฯ "สุดท้ายเราก็ไม่มีทั้งความรับผิดรับชอบทางการเมืองหรือทางกฎหมายต่อการกระทำของเขาเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย และนี่แหละคือสถานการณ์ที่อันตราย เมื่อระบบยุติธรรมเข้าไปแทนที่ความรับผิดทางการเมือง"
เมื่อหันกลับมาวิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศไทย ศ.กินส์เบิร์ก ระบุว่า แม้ตัวเขาไม่ได้ชื่นชอบตระกูลชินวัตร แต่ก็มองว่าอำนาจในการตัดสินว่าตระกูลนี้ควรบริหารประเทศหรือไม่ควรเป็นของประชาชน
"ถ้าประชาชนคิดว่า ตระกูลชินวัตรทุจริต พวกเขาก็ไม่ควรเลือกกลับมาอีกซ้ำ ๆ หรือพรรคอื่น ๆ ในรัฐบาลผสมอาจถอนตัวได้ ถ้าประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริง ๆ แต่ถ้าประชาชนไม่สนใจ ผมก็ไม่คิดว่าเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะมาเพิกถอนสิทธิในการเลือกของประชาชนอยู่ดี" ศ.กินส์เบิร์ก แสดงทัศนะ
เขาอธิบายเพิ่มเติมกับเรา ว่าแท้จริงแล้วมาตรการเรื่องการละเมิดจริยธรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางต่อต้านการทุจริตทั่วโลก ซึ่งในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา มีการเติบโตอย่างมากของเครื่องมือเหล่านี้เพราะการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่
อย่างไรก็ดี ศ.กินส์เบิร์ก ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มสำคัญอย่าง Democracies and International Law (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'ประชาธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ') และ How to Save a Constitutional Democracy (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'จะรักษาประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร') ชี้ว่า เครื่องมือต้านทุจริตประเภทนี้กลับกลายเป็นสิ่ง "ยั่วยวน" ไม่ต่างจากเครื่องมืออื่น ๆ ที่มีไว้เพื่อปกป้องระบบประชาธิปไตยจากภัยคุกคาม (militant democracy) ซึ่งหมายถึงภาวะที่เครื่องมือดังกล่าวสามารถใช้เพื่อต้านการทุจริตได้ แต่ก็สามารถใช้เพื่อโจมตีกลุ่มชนชั้นนำฝ่ายตรงกันข้ามได้ด้วย
เขายกตัวอย่างประเทศจีน ที่การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตมักเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายชนชั้นนำใช้กวาดล้างฝ่ายตรงข้าม
"ผมมองว่าประเทศไทยก็มีลักษณะเช่นนั้น" ศ.กินส์เบิร์ก กล่าว
ส่องวิวัฒนาการรัฐธรรมนูญไทย
ศ.ดร.สิริพรรณ บอกกับบีบีซีไทยว่า ทั้งกรณีคลิปเสียงหลุดของ น.ส.แพทองธาร หรือการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน สุดท้ายหัวใจสำคัญอยู่ที่ "สารตั้งต้น" อย่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
"มาตรา 160 (4) (5) ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ ดังนั้นคนอาจจะตั้งคำถาม หรือศาลอาจจะตั้งคำถามเองว่า แล้วถ้าเราไม่ทำ ก็เท่ากับเราขัดรัฐธรรมนูญเองหรือไม่" ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว
เธอเสริมว่ารัฐธรรมนูญไทยฉบับปี 2540 และ 2550 ไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยจริยธรรมนักการเมืองแบบนี้ ทั้งยังย้ำว่ากฎหมายสูงสุดทั้งสองฉบับให้อำนาจไว้แก่ประชาชนในการถอดถอนนักการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่มี
ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 271 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงตำแหน่งอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 270 ได้ นอกจากนี้ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20,000 คน ยังสามารถรวมรายชื่อถอดถอน ได้เช่นเดียวกัน
ขณะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กำหนดไว้ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องรวมรายชื่อตั้งแต่ 50,000 คน ขึ้นไป เพื่อยื่นเรื่องถอดถอน
