เลือกตั้ง 2566 : เปิดฉากทัศน์หาก ส.ว. ชิง “ปิดสวิตช์” ตัวเอง งดออกเสียงเลือก “พิธา” เป็นนายกฯ

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภายหลังจบการเลือกตั้ง 2 วัน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ประกาศเดินหน้าจัดรัฐบาลผสม 310 เสียง โดยไม่มีพรรคการเมืองอื่นจัดรัฐบาลแข่งขัน

จนถึงขณะนี้ สิ่งที่หลายคนเฝ้าจับตาต่อการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรคที่ได้ที่นั่ง ส.ส. อันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง ที่ประกาศรวบรวมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลได้ 310 เสียง คือการฝ่าด่านของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ว่าจะลงมติสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรค ก.ก. หรือไม่

การลงมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ ส.ว. มีอำนาจตัดสินใจร่วมกับ ส.ส. ซึ่งเป็นไปตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้อำนาจ ส.ว. ร่วมลงมติเลือกบุคคลเป็นนายกฯ ได้เป็นเวลา 5 ปี

หลังการเลือกตั้ง 14 พ.ค. ไม่กี่วัน ส.ว. หลายคนออกมาแสดงจุดยืนทางสื่อมวลชน ในการ “ปิดสวิตช์” ตัวเอง ด้วยการ “งดออกเสียง” ให้กับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล และประกาศให้ก้าวไกลรวบรวมเสียงข้างมากในสภาล่างให้ครบ 376 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง แทนที่จะหวังพึ่งเสียงจาก ส.ว.

ส.ว. หลายคนออกมาให้ความเห็นต่อสื่อถึงเหตุผลที่ไม่สนับสนุนพรรคก้าวไกลว่า เป็นเพราะแนวทางนโยบายเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการถูกโจมตีจากการอภิปรายของ ส.ส. พรรคก้าวไกล ในสภา ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

"ต่อล้อต่อเถียง ไม่มีความเคารพ... บอกว่า ส.ว. หัวหงอกหัวเฒ่า กลับไปเลี้ยงหลาน แต่มาวันนี้ จะมาเอาเสียงจากเขา ใครจะให้คุณล่ะ เหลือแต่ผมคนเดียวที่จะให้" เฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว. ให้สัมภาษณ์กับรายการ "เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์" ในวันที่ 16 พ.ค.

BBC THAI

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วันชัย สอนศิริ ส.ว. (คนกลาง) ระบุว่าอยากให้พรรคก้าวไกลรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่ง ส.ว.

ส่วนนายเสรี สุวรรณภานนท์ อีกหนึ่ง ส.ว. กล่าวว่า หากก้าวไกลและพิธา ยืนยันว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว "เพราะมันสร้างความร้าวฉานให้คนในชาติ ก็ต้องดูเขาอีกที ว่าหลังจากที่ได้รับการเสนอชื่อ จะมีเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่”

มีความเห็น-คำแนะนำจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของรัฐบาล ต่อการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลว่า หากค่อย ๆ พูดกันก็คงได้ และ ขอให้เชื่อว่า ‘ปรารถนาสารพัดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้ดั่งใจจง’ ถ้าจงใจด่ากัน ก็คงพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าทำความเข้าใจกันเหมือนที่บางคนกำลังพยายามทำความเข้าใจก็เป็นเรื่องที่ดี

ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักต่อคนในสภาสูงให้ลงมติตาม “มติมหาชน” บีบีซีไทยพูดคุยกับ ส.ว. ผู้ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ ต่อกลไกและกลเกมในรัฐสภา เพื่อหาคำตอบว่าจะเกิดอะไรขึ้นหาก ส.ว. งดออกเสียง

ต่อไปนี้คือฉากทัศน์การเมืองเรื่องโหวตนายกฯ ที่มีโอกาสเกิดขึ้น

เสนอชื่อนายกฯ คนเดียวได้หรือไม่

ก่อนจะเดินหน้าไปสู่การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หรือการโหวตเลือกนายกฯ กลางรัฐสภา ซึ่งปกติมักนำเสนอชื่อคู่แคนดิเดตจาก 2 ขั้วการเมืองให้สมาชิกตัดสินใจเลือก แต่ขณะนี้ขั้วรัฐบาลเดิมยังสงบนิ่งและประกาศไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง

ทำให้เกิดคำถามว่า หากขั้วฝ่ายค้านเดิมเสนอชื่อ พิธา ให้รัฐสภาพิจารณาเพียงชื่อเดียว โดยไม่มีชื่อจากขั้วรัฐบาลเดิมตามประกบ จะทำได้หรือไม่

ส.ว. สายกฎหมาย บอกกับบีบีซีไทยว่า แม้นี่จะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะประเทศไทยเพิ่งโหวตเลือกนายกฯ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อนเพียงครั้งเดียว แต่ส่วนตัวเขาเห็นว่า “จะการเสนอชื่อเดียว หรือ 2 ชื่อ หรือ 3 ชื่อ ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม”

หากดูการโหวตเลือกนายกฯ หลังการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของ พปชร. ส่วนพรรคที่ชนะเลือกตั้งอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

วิธีการโหวตเลือกคือ การขานชื่อสมาชิกรัฐสภารายคน และโหวตด้วยการขานชื่อบุคคลที่ ส.ส. หรือ ส.ว. ประสงค์จะให้เป็นนายกฯ จนครบทั้ง 750 คน

