"ฉันรู้สึกพังทลายจากความสยดสยอง แต่ไม่ได้โกรธแค้น" จิเซล เพเลคอต หญิงผู้เป็นศูนย์กลางของคดีข่มขืนที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศสเปิดใจกับบีบีซี

- Author, วิคตอเรีย เดอร์บีเชอร์
- Role, บีบีซี นิวส์ไนท์
- Author, ลอรา กอซซี
- Role,
- เวลาอ่าน: 17 นาที
คำเตือน: รายงานข่าวนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
จิเซล เพเลคอต หญิงผู้เป็นศูนย์กลางของคดีข่มขืนที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์กับรายการบีบีซี นิวส์ไนท์ (BBC Newsnight) ว่า เธอรู้สึก "พังทลายจากความสยดสยอง" เมื่อพบว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา สามีของเธอได้วางยาเธอจนหมดสติซ้ำแล้วซ้ำเล่า และชักชวนชายหลายสิบคนมาข่มขืนเธอ
"บางสิ่งบางอย่างระเบิดขึ้นภายในตัวฉัน" เพเลคอต วัย 73 ปี กล่าวถึงช่วงเวลาที่เธอรู้ถึงความร้ายแรงของอาชญากรรมของสามี "มันเหมือนกับคลื่นยักษ์สึนามิ"
ในการสัมภาษณ์อย่างละเอียดก่อนการตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำของเธอเรื่อง A Hymn To Life (อาจแปลได้ว่า เพลงสวดสรรเสริญชีวิต) เธออธิบายว่า การโทรศัพท์ไปบอกลูกทั้งสามคนถึงสิ่งที่เธอค้นพบเกี่ยวกับพ่อของพวกเขา อาจเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเธอ
'ดิ่งสู่ขุมนรก'
เพเลคอตหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เธอตัดสินใจสละสิทธิ์ตามกฎหมายในการปกปิดตัวตน และเธอก็ไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจนั้นเลย เธอเผยด้วยว่าตนเองยังคงมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่อยากถามอดีตสามี ซึ่งเธอเรียกเขาว่า "คุณเพเลคอต" ที่อยู่ในเรือนจำตามคำตัดสินลงโทษจำคุก 20 ปี
ศาลากลางกรุงปารีสที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังบนเพดานและแผงไม้ที่หรูหรานั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากห้องพิจารณาคดีที่ดูจืดชืด ซึ่งคุณเพเลคอตปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งสุดท้ายในระหว่างการพิจารณาคดีสี่เดือนที่เขย่าขวัญประเทศฝรั่งเศส
เธออธิบายถึงช่วงเวลาที่เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เธอเรียกว่าการ "ดิ่งสู่ขุมนรก" ของเธอ
เธอ กับ โดมินิก เพเลคอต สามี เดินทางไปยังสถานีตำรวจใกล้บ้านของพวกเขาในเมืองมาซาน ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ตามที่เขาถูกเรียกตัวเนื่องจากแอบถ่ายใต้กระโปรงของผู้หญิงในซูเปอร์มาร์เก็ต
แต่เพเลคอตถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบถามเป็นการส่วนตัว และเริ่มถามคำถามที่เจาะลึกขึ้นเรื่อย ๆ สามีของเธอเป็นคนแบบไหน ? เธอตอบว่า เป็นคนดีมาก พวกเขาเคยมีเซ็กส์แบบแลกคู่กันหรือไม่ ? เธอปฏิเสธว่าไม่เคยแน่นอน