ศ.ดร.สิริพรรณ อธิบายว่า ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นั้น กระบวนการถอดถอนเมื่อเริ่มต้นแล้ว จะให้ไปฟ้องต่อที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อ ป.ป.ช. ไต่สวนเสร็จจะมีการยื่นเรื่องกลับมาที่วุฒิสภา
"จะเป็นกระบวนการที่คล้าย ๆ กับหลายประเทศก็คือ ให้เป็นกระบวนการรัฐสภา ให้อำนาจรัฐสภา และอย่าลืมว่าวุฒิสภาของรัฐธรรมนูญ 2540 มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด" เธอกล่าวเสริม
เมื่อถามว่า เช่นนั้น เหตุใดรัฐธรรมนูญปี 2560 ถึงออกแบบมาเช่นนี้ ศ.ดร.สิริพรรณ ตอบบีบีซีไทยด้วยการย้อนกลับไปอ้างอิงถึงวาทกรรมอย่าง "รัฐธรรมนูญต้านโกง" หรือ "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" ที่ถูกใช้เป็นตัวชูโรงในช่วงที่มีการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ขึ้นมา
ในตอนนั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ย้ำอยู่บ่อยครั้งว่า เขาได้ใส่กลไกป้องกันการทุจริตเข้าไปเป็นจำนวนมาก พร้อมเพิ่มอำนาจให้กับศาลและองค์กรอิสระในการเข้ามากำกับรัฐบาล
"คนดี": กับดักประชาธิปไตย
ในบทความเรื่อง Constitutional Afterlife: The Continuing Impact of Thailand's PostPolitical Constitution ที่ ทอม กินส์เบิร์ก ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรัฐธรรมนูญไทย เขียนไว้ในปี 2551 ยังระบุถึงมิติของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งพูดถึงกับดัก "คนดี" และ "องค์กรผู้พิทักษ์" ของกฎหมายไทยเอาไว้ โดยสื่อถึงรูปแบบของรัฐธรรมนูญและโครงสร้างทางการเมืองที่พยายามลดบทบาทของนักการเมืองลง ผ่านกลไกและองค์กรอิสระต่าง ๆ
เขาชี้ว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับจะมีสิ่งที่เรียกว่า 'องค์กรผู้พิทักษ์' (guardian branches) ซึ่งเป็นกลไกต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาธิปไตย และปกป้องประชาชนจากตัวเอง
นอกจากนี้ รัฐไทยยังมีทัศนคติที่มองว่านักการเมืองเป็น "คนไม่ดี" โดยฝังรากลึกมาตั้งแต่ปี 2475 ดังนั้น "พวกเรา เหล่าผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย จึงอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ เป็น 'คนดี' ที่จะคอยควบคุมไม่ให้ 'คนไม่ดี' เหล่านั้นทำอะไรได้ตามใจชอบ"
"มันฝังลึกมากในการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 ซึ่งก็คือแนวคิดที่ว่า นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเป็นคนไม่ดี เป็นพวกทุจริต และเห็นแก่ตัว ส่วนพวกเราในฐานะผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ และเป็น "คนดี" ที่คอยทำให้แน่ใจว่าคนเลวเหล่านี้จะไม่ทำอะไร นั่นคือแก่นความคิดทั้งหมด... และศาลรัฐธรรมนูญก็เพียงแค่เล่นไปตามกรอบความคิดนั้น" ศ.กินส์เบิร์ก ระบุ
เขาชี้ว่าแนวคิดเช่นนี้สะท้อนออกมาหลายครั้ง อาทิ เมื่อวุฒิสภาถูกออกแบบให้มาจากการแต่งตั้งแทนที่จะมาจากการเลือกตั้ง
ด้าน ผศ.ดร.รวินท์ ลีละพัฒนะ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นคล้ายคลึงกัน โดยเขาชี้ว่า ในประเทศไทย วาทกรรมเรื่อง "การเมืองสะอาด" (clean politics) ได้กลายเป็นวาทกรรมซึ่งถูกยกขึ้นตั้งแต่ช่วงที่มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540
เขาอธิบายต่อไปว่า หลังจากการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 วาทกรรมดังกล่าวยิ่งถูกเน้นย้ำมากขึ้นโดยฝ่ายอนุรักษนิยม ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงได้เพิ่มระดับความเข้มข้นให้กับการควบคุมจริยธรรมของนักการเมือง เช่น มีการกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจัดทำมาตรฐานจริยธรรมซึ่งนำไปใช้บังคับกับนักการเมืองด้วย
"ชุดความคิดอนุรักษ์นิยมแบบไทยพยายามวาดภาพนักการเมืองในฐานะผู้ที่ทุจริตโกงกิน ดังนั้น จะต้องมีกลไกทางจริยธรรมและผู้ที่ทรงคุณธรรม คือ ผู้ที่ "ปลอด" จากการเมืองหรืออยู่เหนือการเมือง เข้ามาควบคุม" ผศ.ดร.รวินท์ กล่าว
