You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ : “หนุ่มเมืองจันท์” มอง “ซอฟต์เพาเวอร์” ของผู้ว่าฯ กทม. เทียบสไตล์บริหาร ประยุทธ์-ทักษิณ
- Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงศ์
นักเขียนด้านการตลาดและธุรกิจชื่อดังวิเคราะห์เบื้องหลังความสำเร็จของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) คนใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์ จากมุมมองด้านการตลาดการเมือง และกลยุทธ์การสื่อสารรูปแบบใหม่ ส่งผลให้การเมืองไทยเคลื่อนเข้าสู่จุดเปลี่ยนแปลงในรอบ 20 ปี
"การสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง คือ การเริ่มต้นของสิ่งใหม่เสมอ"
หนังสือที่ สรกล อดุลยานนท์ เจ้าของนามปากกา "หนุ่มเมืองจันท์" เลือกหยิบยกมาอธิบาย "ปรากฏชัชชาติ" ตามคำร้องขอของบีบีซีไทย
"นี่คือการเปลี่ยนยุคที่ชัดเจนว่าไม่ต้องเปรียบเทียบ มันเหมือนกับการสิ้นสุดของวิธีคิดหรือวิธีการทำงานแบบหนึ่งที่เราเห็นคุ้นชินมายาวนาน มันก็คือการเริ่มต้นใหม่ของสิ่งใหม่เสมอ ก็คือสิ่งที่ชัชชาติกำลังทำในวันนี้" เขาสรุปความคิดโดยสังเขป
สรกล คือผู้เขียนบทความในคอลัมน์ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ" ของมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งถูกนำมารวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กถึง 34 เล่ม ในช่วงเวลา 25 ปี
- ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เปิดตัวทีมงาน 18 คน ห้ามข้าราชการเรียก "นาย"
- สำรวจนโยบาย 214 ข้อ ที่ข้าราชการ กทม. ต้องอ่าน หลังว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศ "3 ภารกิจเร่งด่วน"
- รถไฟฟ้าสายสีเขียว กับแผน เน้นโครงการ "เส้นเลือดฝอย" ของว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.
- ชัชชาติชนะ ก้าวไกลไม่ถึงเป้า ประชาธิปัตย์กำลังกลับมา ?
- ย้อนเส้นทางมาราธอนของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ "บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี"
นักเขียนชื่อดังอ่านเบื้องหลังความสำเร็จของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. พบ 3 ความใหม่ที่นำมาสู่การเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในสนาม กทม.
- บรรยากาศใหม่ : เป็นการเลือกตั้งที่บรรยากาศแตกต่างจากครั้งอื่นที่เป็นการโจมตีกันเยอะ ใช้วาทศิลป์เชือดเฉือนกัน แต่ครั้งนี้การโจมตีน้อยมาก ใครโจมตีเหมือนกับเสียคะแนน
- วิธีการหาเสียงใหม่ : ป้ายหาเสียงเล็ก ๆ ทรงพลังกว่าป้ายปกติเพราะใส่ความคิดเข้าไปในนั้น, เดินสายปราศรัยบนลังเล็ก ๆ แทนการตั้งเวทีปราศรัยใหญ่จุดเดียว, ใช้โซเชียลมีเดีย, ใช้การวางแผนงานมากว่า 2 ปีที่สะท้อนว่ามองเห็นปัญหา
- นักการเมืองรูปแบบใหม่ : ใช้การรวมพลังจากคนต่าง ๆ, ใช้สภากาแฟและโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิด "มิติใหม่ของหัวคะแนน" ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลพื้นที่ ต่างจากนักการเมืองจากกลุ่ม/พรรคอื่น ที่ใช้หัวคะแนนเป็นผู้นำชุมชน
ข้างหลังภาพถ่ายคู่กับชัชชาติ
