LGBTQ+ : เปิดประสบการณ์พ่อแม่ เมื่อลูกอยากเป็น แดร็กควีน-ข้ามเพศ

ที่มาของภาพ, วศิน ศรีวราธนบูลย์
- Author, วีรวัฒน์ อัจจุตมานัส
- Role, นักเขียนอิสระ
ภาพเด็กหนุ่มแต่งกายแบบผู้หญิงกำลังร้องเพลงสัญลักษณ์ของชาวเกย์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาวหลากหลายทางเพศ (Pride Month) มีอยู่มากมายในโลกอินเทอร์เน็ต แต่ความพิเศษในคลิปวีดีโอของ Vis McQueen หรือวิศ ศรีวราธนบูลย์ แดร็กควีนรุ่นเยาว์วัย 17 ปี คือ Just Our Love เพลงที่เขาร้อง เป็นการร่วมกันแต่งและเรียบเรียงร่วมกันโดยตัวเขา แม่ (กุ้ง วรรณศิริ) และพี่สาว (วีร์) ส่วนพ่อ (วศิน) รับหน้าที่ถ่ายวีดีโอ
"เธอพาฉันออกมาจากเงาของตัวเอง ปลดปล่อยฉันจากความคิดของตัวเอง ขอให้พรุ่งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี เราจะร้องเพลงไปด้วยกัน...ฉันจะต้องมีชีวิตต่อไป" ส่วนหนึ่งของเพลงสะท้อนถึงการโอบรับของครอบครัวต่อตัวตนที่แตกต่างของวิศ หนึ่งในเด็กหนุ่มโชคดีที่ครอบครัวยอมรับความหลากหลาย
บีบีซีไทยร่วมสำรวจมุมมองของครอบครัวยุคใหม่เมื่อครอบครัวมีสมาชิกหลากหลายทางเพศ
เรียนรู้ เข้าใจ ยอมรับ

ที่มาของภาพ, วศิน ศรีวราธนบูลย์
"เราเดาทางได้มาตลอดว่าลูกคงไม่แมน" กุ้ง หรือ วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์เล่าเรื่องในอดีต
เธอทำงานเป็นนักเขียนนักออกแบบ และเจ้าของเพจ MonsterMom ที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับค่านิยมสมัยใหม่ แต่เมื่อลูกชายมีบุคลิกที่แตกต่างจากสังคมคาดหวัง สัญชาตญาณแรกก็อดวิตกกังวลถึงอนาคตของลูกไม่ได้ และมีบางครั้งที่คิดว่าการเลี้ยงดูใกล้ชิดหรือบุคลิกของเธอมีส่วนทำให้ลูกเป็น LGBTQ+ แต่เมื่อได้คิดให้ถี่ถ้วนแล้วก็ตระหนักว่าไม่น่าจะใช่ เมื่อความรู้ใหม่ ๆ ค่อย ๆ เปิดเผยว่าสภาพแวดล้อมไม่ได้มีส่วนกำหนดเพศวิถีของคน
กุ้งสังเกตว่าวิศเหมือนมีสองโลก ทั้งโลกของความเป็นลูกชาย และโลกอีกใบที่เขาได้ปลดปล่อยตัวตนด้วยการหยิบเอาเสื้อผ้าของแม่ไปใส่ เธอเคยคิดว่าจะเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ยอมรับได้โดยปริยายแต่ไม่เคยหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันอย่างจริงจัง
"เขาเองก็ทำความเข้าใจตัวเอง เราเองก็ต้องทำความเข้าใจตัวเขา หลัง ๆ ก็คิดว่าเขาเป็นลูกสาวคนหนึ่ง หรือคิดว่าไม่มีเพศเลยด้วยซ้ำ"
ในช่วงเรียนมัธยมต้น วิศยังไม่เข้าใจและยอมรับในตัวตนของเขาเอง เมื่อถูกรุ่นพี่ล้อเลียนรังแกจึงเกิดเรื่องทะเลาะวิวาท เขาหยิบแว่นตาของรุ่นพี่โยนทิ้ง และถูกผู้ปกครองของคู่กรณีขู่เข็ญให้ชดใช้ จนทั้งกุ้งและสามีคิดว่าถึงเวลาที่ต้องมาปกป้องลูก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ครอบครัวศรีวราธนบูลย์หยิบเรื่องนี้มาเปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมา
"พอเราได้อยู่กับเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เรากลับรู้สึกชอบที่เขาทำได้ทั้งเรื่องของผู้หญิงและผู้ชาย ก็เอาเรื่องนี้ไปเขียนลงในเพจเพื่อบอกทั้งตัวเองและคนที่เคยสงสัยว่าเรายอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น…และเราโคตรชอบเลย"
