มารู้จักพายุหมุนเขตร้อน เฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น และไซโคลน ทำไมจึงเรียกต่างกัน ?

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ประชาชนหลายพันคนในฟิลิปปินส์ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงในระดับที่เจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคให้คำจำกัดความว่าอาจเป็น "หายนะ" เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ
ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ซึ่งมีกระแสลมกระโชกแรงถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณเกาะปานุอิตัน จังหวัดคากายัน ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ เมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อวันจันทร์ (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา ตามการรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของประเทศ โดยคาดว่าจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก มุ่งหน้าไปยังทางตอนใต้ของจีน

ทางการของฟิลิปปินส์ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงอุทกภัย เหตุดินถล่ม และความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน
ทว่าแท้จริงแล้ว ไต้ฝุ่นหรือซูเปอร์ไต้ฝุ่นคืออะไร แล้วแตกต่างจากเฮอร์ริเคน และพายุไซโคลนอย่างไร
ซูเปอร์ไต้ฝุ่นคืออะไร
คำศัพท์ที่กล่าวมาทั้งหมด แท้จริงแล้วนับเป็นพายุหมุนเขตร้อน (tropical storms) เหมือนกัน เพียงแต่ถูกเรียกต่างกันไปตามพื้นที่ที่พายุก่อตัว
- เฮอร์ริเคน (Hurricane) คือพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเฉียงเหนือ
- ไซโคลน (Cyclone) คือพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ และมหาสมุทรอินเดีย
- ไต้ฝุ่น (Typhoon) คือพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงเหนือ
- ซูเปอร์ไต้ฝุ่น (Super Typhoon) ตามเกณฑ์ของสำนักงานบริการอุตุนิยมวิทยา ฟิสิกส์บรรยากาศ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์ (PAGASA) หมายถึงพายุหมุนเขตร้อนที่มีความเร็วลมสูงสุดเกิน 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

พายุต้องมีความรุนแรงขนาดไหน
พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone) เป็นคำกลางที่นักอุตุนิยมวิทยาใช้กัน
หากอ้างอิงตามคำอธิบายขององค์การสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) จะหมายถึง ระบบก้อนเมฆและพายุฝนฟ้าคะนองที่มีการจัดระเบียบตัวเองและหมุนเวียน ก่อตัวเหนือผืนน้ำเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน
ข้อมูลบนเว็บไซต์ของ NOAA ระบุว่า "เมื่อพายุหมุนเขตร้อนมีความเร็วลมคงที่สูงสุดที่ 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป พายุจึงจะถูกจัดประเภทเป็นเฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น หรือไซโคลน แล้วแต่ภูมิภาคที่พายุก่อตัว"
สำหรับ เฮอร์ริเคน จะถูกแบ่งความรุนแรงตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 ตามความเร็วลม โดยใช้มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน (Saffir–Simpson Hurricane Wind Scale)

พายุหมุนเขตร้อนจะเกิดขึ้นเมื่อใดได้บ้าง
ฤดูเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. ถึง 30 พ.ย. ตามสถิติพบว่ามากกว่า 95% ของพายุหมุนเขตร้อนทั้งหมดในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
ในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ฤดูที่เกิดพายุไซโคลนจะเกิดขึ้นระหว่างเดือน พ.ย. ถึง เม.ย.
ขณะที่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ไต้ฝุ่นมักเกิดขึ้นมากที่สุดระหว่างเดือน พ.ค. ถึง ต.ค. แม้ว่าจะสามารถก่อตัวได้ตลอดทั้งปีก็ตาม

ที่มาของภาพ, NASA via Reuters
พายุหมุนเขตร้อนถูกตั้งชื่อจากอะไร
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ จะเป็นผู้ดูแลบัญชีรายชื่อสำหรับการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนทั่วโลก
ชื่อเหล่านี้จะถูกนำกลับมาใช้หมุนเวียนทุก ๆ 6 ปี ยกเว้นกรณีที่พายุรุนแรงจนสร้างความเสียหายมหาศาล เช่น ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (Typhoon Haiyan) หรือเฮอร์ริเคนแคทรีนา (Hurricane Katrina) ซึ่งจะถูกถอดออกจากบัญชีและแทนที่ด้วยชื่อใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างบาดแผลทางจิตใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่เผชิญพายุเฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น และไซโคลน จะส่งรายชื่อที่พวกเขาเสนอไปยังองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เพื่อใช้ในการตั้งชื่อ
นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากกรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียบอกกับบีบีซีว่า "ประเทศในภูมิภาคของเรา 8 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมอ่าวเบงกอลและทะเลอาหรับ ได้ส่งรายชื่อไปยังองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000"
"ปัจจุบันชื่อที่เสนอไปเกือบ 50% ถูกใช้แล้ว ในตอนนั้นประเทศสมาชิกตกลงกันว่าจะต้องมั่นใจว่าชื่อเหล่านี้จะไม่กระทบต่อความรู้สึกทางศาสนาในประเทศของเรา"
วิธีการก่อตัวของพายุ
ตามปกติ อากาศจะลอยตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อถูกน้ำทะเลอุ่นทำให้ร้อนขึ้น
จากนั้นเมื่ออากาศเย็นตัวลงก็จะถูกแทนที่ด้วยมวลอากาศอุ่นที่ลอยขึ้นมาจากด้านล่าง
วัฏจักรนี้ก่อให้เกิดลมแรง หากเกิดขึ้นเหนือท้องทะเล พายุหมุนเขตร้อนอาจทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ได้
เมื่อคลื่นเหล่านี้ซัดขึ้นฝั่ง ก็อาจทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งอาจกินพื้นที่ไปถึงในตัวเมืองได้
หากเกิดบนแผ่นดิน ลมแรงสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนัก บ้านเรือนอาจถูกลมพัดจนพังราบ ต้นไม้ล้มระเนระนาด และแม้กระทั่งรถยนต์ก็อาจถูกลมพัดจะพลิกคว่ำได้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลอย่างไร
การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อพายุหมุนเขตร้อนแต่ละลูกนั้นทำได้ยาก เพราะระบบพายุมีความซับซ้อนมาก แต่นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ทำให้จำนวนพายุเฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น หรือไซโคลนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อพายุเหล่านี้ซึ่งสามารถวัดได้อย่างชัดเจน
น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นหมายความว่าพายุสามารถสะสมพลังงานได้มากขึ้น ส่งผลให้ความเร็วลมแรงกว่าเดิม ขณะที่บรรยากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ทำให้เกิดฝนที่ตกหนักรุนแรงกว่าเดิม
นอกจากนี้ระดับน้ำทะเลที่กำลังสูงขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการละลายตัวของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็ง รวมทั้งปรากฏการณ์ที่น้ำอุ่นขยายตัวกินพื้นที่มากขึ้น ปัจจัยท้องถิ่นก็อาจมีส่วนร่วมเช่นกัน สิ่งเหล่านี้หมายความว่า คลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) จะเกิดขึ้นบนฐานของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอยู่แล้ว นั่นยิ่งทำให้น้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงกว่าเดิม
โดยสรุป องค์การด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ หรือ คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) สรุปว่า มี "ความเชื่อมั่นสูง" ว่ามนุษย์มีส่วนทำให้ปริมาณน้ำฝนที่เกี่ยวข้องกับพายุหมุนเขตร้อนเพิ่มขึ้น และมี "ความเชื่อมั่นปานกลาง" ว่ามนุษย์มีส่วนทำให้โอกาสที่พายุหมุนเขตร้อนจะรุนแรงมากขึ้นเพิ่มขึ้นด้วย











