คดีห้าม นร. คลุมฮิญาบ : "นอกจากทำร้ายจิตใจ มันยังตัดโอกาสทางการศึกษา"

ที่มาของภาพ, AFP
"อาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนแปลง เริ่มต้นตรงนี้ แต่อนาคตผมเชื่อว่ามันดีแน่นอน" อรุณ เหมมินทร์ บอกกับบีบีซีไทย
ชาวปัตตานีผู้นี้เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ปกครอง 20 คน ที่ยื่นฟ้องศาลปกครองเมื่อปี 2561 หลังโรงเรียนอนุบาลปัตตานีออกคำสั่งห้ามไม่ให้นักเรียนหญิงสวมฮิญาบ หรือผ้าคลุมศีรษะของชาวมุสลิม ไปโรงเรียน และจะหักคะแนนเด็กที่ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว
ต้องใช้เวลากว่า 4 ปี กว่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง "จุดเล็ก ๆ" ที่ว่า โดยเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ศาลปกครองพิพากษาให้นายอรุณและพวก ชนะคดีที่ฟ้องกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนอนุบาลปัตตานี
แม้ว่าตอนนี้ลูกสาวของอรุณจะจบการศึกษาจากโรงเรียนนี้ไปแล้ว แต่เขาบอกว่าดีใจแทนเด็กอีกหลายคน เพราะ "เด็กมุสลิมที่โดนจำกัดด้วยการห้ามคลุมฮิญาบเป็นปัญหามายาวนาน"
"ต้องขอบคุณศาลที่เข้าใจบริบท และเห็นว่าการคลุมฮิญาบมันมีความจำเป็น" อรุณกล่าว

ที่มาของภาพ, อรุณ เหมมินทร์
ข้อพิพาทยาวนานนี้เกิดขึ้นจากการที่โรงเรียนตั้งอยู่บนที่ธรณีสงฆ์ของวัดนพวงศาราม
ผู้ปกครองอย่างอรุณอ้างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ที่ระบุว่า นักเรียนหญิงซึ่งนับถือศาสนาอิสลามในสถานศึกษาอื่นนอกจากสถานศึกษาเอกชนหรือสอนศาสนาอิสลาม สามารถสวมผ้าคลุมศีรษะได้ ขณะที่คำสั่งห้ามคลุมฮิญาบที่โรงเรียนอนุบาลปัตตานีกำหนดนั้น เป็นการอ้างอิงระเบียบกระทรวงศึกษาในเรื่องเดียวกัน ฉบับปี พ.ศ. 2561 ที่บอกว่า ให้เครื่องแบบนักเรียนของสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่วัดหรือธรณีสงฆ์เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสถานศึกษากับวัด

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ตื้นตันใจ
อรุณเล่าว่า ลูกสาวถึงกับร้องไห้เพราะภูมิใจและตื้นตันใจกับคำพิพากษานี้ เพราะย้อนไปเมื่อลูกสาวยังอยู่ ป.5 เธอเป็นคนริเริ่มความคิดว่าจะคลุมฮิญาบไปโรงเรียนเอง
การสวมฮิญาบเป็นสิ่งที่ผู้หญิงมุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติหลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ หรือเมื่อมีประจำเดือน
"ตอนนั้นโรงเรียนไม่มีใครคลุม [ฮิญาบ]... [ลูกบอกว่า] ถึงแม้ว่าเขาเป็นคนเดียวที่คลุมในโรงเรียน เขาบอกว่าเขาก็ต้องคลุม เราเคยปลูกฝังว่ามุสลิมที่ดีต้องเป็นยังไง อะไรบ้างที่ศาสนาบังคับ อะไรที่ทำได้ทำไม่ได้ ทีนี้เขาก็จำ"
อรุณบอกว่า ในเมื่อลูกมีความตั้งใจและเป็นสิ่งที่คิดถูกแล้ว เขาเลยเริ่มหาช่องทางพูดคุยกับโรงเรียน
เขาเล่าว่าในช่วงแรก ปฏิกริยาและท่าทีต่อเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงอยู่หลายครั้ง จากที่ผู้บริหารโรงเรียนตอบตกลงด้วยความยินดี มีการประท้วงหยุดสอนโดยครู ไปจนถึงการบรรลุข้อตกลงประนีประนอมให้เด็กนักเรียนหญิงที่มีประจำเดือนแล้วสามารถคลุมฮิญาบมาเรียนได้
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่โรงเรียนออกหนังสือแจ้งว่าถ้าเด็กคนไหนยังคลุมฮิญาบมาเรียน จะถูกตัดคะแนนและให้ออกจากโรงเรียน นี่ทำให้อรุณตัดสินใจไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสงขลา และเมื่อเดือน ต.ค. ปี 2561 ศาลก็มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามลงโทษเด็กนักเรียนกลุ่มนี้
เมื่อถามว่าอะไรคือแรงจูงใจให้ต่อสู้คดีมาอย่างยาวนาน อรุณบอกว่า "เราเป็นมุสลิม แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ประเพณี เรื่องนี้เป็นข้อบังคับของมุสลิมทุกคน"
ชาวปัตตานีรายนี้บอกว่า อีกเหตุผลสำคัญคือในปัตตานี มีคนรวยไม่ถึง 5% "ที่สามารถส่งลูกไปโรงเรียนดี ๆ ทัดเทียมเพื่อนได้" และโรงเรียนอนุบาลปัตตานีก็เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ดีไม่กี่โรงเรียนในจังหวัดที่พ่อแม่ส่งลูกเรียนไหว การมีข้อบังคับเรื่องฮิญาบจึงเป็นการจำกัดสิทธิเด็กจำนวนหนึ่งให้ขาดการศึกษา
อรุณอธิบายว่าโรงเรียนลักษณะนี้ที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้เด็กต่างศาสนาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้
"ถ้าเราไม่เรียกร้องแบบนี้แล้ว เราจะให้เด็กไปเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาของมุสลิม มันทำให้เด็กหายไปจากความเป็นเพื่อน [กับคนต่างศาสนา] ซึ่งมันเป็นอันตรายในการใช้ชีวิตของเด็ก"