10 ปีนับจากเข้าสู่แวดวงการเมืองเมื่อปี 2555 ภาพที่คนจดจำชัชชาติได้ดีมีอยู่ 2 ภาพ นั่นคือ "รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" กับ "2 ล้านล้าน" ซึ่ง รมว.คมนาคมในขณะนั้นได้พูดถึงมูลค่าของเวลา ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จนกลายเป็นคลิปล้านวิว
เมื่อย้ายสนามเล่นจากการเมืองระดับชาติลงสู่การเมืองท้องถิ่น สรกลมองว่าบุคลิก "แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" ยังคงเป็นจุดแข็งของนักการเมืองวัย 56 ปีรายนี้
"การทำให้เป็นมีม ในลักษณะที่เอามาเล่นได้ ชัชชาติกลายเป็นของเล่นของคนค่อนข้างเยอะนะ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ที่สูงส่งจนเกินไป สามารถเข้าถึงได้" หนุ่มเมืองจันท์ให้ความเห็น
อีกข้อได้เปรียบหากเทียบกับคนการเมืองอื่น ๆ ตามการเฝ้าสังเกตการณ์ของเขาคือ "ชัชชาติน่าจะเป็นนักการเมืองที่มีคนถ่ายรูปคู่มากที่สุดในเมืองไทย" และ "อดทนต่อการถ่ายรูปมาก" ตั้งแต่สมัยหิ้วถุงแกง สมัยไปเดินงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ยืนเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อถ่ายรูปกับประชาชน ก่อนทะยานขึ้นสู่สถิติใหม่ 4 ชั่วโมงภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่
"วันที่เขาชนะเลือกตั้ง ทุกคนลงรูปคู่ตัวเองกับชัชชาติเต็มไปหมดเลย" โหวตเตอร์ที่เคยชนหมัด-งัดข้อ-เบ่งกล้าม-ยืนข้าง ๆ ชัชชาติในช่วงก่อนหน้า พร้อมใจกันแสดงตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ราวกับต้องการร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จของผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17
หากถามว่าอะไรทำให้ผู้คนยอมต่อแถวเป็นชั่วโมง เพื่อให้มีโมเมนต์ร่วมกับชัชชาติเพียงไม่กี่วินาที
"มันหมายความว่าเขาชอบคน ๆ นั้นจริง ๆ ถ้าไม่คลั่งไคล้จริง ๆ เราไม่มีทางไปยืนครึ่งชั่วโมงเพื่อถ่ายรูปกับคน ๆ นั้นหรอก ศิลปินมีกี่คนที่เราจะรอคิวแบบนั้น" หนุ่มเมืองจันท์ตอบ
บุคลิกพิเศษที่พัฒนาสู่ "แบรนด์เลิฟ"
ในฐานะนักข่าว-นักเขียน ซึ่งกระทบไหล่ผู้นำการเมืองมาทุกระดับ สรกลเห็นว่าโดยปกตินักการเมืองจะมีทั้งคนชอบและคนชัง ไม่ว่าจะอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร หรือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีคนที่ชอบและคนเกลียด แต่สำหรับชัชชาติเป็นคนเดียวที่กลม ๆ หมายถึงไม่มีใครเกลียด 100% พอลงสมัครในนามอิสระจึงได้คะแนนเสียงจากคนอีกกลุ่มที่อาจไม่ใช่พรรคเพื่อไทย 100% กลุ่มที่เคยเลือกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเทคะแนนให้ชัชชาติ
"ผมรู้สึกว่านี่คือบุคลิกพิเศษของคุณชัชชาติ ถ้ามองพัฒนาการของเขาในเชิงการตลาด ปกติคนรักแบรนด์ ๆ นั้น แต่ชัชชาติกลายเป็น แบรนด์เลิฟ (Brand Love) เป็นแบรนด์ที่พอมีใครว่าเขา จะมีคนมาปกป้องแทนโดยที่คุณไม่ต้องลงไปเอง"
ห้วงเวลาสั้น ๆ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแรงกดดันจากประชาชนบางส่วนในสังคม หลังเลื่อนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จาก 30 พ.ค. ออกไปหนึ่งวัน น่าจะอธิบายความเป็น "แบรนด์เลิฟ" ของชัชชาติได้เป็นอย่างดี