"เขาบอกฉันว่า 'ผมกำลังจะให้คุณดูอะไรบางอย่างที่คุณจะไม่ชอบ' ฉันยังไม่เข้าใจในทันที"
เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงรูปถ่ายสองรูปของเธอ เป็นรูปผู้หญิงที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง รูปเหล่านั้นเป็นหนึ่งในบรรดารูปภาพและวิดีโอหลายพันภาพที่สามีของเธอถ่ายไว้ขณะที่เธอถูกวางยา
"ฉันจำตัวเองไม่ได้" เธอกล่าว "ผู้หญิงคนนี้นอนอยู่บนเตียงราวกับว่าเธอตายแล้ว มีผู้ชายอยู่ข้าง ๆ ตัว ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร ฉันไม่รู้จักพวกเขา ฉันไม่เคยเจอพวกเขามาก่อน"
เธอหยุดพูดชั่วครู่ พลางปรับแว่นอ่านหนังสือกรอบสีแดง ขณะที่เล่าถึงความตกใจที่ถาโถมเข้ามา เสียงของเธอแผ่วเบาลง ทว่าไม่สั่นเครือ
ตำรวจบอกเพเลคอตว่า เธอถูกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยชายหลายสิบคน แม้ว่าสามีของเธอจะบันทึก ติดป้ายกำกับ และจัดหมวดหมู่คลิปวิดีโอการข่มขืนเหล่านั้นไว้ในฮาร์ดดิสก์อย่างเป็นระเบียบ แต่ก็ไม่สามารถระบุตัวตนชายหลายคนเหล่านี้ได้
ตำรวจแนะนำเธอว่าอย่าอยู่คนเดียวหลังจากได้รับข่าวนี้ เธอกลับบ้านด้วยความมึนงงและโทรหาเพื่อน "ฉันบอกเธอว่า 'โดมินิกถูกควบคุมตัวเพราะเขาข่มขืนฉันและให้คนอื่นข่มขืนฉัน' นั่นคือตอนที่ฉันใช้คำว่าข่มขืน หลังจากถูกสอบสวนนานห้าชั่วโมง ฉันถึงได้เอ่ยถึงอาชญากรรมของนายเพเลคอตออกมาเป็นคำพูดนั้น"
'ฉันได้ยินเสียงลูกสาวกรีดร้อง มันแทบจะฟังดูไม่เหมือนมนุษย์เลย'
ลูก ๆ ทั้งสามคนของเธอที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้แก่ เดวิด แคโรไลน์ และฟลอเรียน ต่างได้รับรู้ถึงสิ่งที่พ่อของพวกเขาทำ
"ฉันรู้ดีว่าสำหรับลูก ๆ มันจะเป็นเรื่องยากอย่างมาก" เพเลคอตกล่าว เธอเชื่อว่าการโทรศัพท์สามครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่เธอเคยทำมา
เธอจำปฏิกิริยาของแคโรไลน์ได้ "ฉันได้ยินเสียงลูกสาวกรีดร้อง มันแทบจะฟังดูไม่เหมือนมนุษย์เลย" เพเลคอตบอก
เธอจำได้ว่าเดวิด ลูกชายคนโต อยู่ในสภาพตกใจ และฟลอเรียน ลูกชายคนเล็ก ถามทันทีว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง
"พวกเขารู้ว่าฉันอยู่คนเดียว และฉันอาจจะทำอะไรโง่ ๆ สำหรับพวกเขามันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างระเบิดเหมือนกัน"
ลูก ๆ ของเธอเดินทางมาหาเธอที่มาซานในวันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนจำได้ว่าพวกเขาทำลายหรือโยนข้าวของของครอบครัวทิ้งไป ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงอัลบั้มรูป เพื่อพยายามลบล้างการมีอยู่ของพ่อของพวกเขา
แต่แม่ของพวกเขายืนดูอยู่เฉยๆ
"ฉันบอกตัวเองว่าชีวิตฉันพังทลายแล้ว ฉันไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากลูก ๆ"

