คนดังในหลายวงการที่จากไปในปี 2025

- Author, เบน มิลน์
- Author, เจมส์ เพอร์ซี
- Role, บีบีซีนิวส์
ในปี 2025 บุคคลมีชื่อเสียงในหลายวงการได้จากโลกนี้ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาคนแรกที่ไม่ใช่ชาวยุโรปในรอบกว่า 1,000 ปี, นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จากเรื่อง แอนนี ฮอลล์ (Annie Hall) และ เดอะ ก็อดฟาเธอร์ (The Godfather), เจ้าของตำนานเพลงโซล ไปจนถึงหนึ่งในนักออกแบบชื่อดังของโลก

บุคคลที่เรารำลึกถึง ได้แก่ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด (Robert Redford), ไดแอน คีตัน (Diane Keaton) และ จีน แฮ็คแมน (Gene Hackman)
โรเบิร์ต เรดฟอร์ด (Robert Redford)

ที่มาของภาพ, Getty Images
โรเบิร์ต เรดฟอร์ด แสดงภาพยนตร์มากกว่า 50 เรื่อง และได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะผู้กำกับ ภาพยนตร์
ถือว่าเขาเป็นดาราภาพยนตร์ที่หล่อที่สุดในโลก ขนาดที่เคยมีคนบรรยายว่า "เหมือนชิ้นส่วนของภูเขารัชมอร์ที่ถูกงัดมาใส่กางเกงยีนส์ฟอกสี"
นอกจากแสดงบทบาทนำในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง ออล เดอะ เพรซิเดนท์ส เมน (All The President's Men), สองสิงห์ไอ้ชาติเสือ (Butch Cassidy and the Sundance Kid) และ สุดทางรัก (The Way We Were) เรดฟอร์ดยังเป็นผู้ก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ (Sundance Film Festival) เพื่อสนับสนุนผู้สร้างภาพยนตร์อิสระด้วย
ไดแอน คีตัน (Diane Keaton)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไดแอน คีตัน นักแสดงชาวลอสแอนเจลิส แจ้งเกิดจากบทบาทใน เดอะ ก็อดฟาเธอร์ (The Godfather) แต่เธอยังเป็นคู่หูสร้างสรรค์งานร่วมกับวูดดี อัลเลน (Woody Allen) มาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน
ภาพยนตร์ตลกเรื่อง แอนนี ฮอลล์ (Annie Hall) ซึ่งสร้างจากความสัมพันธ์นอกจอของทั้งคู่ ทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิง และทั้งคู่ยังร่วมงานกันในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง
ไดแอนยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์อีก 3 ครั้งในสาขานักแสดงนำหญิง จากผลงานเรื่อง รักแท้ไม่มีวันแก่ (Something's Gotta Give), เชื่อมใจสายใยรัก (Marvin's Room) และ เรดส์ (Reds)
พรูเนลลา สเกลส์ (Prunella Scales)

ที่มาของภาพ, Getty Images
เสียงตะโกนว่า "เบซิล! (BASIL!)" ซึ่งเป็นเสียงของซิบิล ฟอลตี้ (Sybil Fawlty) ที่ดุด่าความหยิ่งและความไร้ความสามารถของสามี น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้พรูเนลลา สเกลส์ ถูกจดจำมากที่สุด
นอกจากการแสดงในละครซิตคอมเรื่อง ฟอลตี้ ทาวเวอร์ส (Fawlty Towers) แล้ว เธอยังรับบทบาทอีกมากมายทั้งบนจอและละครเวที รวมถึงบทสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ในละครเวทีของอลัน เบนเน็ตต์ เรื่อง อะ เควสชัน ออฟ แอททริบิวชัน (A Question of Attribution)
ในช่วงบั้นปลายชีวิต พรูเนลลายังมีผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างไม่คาดคิดในรายการ เกรท คานาล เจอร์นียส์ (Great Canal Journeys) ทางช่องชาแนลโฟร์ (Channel 4) ซึ่งเธอเดินทางตามลำคลองในสหราชอาณาจักรและต่างประเทศร่วมกับโมธี เวสต์ (Timothy West) สามีของเธอซึ่งเป็นนักแสดงเหมือนกัน
เดวิด ลินช์ (David Lynch)

ที่มาของภาพ, Getty Images
เดวิด ลินช์ อาจเป็นผู้กำกับแนวอาวองการ์ดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในฮอลลีวูดก็ว่าได้
เขานำความเหนือจริงมาสู่จอภาพยนตร์ในผลงานอย่างเช่นเรื่อง มัลฮอลแลนด์ ไดรฟ์ (Mulholland Drive) และ เมืองทมิฬ ปมมรณะ (Blue Velvet)
อย่างไรก็ตาม ซีรีส์โทรทัศน์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง ทวิน พีคส์ (Twin Peaks) ยังคงเป็นผลงานที่หลายคนยกให้เป็นผลงานที่ดีที่สุด ซึ่งถ่ายทอดภาพเมืองเล็กอันสงบของสหรัฐอเมริกาที่ถูกคุกคามด้วยโลกแห่งจิตไร้สำนึกอันโกลาหล
มาลคอล์ม-จามาล วอร์เนอร์ (Malcolm-Jamal Warner)

