การศึกษา : มีลูกน้อย แต่จ่ายเงินมากให้อนาคตลูก แผนการของ 4 คุณแม่

วาดหวังหนังสือ

ที่มาของภาพ, วาดหวังหนังสือ

    • Author, วีรวัฒน์ อัจจุตมานัส
    • Role, นักเขียนอิสระ

ปี 2564 คือ ปีแรกที่อัตราการเกิดของประชากรไทยน้อยกว่าอัตราการตาย โดยจำนวนคนตายคือ 5.6 แสนคน เทียบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ 5.44 แสนคน เมื่อย้อนไปปี 2514 ประเทศไทยมีเด็กเกิดราว 1.2 ล้านคน แล้วมาต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อปี ตั้งแต่ปี 2527 เรื่อยมาจนถึงต่ำกว่า 600,000 คนในปี 2563

เมื่อขนาดครอบครัวเล็กลง พ่อแม่จำนวนมากจึงเพิ่มการใช้จ่ายเพื่ออนาคตของสมาชิกตัวน้อยมากกว่าเมื่อครั้งที่บุพการีของพวกเขาลงทุนให้ในอดีต

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อเดือน ม.ค. 2561 ประเมินว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของเด็ก 1 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับปริญญาตรีที่ศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐบาล อยู่ที่ราว 1.6 ล้านบาท และหากเป็นโรงเรียนเอกชน อยู่ที่ราว 4 ล้านบาท และโรงเรียนนานาชาติจะสูงถึง 20.1 ล้านบาท

ผ่านไป 4 ปี บีบีซีไทย สำรวจสถานการณ์ล่าสุด หาคำตอบผ่าน 4 คุณแม่ กับทางที่เลือกเพื่ออนาคตของลูก และค่าใช้จ่ายที่พวกเขาเต็มใจควักและการเสียสละอนาคตการงานเพื่อลูก

ปลา

ที่มาของภาพ, ปิยพร สุดเอื้อม

คำบรรยายภาพ, ปิยพร สุดเอื้อม ใช้เงินกว่า 50% ของรายได้ส่งลูกเรียนโรงเรียนประถมเอกชน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการปูทางอนาคตของลูกได้ดีกว่าโรงเรียนรัฐบาล

เกือบครึ่งของรายได้ ทุ่มไปเพื่ออนาคตของลูก

รายได้ของ ปลา ปิยพร สุดเอื้อม อยู่ที่ราวหมื่นต้น ๆ เมื่อรวมกับสามีทั้งครอบครัวมีรายได้ราวสามหมื่นกว่าบาท แต่เธอก็ยืนยันที่จะให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่ต้องเสียค่าเทอมราว ๆ 10,000 บาท ต่อเทอม เมื่อรวมกับค่าฝากเลี้ยงไว้กับญาติราว 5,000 บาท นั่นหมายความเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ถูกใช้ไปเพื่อการเลี้ยงดูลูก

"เพราะเราเคยเรียนโรงเรียนรัฐบาล ก็เลยคิดว่าอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนเอกชนดีกว่า เราวัดจากประสบการณ์ของตัวเองและสามี เรารู้ว่าจุดด้อยของโรงเรียนรัฐบาลคืออะไร สังคมของโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่รอบตัวเป็นยังไง เราคิดว่าถ้าลูกไปเรียนเอกชนได้ และมีกำลังมากพอที่จะส่งได้ ก็อยากจะส่ง ก็คิดว่ามันอาจจะช่วยต่อยอดอนาคตเขาได้ดีกว่า"

ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายให้เด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียนศึกษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3 ) เป็นเวลา 12 ปี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือคุณภาพของโรงเรียนไม่ได้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ทำให้ผู้ปกครองมองหาทางเลือกอื่น ๆ เพื่อการศึกษาที่ดีของลูก

"เราคิดว่าบางพื้นที่ บางโรงเรียนก็ให้การศึกษาได้เต็ม ซึ่งถ้าอยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้ มันจะดีมาก จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของเราได้"

ปลาวางแผนที่จะให้ลูกเข้าเรียน ป.1 แบบ English Program ซึ่งค่าเล่าเรียนมีราคาสูงขึ้นอีกเท่าตัว โชคดีที่แม่ของเธอช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องนี้บางส่วน ซึ่งเธอเชื่อว่าการเรียนแค่พื้นฐานอาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคตของลูก

"ทุกวันนี้ก็เหมือนความคิดมันต่างกันแล้ว ลูกเกิดมาในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ก็เหมือนนับหนึ่งใหม่ไปพร้อมกับลูกเหมือนกัน อย่างการบ้านอนุบาลของเอกชนบางข้อเราก็ยังไม่รู้เรื่องเลย บางข้อต้องค้นกูเกิล เราก็ไม่รู้ว่าเขาสอนยังไง ตอนที่เขาไปเรียน เราก็เหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่กับลูกเลย"

