7 สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้เกี่ยวกับ “เอเลียน”

มนุษย์ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวมีอยู่จริง

ที่มาของภาพ, Emmanuel LaFont

คำบรรยายภาพ, มนุษย์ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวมีอยู่จริง
    • Author, ทีมข่าว
    • Role, บีบีซีฟิวเจอร์

เมื่อพูดถึงสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่นิยมเรียกกันติดปากว่า “เอเลียน” ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตในจินตนาการ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ทรงภูมิปัญญาและเป็นมิตรอย่างในภาพยนตร์ “อีที” หรือสัตว์ประหลาดดุร้ายกระหายเลือด อย่างในภาพยนตร์มหากาพย์เอเลียนภาคล่าสุด “รอมิวลุส” (Romulus) จินตนาการเหล่านี้ล้วนดึงดูดความสนใจผู้คนนับล้าน เพราะมันเกี่ยวข้องกับปริศนาลึกลับไร้คำตอบที่ว่า โลกคือดาวดวงเดียวในจักรวาลที่บังเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นจริงหรือไม่

แม้ปัจจุบันมนุษย์ยังไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวมีอยู่จริง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการศึกษาค้นคว้ามานาน จนสามารถพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงบางประการที่มีความเป็นไปได้สูงเกี่ยวกับ “เอเลียน” ซึ่งบีบีซีรวบรวมมาได้ดังต่อไปนี้

ชาวโลกดวงแข็งที่ยังไม่ติดเชื้อร้ายจากห้วงอวกาศ

แม้ทุกวันนี้จะเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ดวงจันทร์คือสถานที่ไร้ชีวิต ชนิดที่ไม่มีแม้แต่จุลินทรีย์สักตัวอาศัยอยู่ แต่ในยุคก่อนที่นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล 11 จะก้าวลงเหยียบพื้นดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนั้น นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่นักบินอวกาศผู้สร้างประวัติศาสตร์ทั้งสามคน อาจนำเอาจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อร้ายจากนอกโลกติดตัวกลับมาด้วย

ดังนั้นเมื่อยานอะพอลโล 11 ดิ่งลงในมหาสมุทร หลังกลับคืนสู่โลกเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเริ่มดำเนินการตามข้อปฏิบัติที่กำหนดไว้แล้ว เพื่อขจัดสิ่งปนเปื้อนที่ติดมากับยานและนักบินอวกาศในทันที ซึ่งเท่ากับเป็นการสกัดกั้นไม่ให้สิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือ “เอเลียน” ในทุกรูปแบบ เข้ามาแพร่กระจายขยายพันธุ์บนโลกของเราได้

ในทางทฤษฎีแล้ว นักบินอวกาศจะไม่สามารถออกมาจากตัวยานได้ในทันที จนกว่าอุปกรณ์เพื่อการกักตัวป้องกันเชื้อแพร่กระจายจะเตรียมพร้อม แต่การที่ต้องทนอยู่ในที่ร้อนจัดและแคบขณะที่ประตูยานยังปิดล็อกสนิท รวมทั้งถูกคลื่นทะเลซัดจนตัวยานเหวี่ยงส่ายไปมาน่าเวียนหัว ทำให้ในเวลาปฏิบัติการจริง ผู้ควบคุมจะอนุญาตให้นักบินอวกาศเปิดประตูยานเพื่อรับอากาศจากภายนอกก่อนได้

หากมีเชื้อร้ายจากต่างดาวเกาะติดมากับยานลำดังกล่าว มันอาจจะอาศัยโอกาสนี้ลงไปอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว และหากมันเป็นเชื้อที่สามารถก่อโรคร้ายแรงจนทำลายสิ่งมีชีวิตบนโลกได้ มนุษยชาติอาจจะไม่ได้อยู่ดูโลกมาจนถึงทุกวันนี้ จึงนับว่าสัตว์โลกนั้นยังเคราะห์ดี ที่ไม่ต้องเผชิญภัยจากเอเลียนตัวจิ๋วหรือจุลินทรีย์จากต่างดาวนั่นเอง