ที่มาของภาพ, Getty Images
มาลคอล์ม-จามาล วอร์เนอร์ เป็นที่รู้จักมากที่สุดจากบทบาท ธีโอ ฮักซ์เทเบิล (Theo Huxtable) ในละครซิตคอมชื่อดัง เดอะ คอสบี โชว์ (The Cosby Show) ซึ่งออกอากาศระหว่างปี 1984–1992 โดยเขาได้รับเลือกให้แสดงบทนี้ในวันสุดท้ายของการคัดเลือกทั่วประเทศ
"ผมเป็นคนสุดท้ายที่พวกเขาเห็นจริง ๆ" มาลคอล์มกล่าวในบทสัมภาษณ์ปี 2023
ในช่วงหลัง ๆ วอร์เนอร์ยังปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์หลายเรื่อง รวมถึง มาลคอล์ม แอนด์ เอ็ดดี (Malcolm & Eddie) และ เดอะ เรซซิเดนท์ (The Resident)
จีน แฮ็คแมน (Gene Hackman)

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากบทบาทตำรวจนิวยอร์ก โป๊ปอาย ดอยล์ (Popeye Doyle) ในภาพยนตร์ปี 1971 เรื่อง มือปราบเพชรตัดเพชร (The French Connection) ทำให้จีน แฮ็คแมน สร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในนักแสดงสายแข็งของฮอลลีวูด โดยบทนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ครั้งแรก (ครั้งที่สองคือจากภาพยนตร์ตะวันตกเรื่อง ไถ่บาปด้วยบุญปืน (Unforgiven) ในปี 1992)
แฮ็คแมนยังแสดงความสามารถด้านตลกในภาพยนตร์เรื่อง เดอะ รอยัล เทนเนนบอมส์ (The Royal Tenenbaums) และ เพลย์บอยแฟรงเกนสไตน์ (Young Frankenstein) รวมถึงเรื่องอื่น ๆ อีกมาก
ธรรเมนทระ (Dharmendra)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ธรรเมนทระได้รับสมญานามว่า "ต้นฉบับซูเปอร์ฮีโร่ ฮี–แมน (He-Man) ของบอลลีวูด"
เขาเป็นหนึ่งในดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของอินเดีย และอยู่ในอาชีพนี้ยาวนานถึง 7 ทศวรรษ ด้วยงานแสดงมากกว่า 300 เรื่อง
ธรรเมนทระถนัดทั้งบทโรแมนติก บทแอ็คชัน และบทตลก ผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ โชเล่ย์ (Sholay) ภาพยนตร์ปี 1975 ซึ่งเขารับบทหัวขโมยเล็ก ๆ ที่ถูกตำรวจจ้างให้จับตัววายร้าย ธรรมเมนทระเคยกล่าวว่าเขารู้สึก "เขินอาย" เมื่อมีคนพูดถึงความหล่อของเขา และบอกว่าเป็นผลจาก "ธรรมชาติ พ่อแม่ และยีนของผม"
วาล คิลเมอร์ (Val Kilmer)

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิจารณ์ภาพยนตร์คนหนึ่งเคยกล่าวว่า เขาคือ "พระเอกที่ถูกมองข้ามมากที่สุดในยุคของเขา" วาล คิลเมอร์ รับบทเป็นคู่แข่งของทอม ครูซ (Tom Cruise) ในภาพยนตร์เรื่อง ท็อปกัน (Top Gun) รวมถึงรับบทเป็นจิม มอร์ริสัน (Jim Morrison) ในภาพยนตร์เรื่อง เดอะ ดอร์ส (The Doors) และรับบทแบทแมน (Batman) ต่อจากไมเคิล คีตัน (Michael Keaton) แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก
ช่วงต้นทศวรรษ 2000 บทบาทนักแสดงนำของเขาเริ่มหายไป และในปี 2014 คิลเมอร์ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำคอ
การทำเคมีบำบัดและฉายรังสีทำให้เขาต้องใส่ท่อช่วยหายใจและหายใจลำบาก ซึ่งถูกนำไปเขียนเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทสุดท้ายของเขาในการกลับมารับบท "ไอซ์แมน' (Iceman) ในภาคต่อของภาพยนตร์เรื่อง ท็อปกัน (Top Gun) ปี 2022
เทอเรนซ์ สแตมป์ (Terence Stamp)

ที่มาของภาพ, Getty Images
หนึ่งในบุคคลสำคัญของยุคสวิงกิ้งลอนดอนในช่วงทศวรรษ 1960 เทอเรนซ์ สแตมป์ (Terence Stamp) มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น บิลลี บัดด์ (Billy Budd), โมเดสตี เบลส (Modesty Blaise), และสุดปลายทางรัก (Far From The Madding Crowd)
นอกจากนี้ เขายังคบหากับไอคอนแห่งยุคนั้นอย่าง จูลี คริสตี (Julie Christie) และ ฌอง ชริมป์ตัน (Jean Shrimpton) ด้วย
ในช่วงทศวรรษ 1970 เขาหยุดพักจากงานแสดง ก่อนจะกลับมารับบทตัวร้ายในภาพยนตร์ซูเปอร์แมน (Superman) โดยรับบทนายพลซอด (General Zod) และต่อมาแสดงเป็นหญิงข้ามเพศชื่อว่า เบอร์นาเด็ตต์ บาสเซนเจอร์ (Bernadette Bassenger) ในภาพยนตร์เรื่อง ผู้ชายอะเฮ้ว! (The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert)
บริจิต บาร์โดต์ (Brigitte Bardot)

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักแสดงชาวฝรั่งเศสผู้พลิกภาพลักษณ์ของผู้หญิงในวงการภาพยนตร์ยุค 1950 และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคเสรีภาพทางเพศ
บนจอภาพยนตร์ บริจิต บาร์โดต์ (Brigitte Bardot) คือส่วนผสมของเสน่ห์แบบสาวน้อยน่ารักและความเย้ายวนแบบยุโรป แต่ภาพลักษณ์นี้กลับทำให้เธอเบื่อหน่ายในที่สุด จนเลิกอาชีพนักแสดงเพื่อรณรงค์ด้านสวัสดิภาพสัตว์
ในเวลาต่อมา ชื่อเสียงของบาร์โดต์ด่างพร้อย หลังจากแสดงความเห็นเหยียดเพศทางเลือก และถูกปรับหลายครั้งในข้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ
คลอเดีย คาร์ดินาเล (Claudia Cardinale)