ที่มาของภาพ, CHRISTOPHE SIMON/AFP
นับตั้งแต่เดวิดเกิด ซึ่งคือเมื่อตอนคุณเพเลคอตมีอายุ 20 ปีต้น ๆ ลูกกลายมาเป็นศูนย์กลางชีวิตของเธอ การเป็นแม่กลายเป็นหนทางที่ทำให้เธอละทิ้งวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความเศร้าไว้เบื้องหลัง
"ฉันเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็กมาก พี่ชายและพ่อก็เช่นกัน" เธอย้อนความทรงจำ "ดังนั้นฉันจึงต้องสร้างทุกอย่างที่ฉันสูญเสียไปขึ้นมาใหม่"
ในการสัมภาษณ์ เพเลคอตพูดถึงพ่อแม่อันเป็นที่รักของเธอ ซึ่งการแต่งงานของพวกท่านได้หล่อหลอมความเข้าใจเรื่องความรักของเธออย่างลึกซึ้ง
เธออายุ 9 ขวบเมื่อแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ทำให้พ่อและครอบครัวจมอยู่ในความโศกเศร้าที่พวกเขาไม่เคยฟื้นตัวอย่างแท้จริง การได้พบกับโดมินิก เพเลคอต ชายหนุ่มวัย 19 ปี ที่หล่อเหลา และบอบช้ำจากการเลี้ยงดูที่ยากลำบากเช่นเดียวกัน ได้มอบโอกาสให้เธอเริ่มต้นใหม่ พวกเขาแต่งงานกันในปี 1973
"เรารักกันมาก และเราทุ่มเทให้กับชีวิต และเราเริ่มต้นสร้างครอบครัว เพราะนั่นคือเป้าหมายหลักของฉัน" เธอย้อนความทรงจำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
การทรยศที่คาดไม่ถึง
ในปี 2011 เพเลคอตเริ่มมีอาการความจำเสื่อม เธอคิดว่านั่นเป็นเพราะปัญหาทางระบบประสาท แต่เธอก็ยังมีปัญหาทางนรีเวชเรื้อรังด้วย ซึ่งต่อมาพิสูจน์แล้วว่าเกิดจากยาที่เธอได้รับ และคนแปลกหน้าที่มาข่มขืนเธอหลายครั้งต่อสัปดาห์
เธอไปพบแพทย์หลายคน และสามีของเธอก็อยู่เคียงข้างเธอตลอดการตรวจที่ไม่สามารถสรุปผลได้ เขายังอยู่กับเธอทุกเช้าหลังจากการถูกทำร้ายในเวลากลางคืนด้วย
"มันช่างเหลือเชื่อที่ผู้ชายคนนี้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับฉันจะก่อเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ได้" เพเลคอตกล่าว "ฉันตื่นขึ้นมาทานอาหารเช้า และเขาก็มองตาฉัน และฉันไม่รู้ว่าเขาทรยศฉันได้อย่างไรมาเป็นเวลาหลายปี"

ต่อมาเธอก็ได้รู้ว่านอกเหนือจากการถูกวางยาแล้ว สามีของเธอยังให้ยาคลายกล้ามเนื้อชนิดรุนแรงแก่เธอ เพื่อที่วันรุ่งขึ้นเธอจะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดจากสิ่งที่ร่างกายของเธอต้องเผชิญ
ตอนนี้เธอเชื่อว่าร่างกายที่ถูกทารุณกรรมใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว และชีวิตของเธอกำลังตกอยู่ในจุดอันตราย
"มันยากสำหรับฉันที่จะยอมรับได้ว่าเขาช่างไม่มีความเมตตาเสียเลย" เธอกล่าว
เพเลคอตบอกด้วยว่า การเปิดเผยดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งครอบครัวของเธอ
"มันผิดที่จะคิดว่าโศกนาฏกรรมเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เราใช้เวลานานมากในการฟื้นฟูตัวเอง" เธอบอก