สรกลชี้ว่า สภาพที่เกิดขึ้นกับผู้ว่าฯ 1.3 ล้านเสียง ถูกคนบางส่วนมองย้อนกลับไปในช่วงที่ ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังชนะการเลือกตั้งปี 2544 ด้วยคะแนนมหาชน 11.6 ล้านเสียง แต่มี "คดีซุกหุ้นภาคแรก" เป็นชนักปักหลังอยู่
"กลยุทธ์ที่คุณทักษิณกับทีมงานทำคือทำงานให้หนักที่สุด ทำงานไม่มีเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้เกิดกระแสมวลของประชาชน ซึ่งมันเป็นกระแสที่ใหญ่มาก... พอคุณชัชชาติรู้ว่าชนะปั๊บ เขาเดินเลย ซึ่งเขาอาจไม่ได้คิดเรื่องนี้นะ แต่มันก่อให้เกิดมวลความต้องการว่า เห้ย รับรองเขาสักทีสิ ให้เขามาทำงานจริง ๆ สักที และพอได้รับรองแล้ว เขาก็ยังทำต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าจะบอกว่าเขาทำเพื่อหาคะแนน อาจจะไม่ใช่ ไม่เป็นธรรมกับเขา ทุกวันนี้เขายังตื่นตีห้าอยู่" เขากล่าวพลางกลั้วหัวเราะ
ทักษิณ-ชัชชาติ กับความเปลี่ยนแปลงต่างสไตล์
หากทักษิณ อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย คือผู้พลิกโฉมหน้าการเมืองไทยในทศวรรษ 2540 ผ่านนโยบายประชานิยม และทำให้เกิดคำสำคัญ "ประชาธิปไตยที่กินได้" จากนั้น "พรรคทักษิณ" ก็ไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่หนเดียวในสนามเลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้ง (2544, 2548, 2550, 2554, 2562)
ชัยชนะแบบแผ่นดินถล่ม หรือ "แลนด์สไลด์" ของชัชชาติเมื่อ 22 พ.ค. 2565 ซึ่งเกิดจากแนวทางการทำการเมืองใหม่ อาจยังรอคอยการพิสูจน์ว่านำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในตลาดการเมืองไทย เพราะเขาเพิ่งขึ้นสู่อำนาจได้เพียง 9 วันเท่านั้น
ทว่าสิ่งที่สรกล ผู้เขียนหนังสือ "ทักษิณอัศวินคลื่นลูกที่สาม" เห็นคือ ทักษิณ-ชัชชาติ ต้องการความเปลี่ยนแปลง และต้องการวัดผลอย่างรวดเร็ว แต่เลือกใช้วิธีที่แตกต่างกัน ด้วยเพราะคนแรกเป็นเถ้าแก่ ส่วนคนหลังเป็นอาจารย์และนักบริหารมืออาชีพ
"คนเป็นเถ้าแก่มันมีความเด็ดขาดอยู่ในตัว และเขารู้ว่าการขับเคลื่อนรัฐราชการซึ่งใหญ่มากกับนโยบายใหม่ ๆ ที่เขาวางในเวลาอันรวดเร็ว เขาต้องการใน 6 เดือน ไม่ใช่ 4 ปี (โครงการ) 30 บาทรักษาทุกโรค คือวาง 6 เดือน เขาต้องขับเคลื่อน มีเวิร์กชอปบ่อย ๆ เพราะต้องการให้คนเข้าใจความคิดแล้วก็ขับเคลื่อน และเขา aggressive (แข็งกร้าว) ใครไม่ทำตามย้าย ๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันสร้างความไม่พอใจให้กับข้าราชการกลุ่มหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันมันขับเคลื่อนได้จริง เพราะว่าข้าราชการก็กลัวการโยกย้าย นั่นคือคุณทักษิณ แต่คุณชัชชาติไม่ใช่ลักษณะคุณทักษิณ"
สรกลเปรียบเปรยนักบริหารอาชีพว่ามีลักษณะเหมือนฟองน้ำ ต้องรองรับแรงกดดันจากเถ้าแก่ ขณะเดียวกันก็ปล่อยน้ำระบายให้กับลูกน้อง งานไหนโยนให้ใครทำ ฉะนั้นชัชชาติอยู่ในจุดนี้ อีกทั้งบุคลิกของชัชชาติก็ไม่ใช่คนแข็งกร้าว แต่มีพลังทางบวก จึงขับเคลื่อนในรูปแบบการดึงพลังของคนฝ่ายต่าง ๆ
จากไลฟ์ ตูน บอดี้สแลม ถึงไลฟ์ชัชชาติ