ที่มาของภาพ, Getty Images
คลอเดีย คาร์ดินาเล นักแสดงเชื้อสายตูนิเซีย อยู่ในวงการยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ และโด่งดังมากในช่วงยุคทองของภาพยนตร์อิตาลี
เธอแจ้งเกิดในปี 1963 จากการแสดงในภาพยนตร์ของเฟเดริโก เฟลลินี (Federico Fellini) เรื่อง 8½ ซึ่งคว้ารางวัลออสการ์ และในละครพีเรียดสุดอลังการของลูชิโน วิสคอนตี (Luchino Visconti) เรื่อง เดอะ ลีโอพาร์ด (The Leopard)
นอกจากนี้ เธอยังทำงานในฮอลลีวูดช่วงทศวรรษ 1960 โดยแสดงในภาพยนตร์เรื่อง เดอะ พิงค์ แพนเตอร์ มือปราบ เป๋อ ป่วน ฮา (The Pink Panther) ซึ่งเดวิด นิเวน (David Niven) นักแสดงร่วมเคยกล่าวชมเธอว่า "นอกจากสปาเกตตีแล้ว คลอเดียคือสิ่งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่อิตาลีเคยสร้างสรรค์มา"
แกรม กรีน (Graham Greene)

ที่มาของภาพ, Getty Images
แกรม กรีน นักแสดงชาวแคนาดา เป็นที่จดจำมากที่สุดจากบทบาท คิกกิง เบิร์ด (Kicking Bird) ในภาพยนตร์ตะวันตกปี 1990 เรื่อง จอมคนแห่งโลกที่ 5 (Dances With Wolves) ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบชาย
ในชีวิตจริง กรีนเป็นสมาชิกของชนเผ่าโอไนดา (Oneida Nation) ของเขตสงวนซิกส์ เนชันส์ ทางตอนใต้ของรัฐออนแทรีโอในแคนาดา โดยช่วงก่อนเข้าสู่วงการแสดงในทศวรรษ 1970 เขาเคยทำงานหลายอย่าง เช่น เขียนแบบและทำงานในโรงงานเหล็ก
ผลงานภาพยนตร์อื่น ๆ ได้แก่ ปาฏิหาริย์แดนประหาร (The Green Mile), ดายฮาร์ด 3 แค้นได้ก็ตายยาก (Die Hard With a Vengeance) และ มาเวอริค สุภาพบุรุษตัดหนึ่ง (Maverick)
พอลลีน คอลลินส์ (Pauline Collins)

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากบทบาทในภาพยนตร์ เรื่อง เชอร์ลีย์ วาเลนไทน์ (Shirley Valentine) ซึ่งเล่าเรื่องแม่บ้านชาวลิเวอร์พูลที่ผิดหวังในชีวิตและพบรักบนเกาะกรีก ทำให้พอลลีน คอลลินส์ มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
นักแสดงหญิงชาวเดวอนคนนี้เป็นที่รู้จักในวงการโทรทัศน์อังกฤษมาก่อน โดยเธอแสดงในซีรีส์ยอดนิยมของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) เรื่อง อัปสแตร์ส ดาวน์สแตร์ส (Upstairs Downstairs) และภาคแยกชื่อว่า โธมัส แอนด์ ซาราห์ (Thomas And Sarah) คู่กับจอห์น อัลเดอร์ตัน (John Alderton) สามีในชีวิตจริงของเธอ
ร็อบ ไรเนอร์ (Rob Reiner)

ที่มาของภาพ, Getty Images
หนึ่งในผู้กำกับที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮอลลีวูด ผู้สร้างภาพยนตร์หลากหลายแนวที่ได้รับความนิยม
ผลงานของไรเนอร์ ครอบคลุมตั้งแต่ภาพยนตร์ตลกคลาสสิกอย่าง ดิส อิส สไปนัล แทป (This Is Spinal Tap) และ เมื่อสมชายพบสมหญิง (When Harry Met Sally) ไปจนถึงภาพยนตร์เนื้อหาการพิจารณาในศาลสุดเข้มข้นอย่าง เทพบุตรเกียรติยศ (A Few Good Men) และภาพยนตร์ระทึกขวัญ เรื่อง อ่านแล้วคลั่ง (Misery)
อาชีพการกำกับของเขาเริ่มต้นหลังจากประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงในละครซิตคอมอเมริกันยุค 1970 เรื่อง ออล อิน เดอะ แฟมิลี (All In The Family)