เธอกล่าวต่อไปว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แคโรไลน์ ลูกสาวของเธอ ถูกประณามให้ตกอยู่ใน "ความทรมานชั่วนิรันดร์" เนื่องจากแคโรไลน์พบภาพถ่ายของตัวเองขณะนอนหลับอยู่ในชุดชั้นในบนแลปท็อปของพ่อ
"สายตาที่แสดงออกถึงการร่วมประเวณีระหว่างญาติที่เขามองลูกสาวของเขานั้น ฉันรู้สึกทนไม่ได้อย่างยิ่ง"
อดีตสามีของนางเพเลคอตให้คำอธิบายที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับภาพถ่ายเหล่านั้น แต่แคโรไลน์เชื่อมั่นว่าเขาได้วางยาและข่มขืนเธอด้วย แต่เนื่องจากขาดหลักฐานเพิ่มเติม เขาจึงไม่เคยถูกดำเนินคดี
ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวก็ตึงเครียดในช่วงระหว่างการพิจารณาคดี และแคโรไลน์กล่าวว่าเธอรู้สึกเหมือนเป็น "เหยื่อที่ถูกลืม" ในช่วงเวลาต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังคดี เพเลคอตขาดการติดต่อกับลูก ๆ บางคนด้วย
"แคโรไลน์ต้องใช้เวลา เพราะเธอเต็มไปด้วยความโกรธเกลียด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฉันไม่มี" เพเลคอตกล่าว "ฉันไม่มีความเกลียดชังหรือความโกรธ ฉันรู้สึกถูกทรยศและโกรธแค้นจากนายเพเลคอต แต่นั่นก็เป็นเพียงตัวตนของฉัน"
เพเลคอตกล่าวด้วยว่า ตอนนี้เธอกับลูกสาวกำลังฟื้นฟูความสัมพันธ์กันอยู่
"เราแต่ละคนต้องการเวลาเพื่อค้นหาเส้นทางของตัวเอง วันนี้เราพยายามที่จะนำความสงบสุขมาสู่กันและกัน และฉันหวังว่าเรากำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องสู่การเยียวยา"
การเปิดเผยเพิ่มเติม
การเปิดเผยความจริงก็ตามมาเรื่อย ๆ ในปี 2022 ตำรวจแจ้งเพเลคอตว่าสามีของเธอสารภาพว่าพยายามข่มขืนหญิงสาวคนหนึ่ง นอกจากนี้เขายังถูกสอบสวนในข้อหาฆาตกรรมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์วัย 23 ปี ในกรุงปารีสเมื่อปี 1991 ด้วยซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เขาปฏิเสธ
การที่สามีของเธออาจเป็นทั้งฆาตกรและนักข่มขืนต่อเนื่องนั้น เป็นเรื่องที่เพเลคอตแทบรับไม่ไหว
"ฉันหวังว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ก่อเหตุอาชญากรรมอันโหดร้ายนี้ เพราะมิเช่นนั้นมันจะเป็นการตกนรกอีกครั้ง ทั้งสำหรับทั้งฉันและลูก ๆ ของเขา"
ในระหว่างการสอบสวน เธอได้ย้ายไปอยู่ที่เกาะอีลเดอเร (Île de Ré) อันเงียบสงบ ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ นอกชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของฝรั่งเศส "ฉันอยากหลบซ่อนตัวจริง ๆ" เธอกล่าว "ฉันไม่ต้องการให้ใครรู้เลยว่าฉันเป็นใคร"

เช่นเดียวกันกับเหยื่อการข่มขืนในฝรั่งเศสคนอื่น ๆ เพเลคอตมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีแบบปิดลับ คือปกปิดตัวตนอย่างสมบูรณ์ และไม่มีสื่อมวลชนได้เข้าถึง และเธอก็เคยปฏิเสธข้อเสนอจากลูกสาวที่ต้องการให้มีการพิจารณาคดีแบบเปิดเผย เพราะกังวลว่าจะเป็นการตอกย้ำสถานะของเธอเหยื่อของอาชญากรรมร้ายแรง