อย่างไรก็ดี อ.นิติศาสตร์ รายนี้ อธิบายต่อไปว่ากลไกเช่นนี้ส่งผลต่อการจัดดุลอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างผู้แทนประชาชนอย่าง สส. หรือการเมืองแบบเสียงข้างมาก-ประชาธิปไตย (electoral-majoritarian politics) กับองค์กรที่ไม่ได้มาเลือกตั้ง (unelected institutions) และมุมมองต่อความชอบธรรมทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม
เขายังเสริมว่า ในภาพใหญ่นั้น การที่ศาลสามารถยกมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาใช้วินิจฉัยคดีได้กว้างขวางขึ้น "ดูจะทำให้รัฐธรรมนูญไทยเกิดสภาวะการปนเประหว่างพื้นที่ 'ในกฎหมาย' และ 'นอกกฎหมาย'"
"ในทางหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีการกำหนดกลไกตรวจสอบทางกฎหมายเต็มไปหมด นักการเมืองต้องใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรมที่ถูกทำให้เป็นกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยลักษณะถ้อยคำที่คลุมเครือของมาตรทางจริยธรรม ที่ถูกทำให้เป็นกฎหมาย ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวางมากในการตีความว่าการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองสอดคล้องกับหลักเหล่านี้หรือไม่" ผศ.ดร.รวินท์ กล่าว
ศ.กินส์เบิร์ก เสริมในประเด็นเดียวกันว่า "ศาลรัฐธรรมนูญในเวลานี้ก็เล่นไปตามแนวทางนั้น แต่ปัญหาคือ แนวทางนี้ขัดแย้งกับประชาธิปไตย เพราะมันคือการปฏิเสธสิทธิของประชาชนในการเลือกรัฐบาลของตนเอง"
"ผมคงไม่ต้องเตือนคุณด้วยซ้ำว่า ศาลเคยมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งมาแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศาลไม่ได้ยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยเลย พวกเขาดูเหมือนจะยืนอยู่ข้าง "ฝ่ายผู้พิทักษ์" ซึ่งเป็นเพียงด้านเดียวของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย" ศ.กินส์เบิร์ก ระบุ
เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ศ.กินส์เบิร์ก มองว่า ประเทศไทยโดยรวม ทั้งมิติของการเมืองและสังคม อยู่ในรูปแบบ "อ่อน ๆ /ไม่มากไม่น้อย" (mild) กล่าวคือ ในยามที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการก็นับว่าไม่ได้แย่มากอย่างกัมพูชา เมียนมา หรืออินโดนีเซีย แต่ในทางกลับกัน เวลาที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย "ก็ไม่เคยเป็นประชาธิปไตยแบบลึกซึ้งเลย"
เขาโต้แย้งว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมการเมืองอนุรักษนิยมแบบฝังรากลึก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ไว้วางใจประชาชนเป็นอย่างมาก
"จากมุมมองของผมนะครับ ผมคิดว่าประเทศไทยจะไปได้ดีกว่านี้มาก ถ้าปล่อยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้บริหารบ้านเมืองตามปกติ โดยมีกลไกตรวจสอบที่ดี ดูแลสิ่งที่ควรดูแล โดยไม่เข้าไปแทรกแซงการเมืองมากเกินไป และปล่อยให้การเมืองเดินหน้าไปตามครรลองของมัน"
"ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่มองว่าเหตุผลที่ประชาธิปไตยไทยไม่เข้มแข็งนักก็เพราะความไม่ไว้วางใจต่อประชาชน ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะนับตั้งแต่การขึ้นมาของทักษิณ ชินวัตร"
ตามทัศนะของนักวิชาการผู้นี้บอกว่า "ทักษิณเองก็มีปัญหาเยอะนะครับ ผมก็ไม่ได้ชื่นชอบเขานักหรอก แต่ในที่สุดแล้ว คุณก็ต้องปล่อยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้บริหารงานภายใต้ขอบเขตของอำนาจหน้าที่ที่เหมาะสม และอยู่ภายใต้การตรวจสอบตามกระบวนการที่เป็นธรรม"
"เพราะฉะนั้น พูดกันแบบตรงไปตรงมาเลยนะครับ พวกชนชั้นนำแบบดั้งเดิม ควรจะ 'ใจเย็นลงบ้าง'" เขากล่าว
จากผ่าทางตันสู่การกลายเป็นผู้เล่นทางการเมือง
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2568 มีการจัดงานวาระศาลรัฐธรรมนูญ ครบ 27 ปี ในหัวข้อ "ศาลรัฐธรรมนูญกับการก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 บทบาทและความคาดหวัง"