ปีที่ผ่านมา แวดวงการเมืองสูญเสียบุคคลสำคัญหลายคนด้วยกัน ได้แก่ ดิก เชนีย์ (Dick Cheney) อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ, นักการเมืองพรรคอนุรักษนิยม อย่าง นอร์แมน เทบบิต (Norman Tebbit) และ ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ทรงอิทธิพล
ดิก เชนีย์ (Dick Cheney)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดิก เชนีย์ หนึ่งในรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทรงอำนาจที่สุด เขาดำรงตำแหน่งนี้ถึง 2 สมัย ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ระหว่างปี 2001-2009
หลังเหตุการณ์ 9/11 เขาเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันหลักของ "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" และมีบทบาทสำคัญต่อการรุกรานอิรักในปี 2003
แม้จะเป็นที่รู้จักในฐานะนักอนุรักษนิยมสายแข็ง แต่เขากลับเป็นเป็นผู้วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรง โดยในปี 2024 เขากล่าวว่า "ไม่เคยมีบุคคลใดที่เป็นภัยคุกคามต่อสาธารณรัฐของเรามากไปกว่านี้"
ลอร์ดนอร์แมน เทบบิต (Lord Norman Tebbit)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดที่สุดของมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ถือได้ว่า นอร์แมน เทบบิต มีชื่อเสียงจากบุคลิกที่แข็งกร้าว (ครั้งหนึ่งเขาถูกนักการเมืองพรรคแรงงานเรียกว่า "พังพอนที่ถูกฝึกขับถ่ายในบ้านได้ระดับหนึ่ง" ซึ่งสื่อว่ามีความดุดันอยู่มาก)
เขายังสร้างวลีทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดในยุค 1980 เมื่อกล่าวถึงพ่อของตนเองว่า "ปั่นจักรยานเพื่อออกไปหางานทำ"
เทบบิตลาออกจากคณะรัฐมนตรีของพรรคอนุรักษนิยมในปี 1987 เพื่อดูแลภรรยาที่พิการจากเหตุระเบิดไบรตันเมื่อสามปีก่อนหน้านี้
ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk)

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักเคลื่อนไหวและอินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชาวอเมริกัน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร เทิร์นนิง พอยต์ ยูเอสเอ (Turning Point USA) ซึ่งเป็นองค์กรนักศึกษาที่มุ่งเผยแพร่แนวคิดอนุรักษนิยมในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
เคิร์กมีชื่อเสียงจากการเชิญนักศึกษาให้มาท้าทายมุมมองของเขา คลิปการโต้เถียงเหล่านี้ทำให้เขามีผู้ติดตามจำนวนมากกว่า 5 ล้านคนบนเอ็กซ์ (X) และ 7 ล้านคนบนติ๊กตอก (TikTok) ซึ่งช่วยให้เขารณรงค์ดึงคะแนนเสียงเยาวชนให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2024
ฌอง-มารี เลอเปน (Jean-Marie Le Pen)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฌอง-มารี เลอเปน เป็นนักการเมืองหัวสุดโต่งที่ไม่เคยสำนึกผิด
เขาสามารถผลักดันแนวคิดฝ่ายขวาจัดของตนเข้าสู่การเมืองกระแสหลักของฝรั่งเศสได้สำเร็จในปี 1972 โดยเขาก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อว่า ฟรอนต์ นาซิยง (Front National) ซึ่งมีจุดยืนต่อต้านผู้อพยพ
ความพยายามของเลอเปนในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าเขาจะได้อันดับสองในปี 2002 ต่อมาในปี 2015 เขาถูกขับออกจากพรรคโดยผู้นำคนใหม่ ซึ่งก็คือลูกสาวของเขา มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) หลังจากที่เขาพูดซ้ำอีกครั้งว่าเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) เป็นเพียง "รายละเอียดเล็กน้อย" ในสงครามโลกครั้งที่ 2

การย้อนรำลึกครั้งนี้รวมถึง ไบรอัน วิลสัน (Brian Wilson) สมาชิกวงบีชบอย (Beach Boys), นักร้อง มาริแอนน์ เฟธฟูลล์ (Marianne Faithfull), และผู้บุกเบิกดนตรีเร็กเก้ จิมมี คลิฟฟ์ (Jimmy Cliff)
มาริแอนน์ เฟธฟูลล์ (Marianne Faithfull)

ที่มาของภาพ, Getty Images
มาริแอนน์ เฟธฟูลล์ แจ้งเกิดในปี 1964 ตอนอายุเพียง 17 ปี ด้วยเพลงฮิตติดอันดับท็อป 10 ในสหราชอาณาจักรชื่อเพลงว่า แอส เทียร์ โก บาย (As Tears Go By) ซึ่งแต่งร่วมโดย มิค แจ็กเกอร์ (Mick Jagger) แฟนหนุ่มของเธอในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในช่วงแรกทั้งในฐานะนักร้องและนักแสดงต้องสะดุดลงเพราะการเสพเฮโรอีน
ในเวลาต่อมา เฟธฟูลล์กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง พร้อมเสียงร้องที่แหบลึกเป็นเอกลักษณ์ ผ่านอัลบั้มอย่างโบรคเคน อิงลิช (Broken English) และการร่วมงานกับศิลปินชื่อดัง เช่น นิก เคฟ (Nick Cave) และ ทอม เวตส์ (Tom Waits)
ออซซี ออสบอร์น (Ozzy Osbourne)

ที่มาของภาพ, Getty Images
จอห์น "ออซซี" ออสบอร์น รู้จักในฐานะนักร้องนำของวง แบล็ก ซับบาธ (Black Sabbath) ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นวงที่บุกเบิกแนวเฮฟวีเมทัล เขาได้รับฉายาว่า "ผู้บ้าคลั่งแห่งวงการร็อก" (ถึงขั้นเคยกัดหัวค้างคาวบนเวทีมาแล้ว) ทั้งในและนอกเวที
ในช่วงทศวรรษ 2000 เขากลายเป็นหนึ่งในดาราคนแรกของรายการเรียลลิตี้ทีวี ชื่อว่า ดิ ออสบอร์นส์ (The Osbournes) ซึ่งถ่ายทอดชีวิตประจำวันของร็อกซูเปอร์สตาร์และครอบครัวของเขา
จิมมี คลิฟฟ์ (Jimmy Cliff)