หากการประชุมรัฐสภารอบนี้ สมาชิกเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพียงชื่อเดียวคือ นายพิธา แล้วไม่ได้เสียงจาก ส.ว. ที่ประกาศ "ปิดสวิตช์" ตัวเอง งดออกเสียง ทำให้เสียงไม่ถึง 376 จากสมาชิกทั้งหมด 750 คน ก็จะนำไปสู่ฉากทัศน์ถัดไป

โหวตเลือกนายกฯ ไปเรื่อย ๆ

แม้บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ กลางรัฐสภา ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย 376 เสียง ก็จะไม่ทำให้เกิด “สุญญากาศทางการเมือง”

นายวิษณุ เครืองาม ยืนยันว่า จะไม่มีคำว่า “สุญญากาศ” เพราะยังมีรัฐบาลรักษาการอยู่ แต่อาจจะได้นายกฯ คนใหม่ล่าช้า แต่ไม่เรียกว่าสุญญากาศ เพราะอย่างน้อยช่วง 2 เดือนนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องประกาศรับรอง จากนั้นเปิดสมัยประชุมสภาเพื่อเลือกประธานและเป็นขั้นตอนของประธานที่จะกำหนดในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

“เลือกได้ก็เลือก หากเลือกไม่ได้ ก็เลือกไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นไร” นายวิษณุแจกแจง และมองว่าไม่น่ามีปัญหา

หากต้องโหวตเลือกนายกฯ ไปเรื่อย ๆ ก็จะนำไปสู่ฉากทัศน์ต่อไป

bbc

ส่ง “ชื่อเดิม” เข้าประกวดได้ แต่ต้องยอม “เปลี่ยนเงื่อนไข”

ถ้าพิธาแพ้โหวตกลางรัฐสภา ยังสามารถเสนอชื่อกลับมาโหวตในรอบ 2 ได้หรือไม่?

วุฒิสมาชิก คนเดิม ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า สามารถเสนอชื่อนายพิธา แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล กลับเข้ามาใหม่ได้ เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการกำหนดในเรื่องนี้เช่นกัน “ตราบที่แคนดิเดตนายกฯ คนใดยังมีคุณสมบัติครบ ก็สามารถถูกเสนอชื่อซ้ำอีกครั้ง”

ในการโหวตรอบ 2 หากยังเสนอชื่อพิธาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ตามเดิม และหวังพลิกมาชนะโหวตกลางสภา เขาเสนอให้พรรค ก.ก. ต้อง “เปลี่ยนเงื่อนไขในบางเรื่องก่อนการโหวตเลือกอีกครั้ง” เช่น การเปลี่ยนองค์ประกอบของพรรคร่วมรัฐบาล หรือแสดงความชัดเจนบางนโยบายที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจ

ความเห็นนี้สอดคล้องกับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ซึ่งกล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภาจะพิจารณาแนวคิดนโยบายของแต่ละพรรคด้วยว่า หากตั้งรัฐบาลแล้วจะทำอะไรต่อ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า นโยบายที่พรรคก้าวไกลจะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อาจจะสร้างปัญหาและกระทบความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น จะต้องขอความชัดเจนจากพรรคก้าวไกลว่าจะแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 เพราะเป็นประเด็นที่มีคนไม่เห็นด้วยเยอะ

ขณะเดียวกัน การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ "ชื่อใหม่" ก็สามารถทำได้ โดย ส.ว. รายนี้วิเคราะห์ว่า อาจเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอื่นในขั้ว 310 เสียงที่จับมือกันอยู่ตอนนี้ ส่วนจะได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว. หรือไม่ ส.ว. รายนี้ไม่มีคำตอบ

tnp

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ส่วนโอกาสพลิกขั้วตั้งรัฐบาลของ “2 ลุง” ที่มีเสียงรวมกัน 2 พรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไม่ถึง 80 เสียง ส.ว. ผู้นี้ เห็นว่า “ยาก” และ “เป็นไปไม่ได้” เพราะขั้วรัฐบาลปัจจุบันมีเสียงรวมกันไม่ถึง 200 เสียง

ส.ว. รายนี้ วิเคราะห์ต่อไปว่า สถานการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นมากกว่า นั่นคือการจับพันธมิตรในบรรดาพรรคที่รวมเป็น 310 เสียง จะยังเหนียวแน่นแค่ไหน หากการโหวตเลือกนายกฯ ยังหามติที่สภาเห็นชอบร่วมกันไม่ได้ เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา พรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับ 1 และ 2 ไม่เคยจับขั้วเป็นรัฐบาลด้วยกัน

โอกาสการเกิดนายกฯ นอกบัญชี ?

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่อาจเกิด “เดตล็อก” ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะเสียงสนับสนุนนายกฯ จากพรรคก้าวไกลในรัฐสภาไม่เพียงพอ

ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่าเปิดทางให้ “นายกฯ นอกบัญชี” หรือไม่ และจะมาในจังหวะไหน

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 วรรคสอง ระบุว่า "ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้" ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 375 เสียง ให้ยื่นเรื่องต่อสภาได้ ส่วนการโหวตเลือกนายกฯ คนนอก ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภา นั่นคือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันต้องได้ 500 เสียงจาก 750 เสียง

กรณีนี้ ส.ว. คนเดิม ระบุว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าเป็นจังหวะเวลาไหน แต่เห็นว่าเป็นไปได้ยากมาก ที่ ส.ว. จะรวมเสียงจากฟาก ส.ส. เพื่อเสนอญัตติต่อประธานสภาได้ นั่นทำให้การโหวตชื่อนายกฯ คนนอกก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เพราะเชื่อว่า แม้แต่พรรคการเมืองที่ไม่ได้เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล ก็ไม่ได้ต้องการนายกฯ คนนอก และต้องเป็นสถานการณ์ของประเทศที่วิกฤตมากกว่านี้