ในงานดังกล่าว นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงบทบาทและข้อวิพากษ์วิจารณ์ศาลฯ จำนวนไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือ ข้อกล่าวหาว่าศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้คน ซึ่ง นายนครินทร์ ตอบว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่ยืนยันว่าศาลวางตัวเป็นกลาง ตั้งมั่นอยู่ในกฎกติกาศาลรัฐธรรมนูญ
"เป็นธรรมดา เพราะต่างฝ่ายต่างช่วงชิง แต่ศาลวางตัวเป็นกลาง ตั้งมั่นอยู่ในกฎกติกาศาลรัฐธรรมนูญ เวลามีคำร้องเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกลั่นแกล้ง ซึ่งมีคนส่งเข้ามาเยอะแยะ แต่ศาลก็จะดูว่าผู้ร้องมีสิทธิ์ร้องหรือไม่ ถูกขั้นตอนหรือไม่ ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายก็ตัดออก" นายนครินทร์ ระบุ
ด้าน ศ.ดร.สิริพรรณ เสริมว่า ที่จริงทุกฝ่ายจำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมกับศาลรัฐธรรมนูญด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญให้อำนาจเอาไว้ อย่างไรก็ดี เธอเน้นย้ำไปที่หลักการในการตีความวินิจฉัย โดยเฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญเป็น "เอกสารที่มีชีวิต"
เธอยกตัวอย่างการตีความอย่างยืดหยุ่นว่า สมัยก่อนสหรัฐฯ มีคำว่า "separate but equal" หรือ "แบ่งแยกแต่เท่าเทียม" ซึ่งใช้กับกรณีอย่างการเรียนหนังสือของคนผิวขาวและดำที่ต้องเรียนแยกกัน สมัยนั้นศาลสูงสุดของสหรัฐฯ บอกว่าเท่าเทียมแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศาลเดียวกัน บอกว่าความเท่าเทียมหมายความว่าคนผิวสีอะไรก็ต้องเข้าเรียนได้ทุกโรงเรียน
"อันนี้คือการตีความแบบยืดหยุ่นที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ดังนั้นเวลาศาลวินิจฉัย ศาลจะต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของสังคมด้วย" ศ.ดร.สิริพรรณ ระบุ
หลักการต่อมาที่เธอต้องการเน้นย้ำคือ ความได้สัดส่วน (proportionality) เช่นกรณีของ น.ส.แพทองธาร ที่ต้องดูว่าสัดส่วนความรับผิดชอบควรอยู่ขนาดไหน และเธอเสริมว่าศาลต้องมีความระมัดระวัง "ไม่ก้าวล้ำหลักการถ่วงดุล ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เพราะอย่าลืมว่าฝ่ายบริหารเขามาจากประชาชน"
เธอเสริมว่าหากศาลฯ เข้ามามีบทบาทถอดถอนฝ่ายบริหารมากเกินไป "ศาลจะกลายเป็นผู้เล่นทางการเมือง" และเมื่อศาลมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายนักการเมืองเช่นนี้ เธอตั้งข้อสังเกตว่าจึงไม่แปลกที่ "จะทำให้ฝ่ายการเมืองอยากเข้ามาควบคุมศาลฯ เพื่อลดความเสี่ยงของตัวเองในการถูกถอดถอนลง"
ศ.กินส์เบิร์ก ทิ้งท้ายบทสัมภาษณ์ว่า ในฐานะคนที่ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขามองว่าประเทศไทยควรจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งที่สุดของภูมิภาคนี้ เพราะไทยไม่มีการก่อกบฏครั้งใหญ่ ๆ อย่างจริงจัง ไม่มีปัญหาความมั่นคงที่รุนแรง เศรษฐกิจก็อยู่ในระดับที่ดี เป็นประเทศรายได้ปานกลาง ไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์
แต่ในความเป็นจริงวันนี้ ประเทศไทยกลับไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค "ตำแหน่งนั้นเป็นของอินโดนีเซียต่างหาก" เขากล่าว
เขาบอกว่าประเทศไทยกำลังติดอยู่ในสิ่งที่เรียกกันในแวดวงการพัฒนา (development studies) ว่า 'กับดักรายได้ปานกลาง' (middle income trap) หรือประเทศที่พัฒนาไปถึงระดับปานกลางได้แล้ว แต่ไม่สามารถก้าวข้ามไปเป็นประเทศร่ำรวยได้
"ในกรณีของไทย ผมคิดว่าไม่ได้ติดกับดักแค่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังติดอยู่ใน 'กับดักของสถาบันการเมือง' ด้วย คือไม่สามารถก้าวไปเป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้… มันคือสิ่งที่ฉุดรั้งประเทศไว้ ไม่ให้ก้าวหน้าอย่างเต็มที่" ศ.กินส์เบิร์กสรุป