กอบัว ยิ่งบุญญา

ที่มาของภาพ, กอบัว ยิ่งบุญญา

คำบรรยายภาพ, กอบัว ยิ่งบุญญา ปิดกิจการโรงเรียนสอนพิเศษของตัวเองเพื่อมาเป็นคุณแม่เต็มเวลา

ชีวิตเปลี่ยนเพื่อลูก

"บัว" กอบัว ยิ่งบุญญา คุณแม่ของลูกชายวัย 6 ปี เล่าว่า คิดนานมากกว่าจะมีลูก เพราะ "มีลูกคนหนึ่งมันต้องดูแลรับผิดชอบไปตลอดชีวิต รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น"

บัวออกจากงานเพื่อมาดูแลลูกเต็มเวลา เพราะ "คิดว่าคงไม่มีใครเลี้ยงเขาดีเท่ากับเรา"

เธอเคยมีกิจการโรงเรียนสอนพิเศษ แต่เมื่อรู้ตัวเองตั้งครรภ์ ก็เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด ย้ายจากคอนโดมิเนียมใจกลางกรุงเทพฯ มาอยู่ที่ย่านชานเมืองเพื่อให้ใกล้กับโรงเรียนที่วางแผนให้ลูกเข้าเรียนหลังเกิดมา

"บัวเริ่มหาที่เรียนตั้งแต่ตอนท้องแก่ ดูหลักสูตรว่าเขาสอนอะไรบ้าง ภาษาอังกฤษ สอนให้กี่คาบต่อสัปดาห์ มีภาษาจีนเพิ่มให้ด้วยกี่คาบ มีดนตรี มีว่ายน้ำกี่คาบต่อสัปดาห์ จนกระทั่งได้โรงเรียนอนุบาลที่สอนแบบบูรณาการที่คิดว่าตอบโจทย์เราที่สุด"

ค่าเทอมโรงเรียนแห่งนี้อยู่ในระดับแตะหลักแสนบาท แต่เธอคิดว่าคุ้มค่า

"เด็กเล็กเขาต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกเป็นครั้งแรก ไปอยู่กับเพื่อน ๆ และคุณครู การที่เราไปเรียนเอกชน เชื่อว่าเขาจะสามารถดูแลลูกเราได้อย่างดีเพราะปริมาณเด็กน้อยกว่าโรงเรียนรัฐบาล ครูอาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง"

เตรียมตัวก่อนเข้า ป.1

บัวกำลังเตรียมความพร้อมให้ลูกชายวัย 6 ขวบก่อนจะเข้าเรียนชั้น ป.1 ทั้งการเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนที่โรงเรียน เมื่อกลับมาบ้าน ก็ให้เรียนภาษาอังกฤษอีกครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นให้ออกไปวิ่งเล่นบ้าง แล้วกลับมาทบทวนบทเรียนและทำข้อสอบเข้า ป. 1 ล่วงหน้า รวมทั้งเรียนว่ายน้ำ 3 วันต่อสัปดาห์

"ทั้งหมดเพราะอยากฝึกเขาว่ากลับมาบ้านมาแล้ว ไม่ใช่เวลาอิสระเสียทีเดียว เขายังมีเรื่องต้องรับผิดชอบ ถามว่าหนักไปสำหรับเด็กไหม คิดว่าไม่นะคะ เพราะอย่างเด็กวัย 6 ขวบ ถึงอยู่บ้านเขาก็ต้องหาอะไรทำตลอดเวลา ดังนั้นการที่เอาลูกไปเรียนพิเศษก็คือการไปใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าอย่างการเรียนคณิตศาสตร์เขาจะมีเทคนิควิธีการที่จะช่วยส่งเสริมเด็ก เพียงแตว่าไม่ใช่ให้ลูกเรียนอะไรไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด ตั้งแต่เช้ายันค่ำอันนั้นคือเกินไป"

12 ปี 1.5 ล้านบาท

บัว วางแผนให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนเอกชนอีกแห่ง เพราะมองว่าโรงเรียนของรัฐ "ยังไม่ตอบโจทย์" เธอคำนวณค่าเล่าเรียนเอาไว้ที่ 1 แสนบาทต่อปี คิดเป็น 20 % ของรายได้ของครอบครัว และคาดว่าหากลูกอยู่จนจบ ม.6 ค่าเล่าเรียนเฉพาะของโรงเรียนนี้จะอยู่ที่ราว 1.5 ล้านบาท ไม่รวมค่าเรียนพิเศษ

"อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญเป็นอันดับสอง คือ เราอยากจะให้ลูกได้เพื่อนที่มีพ่อแม่ดูแลมาอย่างดี เพราะเด็กวัยนี้จะเลียนแบบพฤติกรรมซึ่งกันและกัน อาจจะทำพฤติกรรมก้าวร้าวใส่เรา มันเหมือนไม่น่าเป็นปัญหา นั่นแหละที่เราถึงเลือกที่จะจ่ายแพง"

บัวบอกว่าเธอไม่คิดจะมีลูกคนที่สอง เพราะ "มันเป็นเรื่องใหญ่มากที่จะมีลูกสักคน" อีกทั้งค่าใช้จ่ายจะเพิ่มอีกเท่าหนึ่ง และจะไม่สามารถใส่ใจลูกได้เหมือนเดิม

"บัวก็คิดว่าทุกช่วงวัยของเขาสำคัญที่และไม่อยากพลาด การที่เราเลี้ยงเขามาแบบไม่มีคุณภาพ เขาก็จะกลายเป็นภัยสังคม ซึ่งมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในบ้าน บัวไม่เน้นปริมาณ"

"นิว"

ที่มาของภาพ, "นิว"

คำบรรยายภาพ, "นิว" วางแผนให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนสาธิตเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยให้ลูกเริ่มเรียนติวเพื่อสอบตั้งแต่อายุ 4 ปี

โรงเรียนสาธิต เป้าหมายของคุณแม่หลายยุค

"นิว" พนักงานบริษัท เป็นคุณแม่ของลูกชายวัย 4 ขวบที่เธอวางแผนให้สอบเข้าโรงเรียนสาธิตชื่อดังในกรุงเทพฯ เพื่อลดค่าใช้จ่าย หลังจากที่ยอมจ่ายค่าเล่าเรียนราคาสูงในชั้นอนุบาล เทอมละ 98,000 บาท

"ช่วงอนุบาลอยากให้เขารู้สึกว่าอยู่ใกล้ ๆ บ้านนี่เอง จะได้ไม่รู้สึกว่าเดินทางเหนื่อยเพราะเขาโรงเรียนตั้งแต่อายุน้อยมากคือสองขวบนิดๆ เลยเลือกโรงเรียนที่อยู่ใกล้ ๆ และยอมจ่ายค่าเทอมที่แพงหน่อย"

อัตราค่าเทอมของโรงเรียนนี้ขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 5% นับตั้งแต่วันที่เริ่มจองตลอดจบปีการศึกษา ทำให้พ่อแม่บางส่วนเลือกที่จะจองที่เรียนตั้งแต่ช่วงท้องแก่เพื่อ 'ล็อก' ค่าเทอมให้ราคาไม่สูงจนเกินไป

"ตั้งแต่รู้ว่าตั้งท้องก็เริ่มทำตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเรื่องเรียนให้กับลูกทั้งเอกชนที่เราตั้งใจให้เรียนแบบ English Program และโรงเรียนสาธิต ซึ่งใช้เงินน้อยกว่า แต่ก็สอบเข้ายากมาก"

นิว บอกว่า อัตราการสอบเข้าโรงเรียนสาธิตฝ่ายประถมเมื่อปี 2561 อยู่ที่ราวๆ 1 ต่อ 20 ถึง 1 ต่อ 30 แต่พ่อแม่ยุคใหม่ก็อยากให้ลูกลองสอบเข้าแข่งขันเพื่อแลกกับคุณภาพการศึกษาที่เน้นให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์และปูทางไปได้ไกลถึงระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่อายุน้อย ๆ โดยนิวให้ลูกเรียนพิเศษตอนเย็นที่โรงเรียน และเรียนกิจกรรมสันทนาการอื่น ๆ รวมทั้งกำลังจะเรียนติวเพื่อเข้าโรงเรียนสาธิตโดยเฉพาะ 40 ครั้ง ในราคา 50,000 บาท ซึ่งถ้าคิดว่าเป็นการลงทุนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวก็ถือว่าคุ้มค่า

"ตารางเรียนถ้าเทียบกับของแม่ตอนเด็ก ๆ ก็ถือว่าหนักมาก แต่สำหรับเด็กเจเนอเรชั่นนี้ไม่มากไปหรอก เพราะยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขัน ถ้ามีกำลังและโอกาส หรือส่งเสริมลูกเราก็อยากจะทำ บางทีเขาเรียนถึงสี่โมง บางทีออกมาฟ้ามืดแล้ว ซึ่งพอกลับบ้านก็จะปล่อยให้เขาเล่นเต็มที่"