จากนั้น ขณะที่เธอเดินเล่นบนชายหาด สี่เดือนก่อนที่คดีจะเริ่มต้น บางสิ่งในตัวเธอก็เปลี่ยนไป
เธอตระหนักว่า การพิจารณาคดีแบบปิดลับจะหมายความว่าผู้ชายที่ถูกดำเนินคดีก็จะได้รับประโยชน์จากการปกปิดตัวตนเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น มันจะทำให้เธอเสียเปรียบ เพราะจะมีผู้ชาย 51 คน และทนายความ 40 คน ต่อสู้กับเธอ ทีมทนายความเล็ก ๆ และลูก ๆ ของเธอ
'ถ้าฉันทำได้ เหยื่อทุกคนก็ทำได้เช่นกัน'
"ฉันแบกรับความอับอายนี้มานานกว่าสี่ปี" เพเลคอตกล่าว "และฉันรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นการถูกลงโทษซ้ำสำหรับเหยื่อ และเป็นความทุกข์ทรมานที่เราสร้างขึ้นเอง"
ทนายความของเธอให้เวลาเธอหนึ่งสัปดาห์ในการตัดสินใจว่าเธอต้องการเปิดเผยการพิจารณาคดีต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนจริงหรือไม่ แต่เธอต้องการเวลาเพียงคืนเดียว "เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันก็รู้แล้ว" เธอกล่าว
มันเป็นการตัดสินใจที่พิเศษมาก
"ฉันไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจของฉันเลยแม้แต่ครั้งเดียว" เธอกล่าว "มันยังเป็นข้อความถึงเหยื่อทุกคนที่ไม่กล้าทำเช่นเดียวกัน… มันอาจจะให้กำลังใจพวกเขาได้บ้างเหมือนที่ฉันพบในตัวเอง"
"เพราะ... ภายในตัวเรามีทรัพยากรที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน และถ้าฉันทำได้ เหยื่อทุกคนก็ทำได้เช่นกัน ฉันเชื่อมั่นในเรื่องนี้" เธอกล่าวโดยไม่ลังเล
ในปี 2024 การพิจารณาคดีของเพเลคอตได้ปรากฏสู่สายตาของชาวฝรั่งเศสและผู้คนทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ความสามารถที่เธอปล่อยให้แสงส่องผ่านความเลวร้ายที่ตนเองต้องเผชิญ หรือสิ่งที่เธอเรียกซ้ำ ๆ ว่า "ความโสโครก" เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งของเธอ
ทุกวัน เธอเชิดหน้าขึ้นสูงขณะเดินเข้าไปในศาลเมืองอาวิญง กลุ่มผู้หญิงจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ด้านนอกเพื่อแสดงการสนับสนุน และเธอก็แสดงความขอบคุณด้วยการพยักหน้าเล็กน้อยและวางมือบนหน้าอก
เพเลคอตกล่าวว่า ท่ามกลางกล้องนับสิบตัวที่รายล้อมอยู่ กล้องเหล่านั้นให้ "พลังอันเหลือเชื่อ" แก่เธอ
"สำหรับฉัน กล้องเหล่านั้นช่วยบรรเทาสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพิจารณาคดี" เธอกล่าว "ฉันคิดว่าถ้าอยู่คนเดียวคงยากลำบาก"
แม้แต่สมเด็จพระราชินีนาถคามิลลายังทรงส่งจดหมายส่วนพระองค์จากสหราชอาณาจักรมาแสดงความชื่นชม ซึ่งทำให้เธอประหลาดใจมาก "ฉันรู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง... ฉันรู้สึกซาบซึ้งในพระองค์" เธอกล่าว