ที่มาของภาพ, Getty Images
จิมมี คลิฟฟ์ เป็นหนึ่งในดาวเด่นยุคแรกของดนตรีเร็กเก้ เขานำเสียงดนตรีจากจาเมกาไปสู่ผู้ฟังทั่วโลกด้วยเพลงฮิตอย่าง เมนี ริเวอร์ส ทู ครอส (Many Rivers To Cross), บิวตี้ฟูล พีเพิล (Beautiful People) และ ยู แคน เก็ต อิท อิฟ ยู เรียลลี วอนท์ (You Can Get It If You Really Want)
ในปี 1972 เขารับบทเป็นกบฏถือปืนในภาพยนตร์ เดอะ ฮาร์เดอร์ เดย์ คัม (The Harder They Come) ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์จาเมกาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยมีเพลงประกอบชื่อเดียวกันซึ่งมีคลิฟฟ์เป็นผู้แต่งและร้องเอง จนกลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตที่สุดของเขา
โรเบอร์ตา แฟลก (Roberta Flack)

ที่มาของภาพ, Getty Images
โรเบอร์ตา แฟลก นักร้องเพลงโซลที่ได้รับการฝึกเป็นนักเปียโนคลาสสิกมาก่อน เธอมีเพลงฮิตแรกในช่วงอายุสามสิบ จากเพลงชื่อว่า เดอะ เฟิร์สต์ ไทม์ เอเวอร์ ไอ ซอว์ ยัวร์ เฟซ (The First Time Ever I Saw Your Face) ครองอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกานานถึง 6 สัปดาห์ และได้รับรางวัลเพลงแห่งปีจากงานแกรมมีปี 1973
แฟลกคว้ารางวัลเดียวกันอีกครั้งในปีถัดมาด้วยเพลงชื่อว่า คิลลิง มี ซอฟต์ลี วิธ ฮิส ซอง (Killing Me Softly With His Song)
สไล สโตน (Sly Stone)

ที่มาของภาพ, Getty Images
สไล สโตน และวงของเขาที่ชื่อว่า เดอะ แฟมิลี สโตน (The Family Stone) ผสมผสานดนตรีโซล ร็อก และไซคีเดเลีย จนกลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่โด่งดังที่สุดของสหรัฐฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970
พวกเขามีเพลงฮิตอย่าง แดนซ์ ทู เดอะ มิวสิก (Dance To The Music) และ แธงก์ ยู (ฟาเลตตินมี บี ไมซ์ เอลฟ์ อะเกน) [Thank You (Falettinme Be Mice Elf Agin)] และสร้างการแสดงที่น่าจดจำในปี 1969 ที่งานเทศกาลวูดสต็อกและงาน ซัมเมอร์ ออฟ โซล ในย่านฮาร์เล็มของเมืองแมนฮัตตัน
น่าเสียดายที่อาชีพของสโตนต้องสะดุดในช่วงกลางทศวรรษ 1970 เนื่องจากปัญหาการใช้ยาเสพติด และครั้งหนึ่งมีรายงานว่าเขาต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน
ไบรอัน วิลสัน (Brian Wilson)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไบรอัน วิลสัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งวง เดอะ บีชบอยส์ (The Beach Boys) ถือเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงป็อปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค
เพลงยุคแรกของวง เช่น แคลิฟอร์เนีย เกิร์ลส์ (California Girls) และ ไอ เก็ต อะราวด์ (I Get Around) ถ่ายทอดภาพชีวิตนักเล่นเซิร์ฟฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ที่เต็มไปด้วยความสุข ขณะที่อัลบั้มปี 1966 เพต ซาวนด์ส (Pet Sounds) แสดงให้เห็นถึงความอัจฉริยะของวิลสันในการสร้างทำนองซับซ้อนและเสียงประสานที่ละเอียดอ่อน
ด้วยปัญหาสุขภาพจิตทำให้เขาถอนตัวจากวงในช่วงทศวรรษ 1970 แต่ในบั้นปลายชีวิต เขากลับมาสู้กับปีศาจในใจและขึ้นแสดงอีกครั้ง
ดีแองเจโล (D'Angelo)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดีแองเจโลเป็นนักร้องผู้บุกเบิกแนวเพลงนีโอ-โซล (neo-soul) ซึ่งผสมผสานดนตรีแนวอาร์แอนด์บี (R&B) เข้ากับแนวอื่น ๆ เช่น ฮิปฮอปและแจ๊ส
เขาแจ้งเกิดในช่วงทศวรรษ 1990 ด้วยอัลบั้มเปิดตัวชื่อว่า บราวน์ ชูการ์ (Brown Sugar) ต่อมาเขาบันทึกผลงานอีก 2 อัลบั้มและคว้ารางวัลแกรมมีถึง 4 ครั้ง โดยอัลบั้ม วูดู (Voodoo) ที่ออกในปี 2000 ถูกจัดอันดับที่ 28 ในรายชื่ออัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของนิตยสารโรลลิง สโตน (Rolling Stone)
คริส เรีย (Chris Rea)

ที่มาของภาพ, Getty Images
คริส เรีย มีเพลงฮิตที่โด่งดังที่สุดคือ ไดรฟวิง โฮม ฟอร์ คริสต์มาส (Driving Home For Christmas) ซึ่งแต่งในปี 1978 และออกเป็นซิงเกิลในปี 1988 และเพลงนี้ยังคงได้รับการเปิดทางวิทยุในช่วงเดือน ธ.ค. จนถึงปัจจุบัน
นักร้องและนักแต่งเพลงชาวมิดเดิลส์บรอห์คนนี้ยังประสบความสำเร็จในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ด้วยเพลงอย่าง โอเบิร์จ (Auberge), ออน เดอะ บีช (On The Beach), และ เลทส์ แดนซ์ (Let's Dance)

พระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis)

ที่มาของภาพ, Getty Images
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเป็นผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิกชาวละตินอเมริกาคนแรก
พระองค์มีพระนามเดิมว่า ฮอร์เฮ มาริโอ เบร์โกกลิโอ (Jorge Mario Bergoglio) เกิดที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา และขึ้นดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาในปี 2013 พระองค์เลือกใช้ชื่อ "ฟรานซิส" เพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี (St Francis of Assisi) ผู้ละทิ้งทรัพย์สินและใช้ชีวิตท่ามกลางคนยากจน
ตั้งแต่ได้รับเลือก พระองค์ปฏิเสธสิทธิพิเศษหลายอย่างที่ตามธรรมเนียมมอบให้พระสันตะปาปานอกจากนี้พระองค์ยังแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์หลายเหตุการณ์ เช่น ล้างเท้าผู้สูงอายุและนักโทษ รวมถึงเรียกร้องสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงนำการปฏิรูปหลายอย่างมาสู่คริสตจักรคาทอลิก แต่ในหลายคำสอน พระองค์ยังคงยึดแนวทางดั้งเดิม พระองค์เคยแสดงท่าทีสนับสนุนการรับรองความสัมพันธ์เพศเดียวกันในบางรูปแบบ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะเรียกว่า "การแต่งงาน" และยังเข้าร่วมเดินขบวนต่อต้านการทำแท้งในกรุงโรม โดยเรียกร้องสิทธิของทารกตั้งแต่ "ขณะปฏิสนธิ"
พระองค์สิ้นพระชนม์ในวันจันทร์อีสเตอร์ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งสุดท้าย ณ จัตุรัสนักบุญเปโตรในนครวาติกัน
จอร์โจ อาร์มานี (Giorgio Armani)

ที่มาของภาพ, Getty Images
จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นชาวอิตาลีผู้ปฏิวัติรูปลักษณ์ของสูทชายและหญิงในทศวรรษ 1960 โดยนำเสนอสูทผู้ชายที่มีสไตล์นุ่มนวลขึ้น และสูททรงพลังสำหรับผู้หญิง เขากล่าวว่า "ผมตระหนักว่าพวกเธอต้องการวิธีการแต่งตัวที่เทียบเท่ากับผู้ชาย"
อาร์มานีสร้างแบรนด์และธุรกิจอาร์มานี (Armani) ให้กลายเป็นอาณาจักรมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ความงาม น้ำหอม ไปจนถึงโรงแรมหรู
ดร.เจน กูดอลล์ (Dr Jane Goodall)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.เจน กูดอลล์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสัตว์และนักวานรวิทยาชาวอังกฤษ อุทิศชีวิตให้กับการศึกษาและอนุรักษ์ชิมแปนซีและลิงไร้หางขนาดใหญ่ชนิดอื่น ๆ เธอค้นพบว่าชิมแปนซีสามารถใช้เครื่องมือ สร้างสังคมที่ซับซ้อน และมีพฤติกรรมก้าวร้าวถึงขั้นฆ่ากันเองได้
เมื่อไม่นานมานี้ กูดอลล์ได้รับการยกย่องด้วยเหรียญแห่งเสรีภาพ (Medal of Freedom) จากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน รวมถึงได้รับตำแหน่งเดมในสหราชอาณาจักรและรางวัลระดับนานาชาติอื่น ๆ อีกมาก
เจมส์ วัตสัน (James Watson)

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจมส์ วัตสัน นักชีววิทยาชาวสหรัฐฯ ทำงานร่วมกับคู่หูนักวิจัยชาวอังกฤษชื่อว่า ฟรานซิส คริก (Francis Crick) และสร้างหนึ่งในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 นั่นคือการค้นพบโครงสร้างและหน้าที่ของดีเอ็นเอ (DNA) ในร่างกายมนุษย์
ผลงานการพิสูจน์ว่าดีเอ็นเอมีรูปร่างสามมิติแบบเกลียวคู่ (double helix) ทำให้ทั้งสองคนสามารถไขความลับของการทำงานของเซลล์และวิธีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่นได้
การค้นพบนี้ทำให้พวกเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 1962 อย่างไรก็ตาม ความเห็นที่ขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติและสติปัญญาของวัตสันในเวลาต่อมา ทำให้เขาถูกแวดวงวิทยาศาสตร์เมินเฉย
ฮัลค์ โฮแกน (Hulk Hogan)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฮัลค์ โฮแกน มีชื่อจริงว่า เทอร์รี โบลเลีย (Terry Bollea) เป็นหนึ่งในนักมวยปล้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหรัฐฯ โดยมีเอกลักษณ์คือผมบลอนด์ยาวและหนวดทรงแฮนด์เดิลบาร์
เขาโด่งดังหลังเซ็นสัญญากับ เวิลด์ เรสต์ลิง เฟเดอเรชัน (World Wrestling Federation – WWF) ในปี 1983 และกลายเป็นหนึ่งในในนักมวยปล้ำเด่นที่สุดของวงการในยุคที่ความนิยมพุ่งสูงขึ้น
ในช่วงหลัง เขายังเป็นผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเปิดเผยด้วย