นิวถือว่าตัวเองโชคดีที่อยู่ในครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่และญาติพี่น้องช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายนอกโรงเรียนและพัฒนาการอื่น ๆ ของลูก ที่ตกเดือนละ 2 หมื่นบาท เพิ่มจากค่าเทอมหลักที่โรงเรียนอนุบาล

"เขาเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่อายุ 6 เดือน พอครบ 1 ขวบก็ให้ไปเรียนเพลย์กรุ๊ปเป็นกิจกรรมภาษาอังกฤษให้เขาได้ไปเล่นกับเด็กวัยเดียวกันเพราะอยากให้เขาซึมซับภาษาอังกฤษ เข้าสังคม เพราะที่บ้านมีผู้ใหญ่เยอะเกินไป ทุกอย่างที่เขาทำก็เหมือนผู้ใหญ่ไปหมด อยากให้เขารู้ว่าการเล่นกับเด็กเป็นยังไง"

ลูกของนิวคือเด็กในเจเนอเรชั่น Alpha (เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2558-2568) ซึ่งเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี และอยู่ในโลกที่คนเป็นพ่อเป็นแม่เองก็ไม่เคยรู้จัก ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมรอบด้านเพื่อให้่ลูกมีทักษะที่ไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคตซึ่งอาจจะยังไม่มีในปัจจุบัน

"จริงๆ ก็กังวลเรื่องที่โลกเปลี่ยนเร็ว เป็นห่วงว่าเขาจะเจอในสิ่งที่รักและไปเลี้ยงชีวิตเขาได้หรือเปล่า เราอยากให้เจอสิ่งที่เขาชอบและมีความสุขกับสิ่งที่เขาเป็น ไม่ได้คิดว่าจะให้เขาเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะคิดว่าในอนาคตจะมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมาก"

20 ล้านบาทสำหรับโรงเรียนนานาชาติ

"ปู" คุณแม่วัย 43 ปี ที่ทำงานด้านการเงิน และสามีมีธุรกิจส่วนตัว กันเงินไว้ 20 ล้านบาท ให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่อนุบาล ไปจนถึงจนจบปริญญาตรี ปัจจุบัน ค่าเทอมของโรงเรียนนี้ อยู่ที่ 7-8 แสนบาทต่อปี และขึ้น 10 % ทุกปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวราว ๆ 20-30%

"เรามีโอกาสเรียนหนังสือที่ต่างจังหวัด เรียนในกรุงเทพ และได้ไปเรียนที่ต่างประเทศ ซึ่งทำให้รู้ว่าวิธีการเรียนจริง ๆ มันเป็นแบบไหน ส่วนสามีเขาได้เรียนต่างประเทศตั้งแต่ไฮสคูล ก่อนที่จะไปเรียนมหาวิทยาลัย พอมาถึงรุ่นเรา ด้วยความเป็นมนุษย์แม่ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับกับลูก"

ปูเริ่มต้นจากส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติเล็ก ๆ ค่าเทอมหลักหมื่น พอโตขึ้นก็ตั้งใจให้ไปเรียนในโรงเรียนที่สอนหลักสูตร IB หรือ International Baccalaureate หลักสูตรที่ประยุกต์และบูรณาการจากระบบการศึกษาทั่วโลก ใช้แพร่หลายใน 159 ประเทศ ซึ่งในเมืองไทยก็มีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง จนเจอโรงเรียนที่คิดว่าลงตัว

"ปูจะมีความคิดต่างจากคนอื่นคือไม่ได้หาโรงเรียนให้ลูกคนเดียว แต่หาให้แม่ของเราด้วย ว่าจะเข้ากับสังคมตรงนั้นได้ไหมเพราะเขาเป็นคนต่างจังหวัดและต้องไปรับลูกของเราที่โรงเรียนทุกวัน ซึ่งที่นี่มีความหลากหลายและไม่ได้หรูหราจนสัมผัสไม่ได้"

อีกใจหนึ่ง ปูอยากให้ลูกได้ไปเรียนในโรงเรียนในต่างประเทศจริง "ไปอยู่ในสังคมจริง ๆ" ไปอยู่ในโรงเรียนที่มีเด็กหลากหลายฐานะในต่างประเทศ เพราะว่า "สังคมโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทยอาจจะดีเกินไป แวดล้อมด้วยเด็กที่มีฐานะ" แต่หากไม่ได้โอกาสนั้น เธอก็คิดจะให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยในไทยที่มีหลักสูตรนานาชาติ

"ที่สำคัญตอนนี้จะสอนเขาเสมอว่าเขามีโอกาสดีกว่าคนอื่น และต้องรู้จักเคารพความหลากหลาย"