มหาสมุทรบนดวงจันทร์ต่าง ๆ คือแหล่งค้นหาเอเลียนที่ดีที่สุด

เชื่อกันว่าดวงจันทร์ของดาวเคราะห์บริวารหลายดวงในระบบสุริยะ มีมหาสมุทรที่เหมือนกับท้องทะเลบนโลกอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่เค็มจัดและพื้นล่างที่อบอุ่นด้วยปล่องน้ำร้อนก้นสมุทร (hydrothermal vent) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันลงความเห็นว่า มหาสมุทรบนดวงจันทร์เหล่านี้คือแหล่งที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว

ตัวอย่างเช่นดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดีนั้น นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีปริมาณน้ำที่เป็นของเหลวอยู่สูงกว่ามหาสมุทรทุกแห่งบนโลกรวมกัน ส่วนดวงจันทร์เอนเซลาดัสของดาวเสาร์ก็พ่นไอน้ำร้อนขนาดยักษ์ พวยพุ่งออกมาจากใต้พื้นน้ำแข็งของดาว ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีปล่องน้ำร้อนที่ทรงพลังอยู่ตรงก้นมหาสมุทรใต้พื้นน้ำแข็งนั้น

หากสามารถพิสูจน์ต่อไปได้ว่า ปล่องน้ำร้อนก้นสมุทรบนดาวเหล่านี้ มีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากปล่องน้ำร้อนก้นสมุทรบนโลก มันจะเป็นการค้นพบครั้งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปล่องน้ำร้อนก้นสมุทรนั้นเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่สุดว่า อาจเป็นแหล่งต้นกำเนิดของสรรพชีวิตบนโลก

ส่วนดวงจันทร์ในระบบสุริยะดวงอื่น ๆ ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ได้แก่ดวงจันทร์คัลลิสโตและแกนีมีดของดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ ซึ่งองค์การอวกาศหลายแห่งมีแผนจะทำภารกิจสำรวจในช่วงทศวรรษหน้า เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่อาศัยอยู่ในห้วงน้ำอันไกลโพ้น แต่ก็ยังน่าสงสัยว่า “เอเลียน” สายพันธุ์นี้ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่

ยานแคสสินีจับภาพไอน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากผิวที่เป็นน้ำแข็งของดวงจันทร์เอนเซลาดัส

ที่มาของภาพ, NASA/JPL/Space Science Institute

คำบรรยายภาพ, ยานแคสสินีจับภาพไอน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากผิวที่เป็นน้ำแข็งของดวงจันทร์เอนเซลาดัส

มนุษย์ยังไม่พร้อมกับการติดต่อเผชิญหน้าเอเลียนครั้งแรก

ทุกวันนี้มนุษย์ยังค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวไม่พบ แต่ถ้าจู่ ๆ เอเลียนเกิดปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเรา หรือติดต่อสื่อสารเข้ามาที่เราโดยตรงเป็นครั้งแรก มนุษย์จะสามารถรับมือกับการเผชิญหน้าดังกล่าว และปฏิบัติต่อผู้มาเยือนได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ ?

ดูเหมือนว่าในจินตนาการของมนุษย์ที่ปรากฏตามนิยายวิทยาศาสตร์หรือในภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ ไม่ได้ให้ความหวังกับเรามากนัก เพราะบ่อยครั้งที่ผู้คนเชื่อกันว่า เอเลียนนั้นเป็นสัตว์ร้ายที่มีสติปัญญาหรือคุณธรรมต่ำกว่ามนุษย์ และในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองก็ยังปฏิบัติต่อคนต่างเผ่าพันธุ์อย่างไร้มนุษยธรรม โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์และนักจริยศาสตร์ในปัจจุบันได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้เริ่มเตรียมความพร้อมโดยศึกษาความเป็นไปได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากเราต้องพบปะหรือติดต่อสื่อสารกับเอเลียนเข้าจริง ๆ ซึ่งขั้นตอนแรกที่สำคัญมากก็คือ การประเมินระดับสติปัญญาและความสามารถในการมีจิตสำนึกตระหนักรู้ของเอเลียน ส่วนการพิจารณาตัดสินถึงเจตนาที่แท้จริงในการมาเยือนของเอเลียนว่าดีหรือร้ายนั้น ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญรองลงไป

อย่างไรก็ตาม หากเอเลียนนั้นมีความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีที่สามารถจะลงจอดและออกสำรวจพื้นโลกได้ การวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจว่าเอเลียนจะปฏิบัติต่อเราอย่างไร และพวกเขาสามารถจะคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนได้หรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