เรื่องราวของกุ้งถูกแชร์ออกไปมากมาย พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยส่งข้อความเข้ามาปรึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งเรื่องที่ลูกโดนแกล้ง ไม่เป็นที่ยอมรับ และวิธีการคุยกับลูก สะท้อนให้ว่าปัญหานี้ยังเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเพศหลากหลาย
"ก็ตอบไปเท่าที่เรารู้เพราะไม่อยากตั้งตัวเป็นที่ปรึกษา อย่างกรณีของตัวเองก็เรียนรู้ไปแบบวันต่อวัน มันไม่มีคำตอบรอล่วงหน้า"
เรียนรู้วัฒธรรมแดร็กไปพร้อมกับลูก

ที่มาของภาพ, วศิน ศรีวราธนบูลย์
วิศเริ่มอยากแต่งเป็นแดร็กควีน หรือ Dressed Resembling A Girl - DRAG ผู้ชายที่แต่งกายคล้ายหญิง แต่ใส่ความคิดสร้างสรรค์แบบเหนือจริงเพิ่มเข้าไป ตั้งแต่อายุ 13 ปี จากการดูรายการ RuPaul's Drag Race
เขาพยายามอธิบายความหมายของคำว่าแดร็กผ่านการเปิดสื่อที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้พ่อแม่ได้ดู และเริ่มลงลึกถึงวัฒนธรรมของแดร็กที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องแต่งเป็นผู้หญิง แต่เป็นการสร้างศิลปะบนร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องแสดงด้วยก็ได้
"เมื่อก่อนจะมีเส้นกั้นบางๆ ระหว่างแดร็กควีนกับนางโชว์ ซึ่งตอนนี้ต่างคนก็ต่างเข้าใจ ว่าแดร็กมันต่างออกไป"
ปัจจุบันกลุ่มแดร็กควีนอายุน้อย จับกลุ่มกันอย่างหลวม ๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย และรวมตัวเข้าร่วมงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมแดร็กและ LGBTQ+ และบ่อยครั้งที่กุ้งและสามีไปร่วมงานพร้อมกับลูก เธอเปรียบเทียบกับลูกสาวคนโตที่สมัยเด็ก ๆ ก็ไปร่วมกิจกรรมการแสดงต่างๆ โดยที่เธอและสามีก็ต้องไปดูแล ดังนั้นกิจกรรมแดร็กของวิศก็ควรจะได้รับการดูแลไม่ต่างกัน รวมทั้งเป็นการชดเชยที่พลาดโอกาสทำสิ่งที่เขาอยากทำในวัยเด็ก
"สิ่งที่เราคิดแปลกในยุคสมัยของเรา อาจจะไม่แปลกในยุคที่ลูกเติบโตขึ้นไป ทุกวันนี้เขาอยากได้ชุดสวย ๆ หรืออยากหยิบเสื้อผ้าของแม่ไปใส่เราก็ยินดี"
ปัจจุบันวิศเรียนอยู่ชั้น ม.6 ในโรงเรียนแห่งใหม่ที่เขาย้ายเข้ามาในช่วงมัธยมปลาย ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ถูกรังแกครั้งนั้น วิศก็ไม่เคยถูกรังแกอีกเลย
"เมื่อเรายอมรับตัวเองได้ คนอื่นก็ไม่มีอะไรมาล้อเลียน ตอนนี้เพื่อนๆ ก็มองว่าสิ่งที่เราเป็นมันเป็นเรื่องปกติ เขาไม่ได้มองเราเป็นหญิงหรือชายแต่มองว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่ง"
วิศสังเกตว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสังคมเปิดรับมากขึ้น เขาคาดหวังให้วันที่เติบโตถึงวัยทำงาน ความแตกต่างของเขาจะไม่เป็นปัญหา
"ถึงวันนั้นถ้าได้เจอคนหัวโบราณ คงเป็นความโชคร้ายของเราเองมากกว่า"
เคียงข้างเมื่อลูกไม่อยากสวมกระโปรง

ที่มาของภาพ, อังสุมาลิน อากาศน่วม
นับตั้งแต่เรียนชั้นประถม ปาร์กเกอร์ หรือ ภารวี อากาศน่วม ปฎิเสธการสวมกระโปรงเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไปเว้นก็แต่เครื่องแบบนักเรียนเท่านั้น โดยที่ตุ๊ก อังสุมาลิน อากาศน่วม ผู้เป็นแม่ สังเกตเห็นบุคลิกที่แตกต่างของลูก แต่เพราะเป็นคนที่เปิดกว้างและคิดว่าเรื่องการไม่ยอมรับเรื่อง LGBTQ+ เป็นเรื่องไร้เหตุผล จึงปล่อยให้ลูกค้นหาตัวตนด้วยตัวเองมาโดยตลอด
