You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จาก 2475 ถึงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มองอนาคตประชาธิปไตยไทยในวาระ 90 ปี ปฏิวัติสยาม
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มองปัจจุบันและอนาคตของประชาธิปไตยไทยผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งล่าสุดที่เขาได้คะแนนมากถึง 1.38 ล้านเสียง โดยเชื่อว่าการเลือกตั้ง 22 พ.ค. ได้เปลี่ยนมุมมองของคนไทยเกี่ยวกับประชาธิปไตย จากเรื่องที่เต็มไปด้วยความหดหู่ เกลียดชัง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ให้กลายเป็นเรื่องของความหวังและทางออก
"ผมมาอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะระบอบประชาธิปไตย...ประชาธิปไตยในยุคใหม่ นักการเมืองต้องเข้ามาด้วยเนื้อหา ทางออก ไม่ใช่เข้ามาด้วยการสร้างความกลัว ความเกลียด แบ่งฝักแบ่งฝ่าย" นายชัชชาติกล่าวในงานสัมมนาวิชาการหัวข้อ "90 ปี ประชาธิปไตยไทย 88 ปีธรรมศาสตร์" จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันนี้ (24 มิ.ย.)
การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นในวาระครบรอบ 90 ปี 24 มิ.ย. 2475 ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มบุคคลในนามคณะราษฎร นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มาสู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยหรือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
วันที่ 24 มิ.ย. ของทุกปีจึงถือเป็นวันเริ่มต้นของประชาธิปไตยไทยและมักมีการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รวมทั้งวิเคราะห์ถึงความก้าวหน้าหรือถอยหลังของประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยในปีนี้ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ได้เชิญนายชัชชาติมาให้มุมมองเกี่ยวกับประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่าได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นหลายอย่าง
ผู้ว่าฯ กทม. ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึง 2 เดือนออกตัวว่าแม้เขาจะไม่มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ก็ถือว่าเป็น "น้องใหม่ที่เพิ่งคลอดออกมาจากกระบวนการประชาธิปไตย จากการเลือกตั้งเมื่อ 22 พ.ค."
มองประชาธิปไตยไทยผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
นายชัชชาติเชื่อว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งล่าสุดนี้ ทำให้ผู้คนมองการเมืองและประชาธิปไตยอย่างมีความหวังมากขึ้น จากเดิมที่เคยมองว่าเป็นเรื่องเครียด น่าหดหู่และน่ากลัว
"การเมืองและประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของความหดหู่ แต่เป็นเรื่องของความหวัง นักการเมืองไม่ได้มีหน้าที่สร้างความหวาดกลัว แต่มีหน้าที่สร้างความหวัง"
"ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมาจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการเมืองระดับประเทศ ทั้งในแง่วิธีคิด วิธีการทำนโยบาย วิธีการระดมอาสาสมัคร และถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองจะต้องเปลี่ยนจากการเป็นนักการเมืองอาชีพไปสู่การเป็นนักคิดและผู้สร้างความหวัง" นายชัชชาติให้ความเห็นทั้งในฐานะนักการเมืองที่นอกจากจะชนะการเลือกตั้งท้องถิ่น และแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2562
"ผมลาออกจากพรรคเพื่อไทยมา 3 ปีแล้ว แต่ยังเป็นแคนดิเดทนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยอยู่ เพราะไม่รู้จะไปยื่นใบลาออกกับใคร" เขากล่าวติดตลก
นายชัชชาติสรุปบทเรียนและวิเคราะห์แนวโน้มการเมืองในระบอบประชาธิปไตยหลังกรำศึกและคว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ดังนี้
คนรุ่นใหม่คือหัวใจ:
นายชัชชาติยกย่องทีมงานของเขาซึ่งล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ว่าเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เขาได้รับเลือกเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ทั้งเรื่องการออกแบบแคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง การคิดนโยบาย การสื่อสารกับประชาชน และการใช้โซเชียลมีเดีย
"ข้อดีของการเอาคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยทำการเมืองมาเป็นทีมงานก็คือความคิดของพวกเขาหลุดกรอบการเมืองเก่า มีความสร้างสรรค์ ทำให้การเมืองเป็นเรื่องสนุก...คนรุ่นใหม่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมเลยเพราะคนรุ่นเก่าคิดไม่ได้หรอก หวังว่าการเข้ามาของผมในฐานะผู้ว่าฯ กทม. จะจุดประกายความหวังให้คนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำงานการเมือง"
หมดยุคของนักการเมืองแบบเก่า:
นักการเมืองที่มีความคิดแบบเก่ามักคิดแค่ว่าอยากเข้ามาเล่นการเมือง โดยใช้วิธีการซื้อเสียง ไม่สนใจประเด็นปัญหาของประชาชน และไม่สนใจศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่จะเข้ามาทำ