“สัญญาณเอเลียน” ไม่ได้มาจากนอกโลกทั้งหมด

นักดาราศาสตร์ใช้เวลาหลายพันชั่วโมงต่อปี เฝ้าสังเกตการณ์ท้องฟ้าและความเคลื่อนไหวของสัญญาณวิทยุจากนอกโลก ซึ่งนอกจากจะบ่งบอกได้ถึงข้อมูลของดวงดาวและกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลออกไปแล้ว ยังอาจให้เบาะแสในเรื่องของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวได้อีกด้วย แต่ในบางครั้งสัญญาณลึกลับที่ดูเหมือนว่าจะส่งมาจากเอเลียนเหล่านี้ กลับกลายเป็นคลื่นรบกวนจากสิ่งประดิษฐ์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์นั่นเอง

ในปี 1998 นักวิจัยประจำหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์พาร์กส์ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย พบการปะทุสัญญาณวิทยุประหลาดในช่วงเวลาสั้น ๆ ครั้งละไม่กี่มิลลิวินาที โดยสัญญาณดังกล่าวถูกตรวจพบนานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน แต่ก็น่าสงสัยว่า มันจะปรากฏแค่ในช่วงวันและเวลาทำการของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เท่านั้น

ต่อมาในปี 2015 นักวิทยาศาสตร์สามารถสืบสาวถึงต้นตอของสัญญาณลึกลับดังกล่าวได้สำเร็จ แต่กลับพบว่ามันมาจากเตาไมโครเวฟของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์นั่นเอง โดยสัญญาณเอเลียนที่ว่านี้จะปรากฏขึ้น ตรงกับช่วงเวลาที่เหล่านักดาราศาสตร์อุ่นอาหารเพื่อรับประทานร้อน ๆ แต่การเปิดฝาประตูของเตาไมโครเวฟออกก่อนจะครบเวลาอุ่นอาหารที่ตั้งไว้ สามารถปลดปล่อยคลื่นวิทยุความถี่ 2.4 กิกะเฮิร์ตซ์ ให้เสาอากาศของกล้องโทรทรรศน์วิทยุตรวจจับได้

ยาน MSL ของนาซา ผ่านการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกก่อนส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เพื่อป้องกันจุลินทรีย์ปนเปื้อน

ที่มาของภาพ, Nasa/Glenn Benson

คำบรรยายภาพ, ยาน MSL ของนาซา ผ่านการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกก่อนส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เพื่อป้องกันจุลินทรีย์ปนเปื้อน

ดาวอังคารอาจปนเปื้อนด้วยจุลินทรีย์จากโลกแล้ว

ก่อนที่ยานสำรวจจะถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ จะมีการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกทุกซอกมุม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจาก จุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ที่อาจถูกนำออกนอกโลกไปยังห้วงอวกาศหรือต่างดาวได้ โดยบรรดาดาวเทียมโคจรสำรวจ ยานลงจอด และหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจต่าง ๆ จะถูกนำมาเก็บรักษาไว้ในห้องปลอดเชื้อ หลังผ่านกระบวนการป้องกันการปนเปื้อนที่เข้มงวดแล้ว โดยจะมีการฆ่าเชื้อชิ้นส่วนของอุปกรณ์ทุกชิ้นก่อนนำมาประกอบเข้าด้วยกัน

แต่นั่นก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่ผิวนอกของยานอวกาศจะปลอดเชื้อ 100% อย่างแท้จริง ในทางปฏิบัติแล้ว เจ้าหน้าที่จะพยายามขจัดสิ่งปนเปื้อนออกให้หลงเหลืออยู่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหวังว่าสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพในห้วงอวกาศ จะทำลายจุลินทรีย์ที่หลงเหลืออยู่ไปเอง

ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พบว่าจุลินทรีย์บางชนิดยังคงมีชีวิตรอดได้ แม้จะผ่านกระบวนการทำความสะอาดและได้ออกไปท่องอวกาศที่เต็มไปด้วยรังสีอันตรายมาแล้ว โดยพวกเขาค้นพบดีเอ็นเอของจุลินทรีย์บางชนิดที่ทนทานต่อรังสีคอสมิก รวมทั้งอุณหภูมิต่ำติดลบหลายร้อยองศาเซลเซียสในอวกาศ และการอบแห้งขจัดความชื้นในห้องปลอดเชื้อมาแล้ว ซึ่งจุลินทรีย์ที่ทนทายาดนี้ อยู่ในห้องที่ใช้ประกอบหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจดาวอังคารหลายตัว ทำให้น่าสงสัยว่ามนุษย์ได้ส่งสิ่งมีชีวิตบนโลกไปเป็นเอเลียนที่ดาวอังคารแล้วหรือไม่ ?