ที่มาของภาพ, Manon Cruz/REUTERS
ตลอดทั้งการสัมภาษณ์ เพเลคอตมีท่าทีสงบและมั่นใจ จากนั้นเธอได้ชมวิดีโอที่ถ่ายทำโดยรายการบีบีซี นิวส์ไนท์ ซึ่งแสดงให้เห็นผู้หญิงชาวฝรั่งเศสกล่าวขอบคุณเธอที่เลือกให้มีการพิจารณาคดีแบบเปิดเผย
"ขอบคุณในความกล้าหาญมากค่ะ" หญิงคนหนึ่งกล่าว
"พวกเรามาให้กำลังใจคุณค่ะ ชีวิตช่างสวยงามเหลือเกินค่ะ นายหญิง!" หญิงอีกคนกล่าว
เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทีละใบ คุณเพลิคอตก็เช็ดน้ำตาเป็นครั้งแรก
"มันทำให้ฉันซาบซึ้งใจอย่างมาก เพราะนี่คือใบหน้าที่ฉันได้พบระหว่างการพิจารณาคดี" เธอกล่าว "ฉันเห็นพวกเขาติดโปสเตอร์ ฉันเห็นภาพตัดปะ ฉันเห็นป้ายผ้า"
"พวกเขายอดเยี่ยมจริง ๆ" เธอยิ้ม
ในห้องพิจารณาคดี เพเลคอตและครอบครัวต้องทนฟังคำกล่าวที่แฝงนัยและการกล่าวหาอย่างเปิดเผยว่าพวกเขามีส่วนร่วมในการกระทำผิดจากทั้งจำเลยและทนายความของพวกจำเลยนานเกือบสี่เดือน "คุณต้องผ่านนรกในห้องพิจารณาคดี คุณรู้สึกอับอายขายหน้ามาก" เธอกล่าว
ในเวลานั้น สิ่งนี้ทำให้เธอเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า "การพิจารณาคดีแห่งความขี้ขลาด" แม้แต่ตอนนี้ เสียงของเธอก็ยังสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น
"พวกเขาไม่ต้องการยอมรับในสิ่งที่พวกเขาทำ" เธอกล่าวถึงผู้ชาย 50 คนที่สามีของเธออนุญาตให้ทำร้ายเธอ เธอรู้สึกว่าพวกเขากระทำราวกับว่าพวกเขาก่ออาชญากรรมเล็กน้อย และปฏิเสธที่จะยอมรับว่าเธอไม่ได้ให้ความยินยอม

ที่มาของภาพ, AFP/Anadolu/EPA/Getty Images/Reuters
"จากนั้น วิดีโอที่พิสูจน์ความจริงก็จะถูกนำมาฉาย" เธอกล่าว "เราจะได้เห็นผู้ชายคนนั้นข่มขืนฉัน เขาจะถูกถามคำถามเหล่านั้นอีกครั้ง และจะตอบว่า 'ไม่ ผมไม่ได้ข่มขืนเธอ ผมไม่มีเจตนาที่จะข่มขืนเธอเลย'
"แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ" เธอถามออกมาด้วยความหงุดหงิด
"ฉันคิดว่าสำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่สามารถข่มขืนฉันได้ เพราะสามีของเพเลคอตอยู่ที่นั่นและเขาได้ให้ความยินยอมแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ถือว่าเป็นการข่มขืน" เธอกล่าวสรุป
ข้อโต้แย้งนี้ถูกปฏิเสธโดยผู้พิพากษาทั้งเจ็ดคนที่ดูแลคดี จำเลยทั้งหมดถูกตัดสินว่ามีความผิด อดีตสามีของเธอ (การหย่าร้างของพวกเขาเสร็จสิ้นก่อนการพิจารณาคดีไม่นาน) ได้รับโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี ส่วนชายอีก 50 คนถูกจำคุกเป็นเวลาตั้งแต่ 5 ถึง 15 ปี
สร้างชีวิตใหม่อีกครั้ง
ขณะที่เพเลคอตกำลังพูด ชายร่างสูงสวมแว่นตาที่เป็นพ่อม่ายชื่อ ฌอง ลูป กำลังเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ เธอพบเขาที่เกาะอีลเดอเรในปี 2023 "เราโชคดีเหลือเกิน" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอบอุ่น "เราตกหลุมรักกันเหมือนวัยรุ่น โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่คาดคิด"