"การเมืองคือเรื่องของความรู้ด้านเทคนิคที่นักการเมืองต้องเข้าใจระดับหนึ่ง อย่างน้อยคุณต้องเข้าใจมากกว่าหรือเท่ากับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่กับเรื่องเหล่านั้นมาตลอดชีวิต แต่ที่ผ่านมานักการเมืองก็คิดแค่ว่าอยากเล่นการเมือง ถ้าชนะเลือกตั้งก็เข้ามาทำงานได้ แต่ไม่เคยมองว่าตัวเองมีความสามารถจริงหรือเปล่า...การเมืองในอนาคตจะเปลี่ยนไป คุณต้องมีความรู้และนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน ต้องทำงานหนักมากขึ้น หมดยุคแล้วที่จะมาพูดง่าย ๆ ว่าสัญญาไปเถอะเดี๋ยวประชาชนก็ลืม ทำได้หรือไม่ได้ช่างมัน ไปตายเอาดาบหน้า"
นโยบายต้องละเอียด: นายชัชชาติพูดถึงนโยบายของเขาที่มีมากถึง 216 ข้อ ซึ่งต่างจากการเมืองแบบเดิมที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองจะหาเสียงด้วยนโยบายหลัก ๆ แค่ไม่กี่ข้อ ซึ่งเขายืนยันว่าการออกแบบนโยบายให้ละเอียดและตอบสนองความต้องการของคนเฉพาะกลุ่ม สอดคล้องกับประชาธิปไตยในยุคใหม่ที่โหวตเตอร์มีความต้องการแตกต่างหลากหลาย นักการเมืองจึงต้องมีนโยบายแบบนิชมาร์เก็ตหรือตอบโจทย์คนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งการออกแบบนโยบายเพื่อตอบสนองคนแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะนี้ เป็นแนวโน้มของนักการเมืองและพรรคการเมืองหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา
อย่าใช้วิธีสร้างความหวาดกลัวและความเกลียดชัง:
นายชัชชาติวิเคราะห์ว่าการเมืองไทยนับจากนี้ไปจะเปลี่ยนจากการใช้อารมณ์สร้างความเกลียดชัง เป็นการใช้เหตุผลมากขึ้น และการที่เขาหาเสียงและทำงานด้วยการ "ไม่ด่าใคร" เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชนะการเลือกตั้ง
"เมื่อไหร่ก็ตามที่ทำงานการเมืองแล้วมีแต่ความเครียด ความเกลียดชัง ต้องทบทวนใหม่ ผมไม่เคยด่าใคร...ประชาธิปไตยยุคใหม่ นักการเมืองต้องมาด้วยเนื้อหา ทางออก ไม่ใช่มาด้วยการสร้างความลัว ความเกลียดชัง"
สถาบันกษัตริย์ กองทัพและประชาธิปไตยไทย
นอกจากการเสนอมุมมองต่อประชาธิปไตยของนายชัชชาติแล้ว การสัมมนาในวาระ 90 ปี การปฏิวัติสยาม 2475 ในวันนี้ ยังมีนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม นำการสนทนาในหัวข้อ "ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ"
นายสุลักษณ์กล่าวว่านับตั้งแต่คณะราษฎรก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ต่อมาเรียกว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทางเป็นประมุขเมื่อ 90 ปีที่แล้ว ระบอบการปกครองนี้ยังจำเป็นสำหรับสังคมไทย
"ผมอยากจะพูดนะครับ สำหรับคนที่อาจจะไม่เห็นคุณค่าของสถาบันกษัตริย์ ผมยืนยันว่าการมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์นั้นจำเป็น ถึงจะไม่มีอำนาจอะไรเลย ผมขออ้างถึงข้อเขียนของจอร์จ ออร์เวลล์ ซึ่งเป็นนักเขียนหัวก้าวหน้าที่สุดของอังกฤษว่า ในสมัยที่อิตาลีเป็นฟาสซิสม์แต่มีพระเจ้าแผ่นดินซึ่งไม่มีอำนาจ อิตาลีก็ยังไม่เลวร้ายเท่าเยอรมนีซึ่งมีฮิตเลอร์เป็นใหญ่เต็มที่ คืออย่างน้อยมีกันชนเล็ก ๆ ไว้มันมีคุณค่า" นายสุลักษณ์กล่าว และพูดอีกตอนหนึ่งว่า "แม้พระราชาจะไม่พยายามอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครอง แต่ผมเห็นว่าการรักษาพระราชาไว้ดีกว่าไม่รักษาไว้"
นายสุลักษณ์อ้างถึงสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษที่ดำรงอยู่มายาวนาน รวมทั้งการที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเสวยราชย์ยาวนานที่สุดในโลกได้ว่าเป็นเพราะกษัตริย์อังกฤษทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและเดินตามสิ่งที่รัฐบาลเสนอมาทุกประการ
นอกจากนี้ในการสัมมนายังมีการนำเสนองานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกองทัพ โดยนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งชี้ให้เห็นความใกล้ชิดระหว่างสถาบันกษัตริย์กับกองทัพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
นายสุภลักษณ์อธิบายว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับกองทัพถูกขับเน้นให้เด่นชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น การนำเสนอพระราชกรณียกิจด้านการทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเมื่อครั้งเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช การสร้างภาพลักษณ์ของทหารให้เป็น "ทหารของพระราชา" นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขและออกกฎหมายปรับโครงสร้างหน่วยทหารให้ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ โดยมีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดสรรงบประมาณก้อนโตให้
นายสุภลักษณ์สรุปว่าสถาบันกษัตริย์และกองทัพไม่เคยแยกขาดจากกันและจะไม่มีวันแยกจากกัน และจะยังคงมีบทบาทในการเมืองไทยต่อไป เพราะกองทัพไทยไม่เคยยอมรับได้กับการที่จะให้พลเรือนมาเป็นผู้ควบคุมการบริหารประเทศ