ขณะที่ปาร์กเกอร์รู้สึกว่าตัวเองไม่กลมกลืนทั้งกับเพศหญิงและชาย และเคยตั้งคำถามว่าตัวเองเป็น 'ทอม' หรือเปล่า โดยลองคบแฟนผู้หญิงตอนเรียนชั้น ม.6 แต่กลับพบว่าตัวเองไม่ได้มีความรู้สึกรักโรแมนติกแบบคู่รักควรจะเป็นแต่เป็นไปในลักษณะความผูกพันมากกว่า จนกระทั่งได้ไปเจอคำว่า ผู้ไม่ใฝ่ใจทางเพศ (Asexual) และ ผู้ที่ไม่มีความรู้สึกรักใคร่แบบชู้สาว (Aromantic) ที่อธิบายตัวตนของเขาได้ดีที่สุด
เครือข่ายการศึกษาและการมองเห็นผู้ไม่ฝักใจทางเพศ (Asexual Visibility and Education Network หรือ AVEN) ให้คำนิยามของคำว่า Asexual ไว้ว่า การไม่ฝักใจทางเพศ คือผู้ที่ไม่มีแรงดึงดูดทางเพศ หรือความปรารถนาจากภายในจิตใจที่ต้องการมีความสัมพันธ์ทางเพศ ส่วน Aromantic หมายถึง ผู้ที่ไม่มีความรู้สึกรักใคร่แบบชู้สาว หรือมีความรู้สึกอยากมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว
"สังคมไทยมีความรู้เรื่องนี้น้อยมาก ถ้าให้อธิบายความรู้สึกก็เป็นสิ่งที่ยาก ถ้าคนที่ไม่เป็นก็จะไม่เข้าใจ เหมือนคนที่เป็นก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการมีรักโรแมนติกหรืออยากมีเซ็กส์มีความรู้สึกอย่างไร"
ปาร์กเกอร์อธิบายเพิ่มเติมว่าคน ๆ หนึ่งจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่สำหรับเขาเป็นทั้งสองอย่าง และนิยามตัวเองด้วยคำนี้ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย พร้อม ๆ กับพบว่าเขาพอใจกับเพศสภาพที่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยนำเรื่องนี้มาปรึกษาแม่ และขออนุญาตใส่เครื่องแบบชายเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย อีกหนึ่งปีให้หลังปาร์กเกอร์ก็ตัดสินใจเข้ารับฮอร์โมนเพศชาย
แม่ตุ๊กยอมรับว่าเธอกังวลเพราะเป็นเรื่องของสุขภาพ
"เราถามเขาว่าเอาสุขภาพไปเสี่ยงมันจะคุ้มหรือเปล่า สิ่งที่เขาตอบกลับมาคือถ้าเขาอายุยืนแล้วไม่มีความสุขเขาของเลือกเสี่ยงดีกว่า เราก็หมดคำถาม แล้วเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาหมอ เขายืนยันว่าปลอดภัย ก็ยินดีอนุญาตเพราะเชื่อว่าลูกจะมีความสุขมากกว่า"
ท้ั้งยอมรับและสนับสนุน

ที่มาของภาพ, อังสุมาลิน อากาศน่วม
นอกจากแม่แล้ว ครอบครัวของปาร์กเกอร์ยังประกอบไปด้วยคุณตาคุณยาย ที่ค่อนข้างเปิดกว้างกับเรื่องนี้ แต่อาจจะมีความสับสนในการปฎิบัติตัวกับปาร์กเกอร์อยู่บ้างเพราะชินกับการเลี้ยงดูหลานสาวมาโดยตลอด รวมทั้งกังวลกับสังคมรอบข้างเพราะในคนรุ่นของพวกเขา LGBTQ+ ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ในขณะที่ตุ๊กก็กังวลว่าการยอมรับของเธอ อาจไม่ใช่การยอมรับของสังคมภายนอก จนกลายเป็นเหตุผลที่เธอออกมารณรงค์สร้างความเข้าใจต่อกลุ่ม LGBTQ+ ด้วยการเป็นวิทยากรในงานบรรยายต่าง ๆ