อีกจุดสำคัญที่ทำให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 ของ กทม. แตกต่างจากผู้นำคนที่ 23 ของประเทศไทยคือเทคโนโลยี แม้ทักษิณเป็นผู้ก่อตั้งและอดีตเจ้าของธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของประเทศ แต่เมื่อ 20 ปีก่อน การถ่ายทอดสดโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน "อาจสามารถโมเดล" ในรูปแบบเรียลิตี้โชว์ที่นายกฯ ทักษิณไปกินอยู่หลับนอนกับชาวบ้านใน อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ต้องอาศัยจานดาวเทียมขนาดใหญ่ ต่างจากปัจจุบันที่ใช้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็เกิดพลังขึ้นมาทันที เช่น เมื่อชัชชาติไปสำนักระบายน้ำ ชาวบ้านก็ได้รู้ว่าระหว่างฝนตก น้ำท่วม มีคนคอยดูแลอยู่ หรือเมื่อไปตรวจงานก่อสร้างทาง แล้วชี้ให้เห็นว่าจุดนี้บริษัทก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ไม่เก็บของ ทำให้กีดขวางการจราจร ชาวบ้านก็รู้สาเหตุที่รถติด
สรกลบอกว่า การไลฟ์ทำให้เห็นการทำงาน เห็นตัวตนของชัชชาติ ซึ่งในระยะหลังมานี้ มีคนดูสดราว 20,000-50,000 คน ทำไปทำมาจะคล้ายกับไลฟ์ของ "ตูน บอดี้สแลม" หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องชื่อดัง ในระหว่างออกวิ่งจากใต้สุดขึ้นเหนือสุดแดนสยาม ตามโครงการ "ก้าวคนละก้าว" เพื่อระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ 11 รพ.
"ทุกเช้าคนต้องเปิดดู แล้วคนที่ชอบก็จะรู้สึกว่ามีความสุขจังเลย มีความหวังจังเลย ทั้ง ๆ ที่สมัยตูน เราก็ไม่คิดว่าใครจะดูไลฟ์วะ วิ่งไปเรื่อย ๆ แต่ก็มีคนดู ได้เห็นภาพตูนเจอคน เล่นดนตรี มีแอ็คชันต่าง ๆ ไลฟ์ของชัชชาติ คนกดดูก็ได้ยิ้ม หัวเราะ เห็นการแก้ปัญหา ได้รู้ว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว" นักเขียนอารมณ์ดีระบุ
อย่างไรก็ตามการถ่ายทอดสดกิจกรรมผู้ว่าฯ กทม. ที่เกิดขึ้นทุกงาน-ทั้งวัน ทำให้ชาวเน็ตบางส่วนเริ่มตั้งคำถามเรื่องประชาสัมพันธ์มากเกินไป หรือที่พวกเขาใช้คำว่า "โอเวอร์พีอาร์"
ชัชชาติน้อมรับทุกความเห็น และแจกแจงว่า "พยายามให้เห็นว่าเราทำงานยังไง เพราะประชาชนเป็นเจ้าของภาษี จะได้รู้ จะได้เข้าใจการทำงานมากขึ้น"
เทคโนโลยียังช่วยให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 ทำงานง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเขาดึงระบบ "ทราฟฟี่ฟองดูว์" (Traffy Fondue) ที่พัฒนาโดย สวทช. มาเชื่อมต่อเข้ากับระบบรับแจ้งปัญหาออนไลน์ ก็ทำให้ "ปัญหาเส้นเลือดฝอย" หรือปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว/ใกล้บ้านของประชาชน ได้รับการแก้ไขในเร็ววัน
สไตล์การบริหารของ "พ่อเมือง" ที่ชื่อชัชชาติ ถูกนักเขียนด้านการตลาดและธุรกิจกล่าว อุปมาเป็น "พ่อครัว" ในร้านสุกี้ ซึ่งเป็นที่น่าอิจฉาที่สุดในหมู่คนทำร้านอาหาร
"ร้านสุกี้เพียงแค่เตรียมวัตถุดิบดี ๆ น้ำซุปดี ๆ น้ำจิ้มดี ๆ แล้วไม่ต้องมีพ่อครัว เพราะตัวเราจะเป็นพ่อครัวปรุงเองว่าต้องการให้มันสุก มันดิบ มันเป็นยังไง เราปรุงเอง คุณชัชชาติก็เช่นเดียวกัน ใช้เว็บไซต์ให้คนแจ้งปัญหาไป แล้วพอเข้าไปอยู่ในเว็บไซต์อันนั้นแล้ว ผอ.ทุกคนก็จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ประชาชนแจ้งมา และคุณชัชชาติก็ได้เห็นด้วย ดังนั้นถ้าแจ้งมาแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ ก็เป็น KPI ในการแต่งตั้งโยกย้าย"