เฟรเดอริค ฟอร์ไซธ์ (Frederick Forsyth)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลงานนวนิยายเรื่องแรกและโด่งดังที่สุดของฟอร์ไซธ์ คือ วันลอบสังหาร (The Day Of The Jackal) ซึ่งเล่าเรื่องมือสังหารในจินตนาการที่พยายามลอบสังหารประธานาธิบดีฝรั่งเศสชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ซึ่งมีชีวิตอยู่จริง
หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จทั่วโลกในปี 1971 แม้ว่าผู้อ่านส่วนใหญ่จะรู้ตอนจบของเรื่องแล้วก็ตาม
ฟอร์ไซธ์เขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จภายใน 35 วัน หลังจากทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศมาหลายปี ต่อมาเขายังเขียนหนังสือขายดีอีกหลายเล่ม เช่น ตามล่านาซี (The Odessa Files) และ สัตว์สงคราม (The Dogs of War)
เซอร์ทอม สต็อปพาร์ด (Sir Tom Stoppard)

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักเขียนบทละครชาวอังกฤษเชื้อสายเช็ก ผลงานของเขาเป็นการผสมผสานที่หาได้ยากระหว่างความรู้ทางวิชาการและความสำเร็จเชิงพาณิชย์
เขาโด่งดังในปี 1966 จากผลงานเรื่อง โรเซนครานซ์ แอนด์ กิลเดนสเติร์น อาร์ เดด (Rosencrantz and Guildenstern Are Dead) ซึ่งเป็นการตีความใหม่ในรูปแบบโศกนาฏกรรมปนตลกขบขันของตัวละครรองสองตัวจากเรื่องแฮมเล็ต
ผลงานอื่น ๆ ของเขา ได้แก่ เดอะ เรียล ธิง (The Real Thing), เดอะ โคสต์ ออฟ ยูโทเปีย (The Coast of Utopia) และบทละครเรื่องสุดท้ายชื่อว่า ลีโอโพลด์สตัดท์ (Leopoldstadt) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเชื้อสายยิวของเขา
เซอร์ทอมยังเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ประสบความสำเร็จ เขาได้รับรางวัลออสการ์จากผลงานเรื่อง กำเนิดรักก้องโลก (Shakespeare In Love) และเป็นผู้เขียนบทที่ไม่ได้รับเครดิตในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ปี 1989 เรื่อง ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 3 ตอน ศึกอภินิหารครูเสด (Indiana Jones And The Last Crusade)
แบ็ก ซอ-ฮี (Baek Se-hee)

ที่มาของภาพ, Instagram
แบ็ก ซอ-ฮี เป็นนักเขียนชาวเกาหลีใต้ ผู้เขียนหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ ฉันอยากตาย แต่ฉันอยากกินต๊อกบกกี (I Want to Die but I Want To Eat Tteokbokki) ซึ่งเป็นการรวบรวมบทสนทนากับจิตแพทย์เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าของเธอ
หนังสือเล่มนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม เพราะเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่สะท้อนกับผู้อ่านทั่วโลก ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2018 มียอดขายมากกว่าหนึ่งล้านเล่มทั่วโลก และถูกแปลไปกว่า 25 ภาษา
โซฟี คินเซลลา (Sophie Kinsella)

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดจากนวนิยายปี 2000 เรื่อง คำสารภาพของสาวนักช็อปฯ (Confessions of a Shopaholic) ซึ่งเป็นเรื่องราวตลกขบขันของ เบ็คกี บลูมวูด (Becky Bloomwood) นักข่าวการเงินที่ชื่นชอบการช้อปปิ้ง หนังสือเล่มนี้ต่อยอดออกมาเป็นหลายภาค และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดในปี 2009 นำแสดงโดย ไอส์ลา ฟิชเชอร์ (Isla Fisher)
คินเซลลาเคยกล่าวถึงแรงบันดาลใจของซีรีส์ขายดีนี้ว่า "ฉันคิดว่า เดี๋ยวก่อนนะ การช้อปปิ้งกลายเป็นงานอดิเรกประจำชาติไปแล้ว แต่ยังไม่มีใครเขียนถึงมันเลย"
มาริโอ บาร์กัส โยซา (Mario Vargas Llosa)

ที่มาของภาพ, Getty Images
มาริโอ บาร์กัส โยซา เป็นนักเขียนชาวเปรูที่มีผลงานมากกว่า 50 เรื่อง เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2010 ผลงานของเขามักสะท้อนภาพเผด็จการ ความรุนแรง และวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ โดยใช้ภาษาและภาพพจน์ที่ทรงพลัง ทำให้เขากลายเป็นดาวเด่นของวรรณกรรมละตินอเมริกา
ในปี 1990 บาร์กัส โยซาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเปรูในฐานะผู้สมัครสายกลางขวา แต่พ่ายแพ้ให้กับอัลเบร์โต ฟูจิโมริ

ริคกี แฮตตัน (Ricky Hatton)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ริกกี แฮตตัน เจ้าของฉายา"เดอะ ฮิตแมน (The Hitman)" คว้าแชมป์โลกในรุ่นไลต์เวลเตอร์เวตและเวลเตอร์เวต และเป็นหนึ่งในนักมวยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของสหราชอาณาจักร
เขาได้รับชัยชนะในแมตช์ชิงแชมป์โลกที่โดดเด่นเหนือคอสตยา ซู (Kostya Tszyu) และ โฮเซ ลุยส์ กัสติลโล (Jose Luis Castillo) ก่อนจะแพ้ให้กับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ (Floyd Mayweather) และ แมนนี ปาเกียว (Manny Pacquiao) ในปี 2023 นักมวยคนนี้อยู่ในสารคดีชื่อว่า "แฮตตัน" (Hatton) ซึ่งเขาได้พูดถึงชีวิตส่วนตัวและปัญหาสุขภาพจิตของตนเอง
เดนิส ลอว์ (Denis Law)