ประโยคหนึ่งที่ตุ๊กมักจะถูกขอให้พูดบ่อย ๆ ในงานบรรยายต่างๆ คือ "จะเป็น LGBTQ+ ก็ได้แต่ขอให้เป็นคนดี" ซึ่งเธอปฎิเสธแนวคิดนี้มาตลอดเพราะเชื่อว่านี่คือการด้อยค่าการเป็น LGBTQ+ จนต้องพ่วงคุณสมบัติอื่น ๆ เพื่อดึงคุณค่าเทียบเท่ากับคนอื่น และเป็นข้ออ้างของพ่อแม่ที่อายในตัวตนของลูก ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าการ เผยอัตลักษณ์ทางเพศของเด็ก (Coming Out) ก็สร้างแรงกดดันจากสังคมให้พ่อแม่ว่าเป็นตกมาตรฐาน หรือจะลดทอนความน่าเชื่อถือในการทำงาน ซึ่งการแก้ปัญหานี้คือการลดอคติของสังคมต่อการเป็น LGBTQ+ เสียก่อน
"สิ่งที่คิดก็คือจะทำยังไงให้สังคมเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้ลูกของเราอยู่ง่ายขึ้น มีโอกาสมากขึ้น โดยที่เขาจะถูกเลือกปฎิบัติ หรือทำงานได้ยากกว่าคนธรรมดาทั่วๆไป ขณะเดียวกันก็อยากลดอคติ สร้างความเข้าใจให้กับพ่อแม่ ว่าสังคมตอนนี้เปลี่ยนไป สิ่งที่เคยคิดว่าผิดปกติมันคือเรื่องปกติไปแล้ว"
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1
ครอบครัวไทยยอมรับบุตรหลานเพศหลากหลายได้แค่ไหน
ครอบครัวของวิศและปาร์เกอร์อาจเป็นเพียงส่วนน้อยของครอบครัวไทยในปัจจุบันที่หันมายอมรับความหลากหลาย งานวิจัยปี 2560 ของ ผศ. รณภูมิ สามัคคีคารมย์ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะคนข้ามเพศ หรือคนที่แต่งตัวข้ามจากเพศมักเจอกับความรุนแรงมากที่สุด และส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากครอบครัว

ที่มาของภาพ, อังสุมาลิน อากาศน่วม
รตี แต้สมบัติ จากมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ความเห็นว่าปัจจุบันผู้มีความหลากหลายทางเพศมีการเผยตนผ่านสื่อและแฟลตฟอร์มต่าง ๆ แต่ไม่สะท้อนการยอมรับของสังคมไทย เพราะเป็นการยอมรับเชิงอำนาจผ่านระบบชนชั้นมากกว่าในเชิงมนุษยชน เช่นคนที่มีฐานะดี มีการศึกษาจะเผชิญแรงต้านน้อยกว่า อีกทั้งยังเป็นการยอมรับแบบมีเงื่อนไขเช่น ต้องเก่ง ต้องเป็นคนดี ถึงจะกลายเป็นที่ยอมรับ ส่วนสถานการณ์เกี่ยวกับครอบครัวก็ยังเป็นเรื่องท้าทาย
เธอยกข้อมูลจากการทำกิจกรรมกับพ่อแม่ผู้ปกครองใน 4 ภูมิภาคของไทยแล้วพบว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นล้วนแต่เกิดจากความรักที่ปราศจากความเข้าใจของพ่อแม่ อันเป็นผลมาจากการถูกหล่อหลอมผ่านทางสังคมที่เสนอภาพลักษณ์เกี่ยวกับ LGBTQ+ ในเชิงลบมาตลอด จึงทำทุกวิถีทางที่จะดึงลูกกลับมาให้เป็นไปตามเพศที่คาดหวัง ขณะเดียวกันปมใหญ่ๆในหัวใจของพ่อแม่ก็คือคิดว่าเรื่องนี้ความผิดพลาดของตัวเอง และบ่อยครั้งที่เธอพบกับคำถามถึงสาเหตุที่ให้ลูกมีพฤติกรรมไมได้เป็นไปตามเพศกำเนิด
" เรื่องพวกนี้ไม่มีสาเหตุ พ่อแม่อย่าโทษตัวเองแต่อยากให้มองไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรให้เขามีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อใดก็ตามที่เขาได้รับแรงเสียดทานจากสังคมอย่างน้อยยังมีพ่อแม่ทีเข้าใจและไม่ตัดสินเขา"
ในขณะเดียวกันการพูดคุยเรื่องเพศอย่างเปิดเผยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจในครอบครัว
"สังคมไทยพื้นที่จะคุยเรื่องเพศกับลูกแทบไม่มีเลย คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างบทสนทนา สร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์ แต่หมายถึงเรื่องเพศสภาพ เพศวิถี ในอนาคตของลูกด้วย"
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2