หนุ่มเมืองจันท์สรุปว่า หากปัญหาที่หลั่งไหลเข้ามา ได้รับการแก้ไขเรื่อย ๆ ในเชิงการเมืองคือคะแนนล้วน ๆ โดยที่ชัชชาติแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
"ซอฟต์เพาเวอร์ในการบ่อนทำลาย พล.อ. ประยุทธ์"
การเดินหน้า "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" ของผู้นำท้องถิ่น ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของผู้นำรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
สรกลเห็นว่า "ชัชชาติคือซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power - อำนาจอ่อน) ที่แท้จริง คือซอฟต์เพาเวอร์ในการบ่อนทำลาย พล.อ. ประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม)" อย่างที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจหรือจะตั้งใจไม่รู้ แต่การบ่อนทำลายไม่ได้หมายความว่าโจมตี แต่คือการทำงานที่มีความแตกต่าง
"ถ้า พล.อ. ประยุทธ์คือมุมแดง ชัชชาติคือมุมน้ำเงิน ทุกสิ่งที่เป็นบุคลิกของนายกฯ ไม่มีในตัวผู้ว่าฯ กทม."
"คุณประยุทธ์ที่เจ้าอารมณ์ ที่ใช้การสั่งการ ที่มาบอกอยู่เสมอว่าปัญหานี้แก้ไขไม่ได้เพราะอะไร เขาจะอธิบายเรื่องนี้ได้เก่งมาก แต่คุณชัชชาติไม่มีบุคลิกเหล่านี้ บุคลิกเขาคือการรวมพลัง ไม่โมโห อารมณ์ดี คุยกับคนได้รู้เรื่อง ไม่ใช่สั่งการ แต่ลงไปดูหน้างาน"
เมื่อมีผู้นำ 2 คน คนหนึ่งบริหารประเทศอยู่มายาวนานเกือบ 8 ปี อีกคนเพิ่งเข้ารับหน้าที่บริหารเมืองหลวง ทำให้ผู้คนอดเปรียบเทียบถึงบุคลิกภาพของ 2 คนนี้ไม่ได้
"คุณประยุทธ์มาจากระบบราชการ ดังนั้นเขาจะยึดระบบเป็นหลักใหญ่ ถ้าทำตาม 1, 2, 3, 4, 5 ตามระบบเรียบร้อย แปลว่าสำเร็จเรียบร้อย ซึ่งไม่ใช่ ไม่จำเป็นต้อง 1, 2, 3, 4, 5 ถ้า 1, A, B แต่งานสำเร็จก็จบ เขาวัดกันที่ผลสุดท้ายของงานมากกว่า นี่คือวิธีการทำงานที่ผมว่าคุณชัชชาติเอาภาคเอกชนมาใช้... ฉะนั้นอันนี้คือซอฟต์เพาเวอร์อย่างชัดเจนมาก ไม่ต้องทำลายอะไรเลย นุ่ม ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วคนก็เปรียบเทียบ"
"ถ้าชัชชาติทำดีและเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ คนจะนึกถึงเวลาที่มีค่าที่ พล.อ. ประยุทธ์เนี่ย 8 ปีที่ผ่านมา แล้วคนจะรู้สึกว่าเอ้ย อย่าลืมนะคุณชัชชาติเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ถ้าเลือกท่าน ณ วันนั้น แล้วพรรคการเมืองใหญ่สุดได้จัดตั้งรัฐบาล อีกฝั่งหนึ่งไม่มี ส.ว. 250 (คน) หนุนหลังอยู่ ทำให้ทุกพรรคต้องไปรวมกับเขาเนี่ย หมายความว่า 3 ปีที่ผ่านไป ถ้าเรามีนายกฯ ชื่อชัชชาติมันจะเป็นไง ถ้าคนเริ่มฉุกคิดเรื่องนี้เมื่อไร สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง"
นี่คือ "พลังนุ่มที่รุนแรงที่สุด" และทำลายผู้นำที่มาจากการรัฐประหารปี 2557 ได้มากที่สุดจากมุมมองของสรกล
ถ้าใช้สมมติฐานข้างต้น นั่นเท่ากับว่าชัชชาติเป็น "หมากตัวที่ฉลาด" ของทักษิณ?