ที่มาของภาพ, .
กลุ่มคนบางกลุ่ม

ที่มาของภาพ, AFP
อรุณย้ำว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทางผู้บริหารโรงเรียนมีท่าทีเปิดกว้างให้เด็กสามารถใส่ฮิญาบได้ แต่เป็น "กลุ่มคนบางกลุ่ม" ที่สร้างแรงกดดันจนเรื่องบานปลายมาจนถึงทุกวันนี้
"ในเมื่อคุณต้องการสันติภาพ ในเมื่อคุณต้องการความปรองดอง ในเมื่อคุณต้องการความเป็นพหุวัฒนธรรม แล้วทำไมคุณถึงผลักพวกเราให้ไปอยู่ในส่วนของพวกเรา ให้เราไปอยุ่ในศาสนาเราอย่างเดียว ให้เราไปเรียนโรงเรียนสอนศาสนาอย่างเดียว ไม่ให้เราไปเจอพวกคุณ แล้วแบบนี้เราจะเข้าใจพวกคุณได้ไง แล้วแบบนี้พวกคุณจะเข้าใจเราได้ไง" อรุณกล่าว
อรุณบอกว่า เขาได้พบเห็นมาหลายกรณีที่ผู้ปกครองเอาลูกที่เริ่มมีประจำเดือนออกจากโรงเรียนเพราะโรงเรียนไม่อนุญาตให้เด็กผู้หญิงสวมผ้าคลุมหัวไปโรงเรียน
"คุณไม่รู้ เด็กคนนั้นอาจจะเป็นด็อกเตอร์ เป็นคนที่สามารถทำคุณประโยชน์ให้กับอนาคตของชาติก็ได้ อาจจะช่วยประเทศในหลายเรื่องก็ได้ แต่วันนี้เรากำลังตัดโอกาสของเขา เพียงเพราะเราไม่เข้าใจเรื่องของการอยู่ร่วมกัน"
รักษาพื้นที่ชาวพุทธ
ย้อนไปเมื่อปี 2561 นายรักชาติ สุวรรณ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ กล่าวกับบีบีซีไทยถึงเรื่องระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน ฉบับปี 2561 ว่า เท่าที่คุยกับชาวพุทธในพื้นที่ก็อยากให้บรรยากาศในโรงเรียนเป็นแบบเดิม ไม่มีการสวมฮิญาบ เพื่อให้อยู่บนพื้นฐานเดียวกันเหมือนคนปกติ ไม่มีการแบ่งแยก และในอดีตก็เป็นมาอย่างนี้
ปรากฏการณ์ต่อต้านการสวมฮิญาบในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ธรณีสงฆ์ ถูกนายรักชาติอธิบายว่าเป็นไปเพื่อ "รักษาพื้นที่เล็ก ๆ" ของชาวพุทธให้คงอยู่ เพราะปัจจุบันส่วนราชการเกือบทั้งหมดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล้วนเต็มไปด้วยอัตลักษณ์ของชาวมุสลิม พื้นที่โรงเรียนวัดจึงเป็นสิ่งที่พวกเขาหวงแหน
อย่างไรก็ดี ในตอนนั้น ชาวพุทธอย่าง น.ส.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการอิสระด้านการจัดการความขัดแย้ง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามของชาวพุทธน่าจะเป็นการเคารพในความแตกต่างหลากหลายและการปฏิบัติของชนต่างศาสนา
"ดิฉันยังไม่เข้าใจว่าทำไมชาวพุทธบางส่วนจึงมองว่าการปฏิบัติตามหลักศาสนาของมุสลิมจะเป็นการลิดรอนสิทธิของตน ศาสนาพุทธที่เราเข้าใจซึ่งสอนถึงความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นไม่พึงเป็นเช่นนี้ ปรากฏการณ์นี้อาจแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยไม่มีทักษะที่ดีพอในการอยู่ร่วมกันแบบสังคมพหุวัฒนธรรม การแก้ไขระเบียบในครั้งนี้อาจถูกมองว่าเป็นการประกาศความเป็นใหญ่ของชาวพุทธซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และคนส่วนน้อยก็จำต้องยอมรับคำสั่งนั้น"

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ในตอนนั้น นางอังคณา นีละไพจิตร ซึ่งยังเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่าเธอทั้ง "เสียใจ" และ "กังวลใจ" ต่อระเบียบของ ศธ.
"ระเบียบนี้ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนเลย เพราะเสรีภาพในการปฏิบัติตามความเชื่อตามศาสนาต้องได้รับความคุ้มครอง ถ้าเสรีภาพนั้นไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยต่อชาติบ้านเมือง ซึ่งการคลุมฮิญาบไม่ได้ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย"