พวกเขาเป็นคู่รักนับตั้งแต่นั้นมา "ชีวิตนำพาผู้ชายคนหนึ่งมาสู่เส้นทางของฉัน เขามีค่านิยมและหลักการเดียวกันกับฉัน และเขาก็ผ่านความยากลำบากมากมายในชีวิตมาเช่นกัน"
"อย่างที่คุณเห็น" เธอกล่าวต่อพลางเอียงศีรษะไปด้านหนึ่ง "ชีวิตมักนำพาความประหลาดใจที่สวยงามมาให้เสมอ มันนำสีสันมากมายมาสู่ชีวิตของเรา"
เกือบหกปีแล้วที่เพเลคอตได้เห็นภาพถ่ายของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือน "ตายแล้ว" แต่คำถามที่ว่าทำไมอดีตสามีของเธอจึงทำร้ายเธอมานานหลายปียังคงค้างคาอยู่ โดมินิก เพเลคอตยอมรับในศาลว่าเขาต้องการ "ทำให้ผู้หญิงที่แข็งแกร่งยอมจำนน"
"เขาอยากให้ฉันเข้าร่วมกิจกรรมเซ็กส์แบบแลกคู่ และฉันปฏิเสธเสมอเพราะฉันมีความละอายใจ" เธอกล่าว "ฉันคิดว่าเขาหาทางออกโดยการทำให้ฉันยอมจำนน"
แต่คำถามที่ว่าเขาทำอย่างนั้นได้อย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง "ฉันอาจจะถามตัวเองเรื่องนี้ไปตลอดชีวิต" เธอกล่าว
เพเลคอตบอกด้วยว่า เธอตั้งใจจะไปเยี่ยมเขาในคุกเพื่อถามถึงสิ่งที่เขาอาจได้ทำต่อแคโรไลน์ ลูกสาว และคดีฆาตกรรมที่เขาเกี่ยวข้อง
"ฉันต้องพบเขาเพื่อหาคำตอบ ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทำได้หรือไม่ แต่ฉันต้องมองดวงตาของเขาตรง ๆ"

ที่มาของภาพ, Dmitry Kostykov/BBC
ขณะเดียวกัน การสร้างชีวิตใหม่ของเธอยังคงดำเนินต่อไป "ฉันกำลังเยียวยาตัวเอง"
เธอต่อต้านความคิดที่จะปฏิเสธชีวิตที่เธอเคยใช้ร่วมกับอดีตสามีอย่างสิ้นเชิง
"เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ ฉันจำเป็นต้องคิดว่า 50 ปีที่ฉันใช้ชีวิตอยู่กับคุณเพเลคอตนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะมิเช่นนั้น มันก็เหมือนกับว่าฉันตายไปแล้ว เหมือนกับว่าฉันไม่มีตัวตนอีกต่อไป"
ในหนึ่งในโอกาสอันน้อยนิดที่เธอขึ้นให้การในศาล เพเลคอตกล่าวกับอดีตสามีของเธอว่า การทรยศของเขานั้น "ประเมินค่าไม่ได้"
"ฉันพยายามนำทางคุณไปสู่แสงสว่างเสมอ แต่คุณกลับเลือกความมืดมิดของจิตใจมนุษย์" เธอกล่าว
นั่นเป็นความรู้สึกที่เธอยังคงย้ำอยู่ ณ ตอนนี้ในชีวิต เธอกล่าวว่า "คุณต้องเลือกเสมอ ต้องตัดสินใจว่าจะเดินไปในเส้นทางใด มีเส้นทางที่ถูกต้องและเส้นทางที่ผิด"
"ส่วนฉัน" เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่สงบ "ฉันเลือกที่จะเดินไปหาสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ"
รายชื่อองค์กรในสหราชอาณาจักรที่ให้ความช่วยเหลือและข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในเรื่อง สามารถดูได้ที่บีบีซี แอคชัน ไลน์