ที่มาของภาพ, Getty Images
อดีตกองหน้าทีมชาติสกอตแลนด์, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, และแมนเชสเตอร์ ซิตี
เดนิส ลอว์ เป็นนักเตะชาวสกอตเพียงคนเดียวที่เคยคว้ารางวัลบัลลงดอร์ (Ballon d'Or) ในปี 1964 ซึ่งมอบให้แก่นักเตะยอดเยี่ยมแห่งยุโรปในขณะนั้น
เขาอยู่กับสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดนานถึง 11 ปี ทำประตูได้ 237 ลูกจากการลงสนาม 404 นัด จัดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร รองจาก เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) และ บ็อบบี ชาร์ลตัน (Bobby Charlton)
นักเตะที่เกิดในเมืองอะเบอร์ดีนรายนี้ติดทีมชาติสกอตแลนด์ 55 นัด และทำประตูได้ 30 ลูก ทำให้เขาเป็นดาวยิงสูงสุดร่วมของทีมชาติสกอตแลนด์ตลอดกาล
จอร์จ โฟร์แมน (George Foreman)

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักมวยชาวสหรัฐฯ รายนี้คว้าเหรียญทองโอลิมปิกในปี 1968 และครองตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวตถึงสองครั้ง
ไฟต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา น่าจะเป็นแมตช์ที่แพ้ให้กับ มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) ในศึก "รัมเบิล อิน เดอะ จังเกิล" (Rumble in the Jungle) ปี 1974
อย่างไรก็ตาม เขาทำสถิติชนะ 76 ครั้งตลอดอาชีพ รวมถึงการชนะน็อก 68 ครั้ง ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของอาลี ในช่วงหลัง
เขากลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากเครื่องใช้ในครัวที่ขายดีที่สุดชื่อว่า จอร์จ โฟร์แมน กริลล์ (George Foreman Grill) ซึ่งทำรายได้ให้เขามากกว่าการชกมวยเสียอีก
แอน ดันแฮม (Anne Dunham)

ที่มาของภาพ, Getty Images
แอน ดันแฮม เป็นหนึ่งในนักกีฬาพาราลิมปิกของสหราชอาณาจักรที่ได้รับเหรียญรางวัลมากที่สุด แม้ว่าเธอมักจะยกความดีความชอบให้กับม้าคู่ใจชื่อว่า เท็ดดี เอ็ดเวิร์ดส์ (Teddy Edwards) ก็ตาม
หลังจากถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งตอนอายุ 27 ปี เธอและเท็ดดีเข้าร่วมการแข่งขันพาราลิมปิกถึง 5 ครั้ง คว้าเหรียญรางวัลรวม 10 เหรียญ รวมถึงเหรียญทอง 6 เหรียญ ในการแข่งขันที่นครรีโอเดจาเนโรปี 2016
เธอเป็นนักกีฬาพาราลิมปิกที่มีอายุมากที่สุดของสหราชอาณาจักรในขณะนั้น และสามารถคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ
เพจ เกรโก (Paige Greco)

ที่มาของภาพ, Getty Images
เพจ เกรโก นักกีฬาพาราลิมปิกเจ้าของเหรียญทองชาวออสเตรเลีย เริ่มต้นอาชีพในฐานะนักกรีฑา แต่เธอโดดเด่นที่สุดในฐานะนักปั่นจักรยาน
เกรโกเกิดมาพร้อมภาวะสมองพิการที่ส่งผลต่อด้านขวาของร่างกาย เธอแข่งขันให้ทีมชาติออสเตรเลียในรายการชิงแชมป์โลกและเวิลด์คัพ และคว้าเหรียญทองในการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ที่กรุงโตเกียวปี 2020 โดยทำลายสถิติในการแข่งขันจักรยานบนลู่สำหรับนักปั่นพาราที่อยู่ในกลุ่มคลาส C1–C3 ปั่นครบระยะ 3,000 เมตร
ดิโอโก โชตา (Diogo Jota)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดิโอโก โชตา เป็นกองหน้าที่ทำประตูตามสัญชาตญาณ และมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของสโมสรลิเวอร์พูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการคว้าแชมป์เนชันส์ลีกของทีมชาติโปรตุเกส
เขาย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 45 ล้านปอนด์ (ราว 2,000 ล้านบาท) และความนิ่งในการจบสกอร์ทำให้เขากลายเป็นผู้ชี้ขาดเกมหลายครั้งภายใต้การคุมทีมของเจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) รวมถึงอาร์เน สลอต (Arne Slot) ในเวลาต่อมา
โซตาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าแชมป์บอลถ้วยในประเทศได้ถึง 2 ครั้ง ได้แก่ เอฟเอคัพและลีกคัพ ในปี 2022 แม้ในช่วงหลังจะมีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่เขายังมีส่วนสำคัญต่อทีมในฤดูกาล 2024–2025
บิลลี บอนด์ส (Billy Bonds)

ที่มาของภาพ, Getty Images
บิลลี บอนด์ส เป็นกัปตันทีมเวสต์แฮมที่พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ 2 ครั้ง ในปี 1975 และ 1980 เขาลงเล่นให้กับทีม "เดอะ แฮมเมอร์ส (The Hammers)" ถึง 799 นัด และอยู่กับสโมสรในย่านตะวันออกของกรุงลอนดอนแห่งนี้เป็นเวลา 21 ปี ระหว่างปี 1967-1988
ในเวลาต่อมาเขายังรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมเวสต์แฮมตั้งแต่ปี 1990-1994 โดยในปี 2019 อัฒจันทร์ที่สนามเหย้าของสโมสร ลอนดอน สเตเดียม ได้ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่บอนด์สด้วย
รายงานเพิ่มเติมโดย แซม ฮอร์ตี และ โรแลนด์ ฮิวจส์