"แล้วทำไมไม่คิดว่าคุณชัชชาติจะตั้งพรรคเองบ้าง ถ้าเขาได้ถึงขนาดนั้น" เขาแย้งทันควัน ก่อนขยายความว่า อย่าลืมว่าไลฟ์ที่เห็น ไม่ได้เห็นเฉพาะแค่ กทม. กระแสอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั้งหลายอาจมาจากตรงนี้ก็ได้นะ เพราะคนเห็นว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งเป็นอย่างไร นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไร
"กทม. เป็นจังหวัด ๆ หนึ่ง แต่มันเสียงดังมาก มันเสียงดังจริง ๆ และเวลาเสียงดัง มันก่อให้เกิดคลื่นได้เลย ดังนั้นกระแสนิยมของชัชชาติจะไม่เหมือน 10-20 ปีก่อนที่ไม่มีโซเชียลมีเดีย พอมีโซเชียลมีเดีย มีการไลฟ์ มันคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นความสำเร็จตรงโน้น สำเร็จตรงนี้ สำเร็จไปเรื่อย ๆ นอกจากกระแสอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ แล้ว ถ้าวันหนึ่งถ้าคุณชัชชาติตั้งพรรคก็ไม่แน่นะครับ หาก้อนหินใส่ชัชชาติแล้ว" เขาพูดทีเล่นทีจริงพลางระเบิดหัวเราะ
ชัชชาติฟีเวอร์
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดและอันตรายที่สุดสำหรับชายผู้ยืนอยู่บน "จุดแห่งความหวัง" ของผู้คน หนีไม่พ้น ความคาดหวัง โดยที่คนแต่ละคน แต่ละรุ่น ก็มีความคาดหวังไม่เหมือนกัน
"คนคาดหวังกับเขาสูงมาก 1.3 ล้านคะแนนเนี่ย ความหวังล้วน ๆ นะครับ" สรกลกล่าว
ทว่าความโชคดีประการหนึ่งของชัชชาติจากมุมมองของสรกลคือ การเข้ารับไม้ต่อจาก พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ทำให้ "สร้างผลงานง่ายขึ้น" และยังมีตัวเทียบเคียงที่คนกำลังเบื่ออย่าง พล.อ. ประยุทธ์ ทำให้ "ดูสดใสขึ้น"
"คุณประยุทธ์เนี่ยเหมือนก้อนหินสีดำบนฐานสีเทา ๆ แต่คุณชัชชาติแค่มาทาสีขาวบนพื้นสีเทาเท่านั้นเอง สีดำมันเลยเด่น" เขากล่าว
แล้วการสิ้นสุดของ "ชัชชาติฟีเวอร์" จะเกิดขึ้นเมื่อไร
คำตอบของคอลัมนิสต์อาวุโสที่ความคิดยังเป็นหนุ่มอยู่เสมอ คือ เมื่อชัชชาติทำได้ไม่ตามความคาดหวังของคน หรือเมื่อคนรู้สึกเคยชิน เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังทำงาน
"ถ้าชัชชาติไม่มีจรวดลูกที่ 2, 3, 4 ในการทำ เช่น น้ำท่วม ถ้าฝนตกมาอีกรอบ ต่อให้คุณชัชชาติเดินลุย ตอนแรกก็คนรู้สึกว่าเออ ผู้ว่าฯ ไปสัมผัสปัญหา แต่ถ้าเดินลุยไปสัก 3-4 เดือนแล้วน้ำไม่ลดเลย ปีหน้าก็น้ำยังท่วมเหมือนเดิม ไอ้นี่ก็จะทำลายคุณชัชชาติ กับอันที่สองก็คืออย่าเด่นเกิน ความหมั่นไส้เป็นคำที่อธิบายไม่ได้" เขากล่าวทิ้งท้าย