คนเห็นยูเอฟโอกันมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค

ระหว่างที่เกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 นักวิทยาศาสตร์ได้พบแนวโน้มที่น่าสนใจว่า ตัวเลขสถิติของการพบเห็นวัตถุบินที่ไม่อาจระบุตัวตนได้หรือยูเอฟโอนั้น เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากทั่วสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าผู้คนที่ถูกกักตัวอยู่กับบ้าน มีเวลาว่างมากขึ้น จนสามารถเฝ้าสังเกตการณ์ท้องฟ้าได้นานขึ้นและละเอียดมากขึ้นตามไปด้วย การที่คนหมู่มากเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวันอย่างฉับพลันนั้น ยังทำให้มีสายตาหลายคู่คอยจับจ้องสิ่งผิดปกติ ซึ่งอาจหลุดลอดสายตาของนักวิทยาศาสตร์ในยามปกติไปก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีคำอธิบายที่ต่างออกไปในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ SSRN เมื่อช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าประชาชนจะมุ่งให้ความสนใจต่อข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสิ่งน่าสงสัยมากขึ้น ระหว่างที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ และความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค

นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานประเมินความเสี่ยงต่อภัยคุกคามจากยูเอฟโอและปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้ (ยูเอพี) ในปี 2021 ก็มีผู้รายงานการพบเห็นวัตถุบินลึกลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เฉพาะในปีที่แล้วเพียงปีเดียว มีผู้พบเห็นยูเอฟโอถึง 350 ราย ในขณะที่ช่วงเวลา 17 ปี ก่อนหน้านั้น มีผู้พบเห็นยูเอฟโอรวมกันเพียง 144 ราย บางคนถึงกับขนานนามช่วงเวลาดังกล่าวว่า “ยุคคลั่งยูเอฟโอครั้งใหม่” ซึ่งองค์การนาซาเพิ่งจะเริ่มตรวจสอบรายงานเหล่านี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก เมื่อไม่นานมานี้เอง

สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากไซยาไนด์บนดวงจันทร์ไททัน

ห่างออกไปจากโลกของเรา 1,200 ล้านกิโลเมตร มีดาวที่เป็นหินแข็งซึ่งสิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ เนื่องจากมีมหาสมุทรกว้างใหญ่บรรจุน้ำและของเหลวชนิดอื่นเอาไว้ และยังมีชั้นบรรยากาศที่หนาพอสมควรห่อหุ้มอีกด้วย

ลึกลงไปใต้มหาสมุทรของดวงจันทร์ไททัน ซึ่งเป็นบริวารขนาดใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจพบสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วจำนวนมากคืบคลานอยู่ ไม่ต่างจากจุลินทรีย์ในท้องทะเลบนโลก ทว่าสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของชีวิตที่นี่แตกต่างออกไป เพราะนอกจากจะมีมหาสมุทรที่เป็นห้วงน้ำอยู่ใต้ดินแล้ว ยังมีทะเลบรรจุมีเทนเหลวอยู่บนพื้นผิวอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มคาดว่า เราอาจพบ “สิ่งมีชีวิตไวนิล” (vinyl life) ในทะเลมีเทนเหลวแห่งนี้ โดยเป็นไปได้ว่าจะมีเซลล์ที่สร้างขึ้นจากไซยาไนด์ในสถานที่ดังกล่าว หลังตรวจพบไซยาไนด์ในบรรยากาศของดวงจันทร์ไททันเมื่อไม่นานมานี้

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะได้คำตอบที่ยืนยันหรือปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว ภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้านี้ หลังจากที่องค์การนาซาเสนอจะส่งยานดำน้ำไปยังดวงจันทร์ไททัน เพื่อสำรวจทะเลมีเทนเหลวตรงบริเวณขั้วเหนือของดาว ซึ่งอาจจะดำเนินการได้ในช่วงฤดูร้อนครั้งถัดไปของดวงจันทร์ไททัน ซึ่งจะมาถึงในปี 2047