เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : เช็กความแข็งแกร่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้อาสาสร้างเมืองให้แข็งแรง

    • Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงศ์

นอกจากนโยบายทำกรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน สิ่งที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในนามอิสระ ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ "เพื่อไทยนี่หว่า มาโกหกอะไร" และ "อิสระจริงหรือเปล่า"

ชายผู้มีชื่อเล่นว่า ทริป (Trip) ออกจากจุดปล่อยตัวคนแรก ๆ เมื่อ 30 พ.ย. 2562 ประกาศความพร้อมชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่คิดว่าต้องเดินทางยาวไกลขนาดนี้กว่าจะถึงคูหาเลือกตั้ง

ครั้งแรก เขาคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งราวเดือน มี.ค.-เม.ย. 2563 แต่เขาคิดผิด แต่ถึงกระนั้นเวลาที่ยืดออกไปหาได้เสียเปล่า เพราะชัชชาติมีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในระหว่างทาง และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ กทม. โดยเฉพาะในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่สาม (เม.ย. 2564) ซึ่งเขาพบว่าพลังของชุมชนช่วยให้คลองเตยรอดพ้นจากวิกฤตโรคระบาดไปได้

"ที่ผ่านมา รัฐมองประชาชนเป็นหนี้สิน เป็นภาระที่ต้องดูแล ผมว่าเราต้องมองมุมกลับว่าหากทำให้ชุมชนและประชาชนเข้มแข็ง เขาจะเป็นทุนที่มีค่าของเมือง เพราะภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเองได้" ชัชชาติกล่าวกับบีบีซีไทย

ร่างกาย-เส้นเลือด-หัวใจ

ในทุกเช้าวันเสาร์ ชายกล้ามโตเจ้าของสมญา "บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" มักอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำที่สกรีนด้วยข้อความสีเขียวว่า "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" กางเกงขาสั้นสีดำ และมิลืมคว้ารองเท้าผ้าใบคู่เก่ง ยี่ห้อไนกี้ (Nike) เบอร์ 13 มาสวมใส่ ด้วยเพราะมีนัดหมายกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เพื่อนชัชชาติ" ออกวิ่งที่สวนสาธารณะซึ่งเขาระบุว่าเป็นหัวใจเมือง ตระเวนไปตามทางเท้ารอบกรุง พบปะผู้คนหลากหลายอาชีพ ทำให้เขาได้ออกกำลังกายพร้อมกับเอาตัวเองไปสำรวจปัญหาจริงของคนเดินถนน ภายใต้สมมติฐานที่ว่า "ทางวิ่งได้ = ทางเดินดี"

ข้อสรุปของทีมเพื่อนชัชชาติคือ ปัญหาของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถออกแบบนโยบายเดียวเพื่อใช้กับทุกเขตได้ กลายเป็นที่มาของข้อเสนอ 200 นโยบาย เพื่อสร้าง "เมือง 9 ดี" ไม่มีสิ่งแรกที่จะทำหากได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ แต่มีหลากหลายสิ่งที่เขาบอกว่าต้องทำทันทีและทำไปพร้อม ๆ กัน

แม้เป็นอดีตวิศวกร แต่เมื่ออาสามาทำงานเมือง ชัชชาติบอกว่าต้องถอดแว่นวิศวกรออก เพื่อไม่ให้มองเห็นแต่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์)

เขาเปรียบเปรยเมืองหลวงของประเทศไทยเป็น "ร่างกายคน" และเรียกขานปัญหาในภาพรวมที่ถูกแก้ไขด้วยเมกะโปรเจกต์จากส่วนกลาง เป็น "เส้นเลือดใหญ่" ส่วนปัญหาใกล้บ้าน-ใกล้ตัวคือ "เส้นเลือดฝอย" ซึ่งกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และอย่างหลังนี้เองที่ชัชชาติให้ความสำคัญโดยชี้ว่าเป็นหัวใจที่จะทำให้คนเข้มแข็งได้

"เราพูดถึงรถเมล์ รถไฟฟ้า อย่าลืมทางเท้า มอเตอร์ไซด์รับจ้าง สุดท้าย last mile (สุดปลายทาง) ที่เข้าบ้าน เราเหนื่อยใช่ไหม หรือระบบระบายน้ำ เรามีอุโมงค์หลายหมื่นล้านเลยนะ เส้นเลือดใหญ่ แต่น้ำไปไม่ถึงอุโมงค์ เพราะว่ามันตันอยู่หน้าบ้าน"

"การพัฒนาเส้นเลือดฝอยมันอาจจะไม่เซ็กซี่มากนะ เพราะว่ามันไม่ใช่เมกะโปรเจกต์ แต่มันเป็นเรื่องละเอียดที่ลงทุนไม่เยอะ แต่ได้ผลมาก และผมเชื่อว่าอันนี้คือจุดที่จะเติมเต็มกับเส้นเลือดใหญ่ ดังนั้นไม่ใช่ว่าเราจะละทิ้งเส้นเลือดใหญ่ แต่เราต้องเติมเต็มทั้งระบบ มันก็จะแข็งแรงขึ้น"

ท่ามกลางสารพันปัญหารุมเร้าร่างกายที่ชื่อกรุงเทพฯ ชัชชาติมักมองหาความสวยงามที่แทรกซึมอยู่ เพราะเชื่อว่า "สิ่งเล็ก ๆ ที่มีสามารถปรับปรุงเป็นสิ่งดี ๆ ให้แก่เมืองได้... ชีวิตมันก็อยู่ที่รายละเอียดที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้"

จากเข้าการเมืองด้วยอุบัติเหตุ สู่ทางที่เลือกเอง

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ชัชชาติเข้าสู่การเมืองระดับชาติในฐานะ รมช. และ รมว.คมนาคม ซึ่งเขาบอกว่า "มาแบบอุบัติเหตุ" และ "ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด" นอกจากนี้ยังถูกหยิบชื่อไปใส่เป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้ง 2562

แต่วันนี้ชัชชาติขอออกแบบชีวิตเอง เลือกลงสู่สนามการเมืองท้องถิ่นในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ โดยให้เหตุผลว่า "คนเบื่อความขัดแย้งทางการเมือง"

ในวันเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือผู้ต่อสายตรงส่งเทียบเชิญให้ชัชชาติเข้าร่วมวงฝ่ายบริหารประเทศ

ในวันร่วงหล่นจากอำนาจ ชัชชาติอยู่ในวงเจรจาเจ็ดฝ่ายเพื่อหาทางออกให้ประเทศที่สโมรทหารบก ถ.วิภาวดี-รังสิต อยู่ในนาทีที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ประกาศยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. 2557 จึงถูกเชิญตัวไปอยู่ในค่ายทหารหนึ่งสัปดาห์เต็ม

ในวันลาจากพรรคเพื่อไทย ชัชชาติจึงมิลืมโทรไปบอกกล่าวอดีตนายกฯ หญิงที่หนีคดีไปใช้ชีวิตในต่างแดน

แม้ผ่านมาหลายปี แต่ชัชชาติเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองใหญ่ยังคงอยู่ การกระโจนลงสู่สนามท้องถิ่น จึงทำให้เขาไม่ต้องอยู่ในแนวปะทะ-ถกเถียงเรื่องปรัชญาการเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญมากนัก

"คนเรามีการคิดสองแบบคือ ใช้อารมณ์ กับใช้เหตุผล แต่การเมืองส่วนใหญ่จะเน้นการใช้อารมณ์เพราะมันลงทุนถูกอะ แล้วปลุกเร้าให้คนเกลียดกัน ให้รักกัน มันไม่ต้องลงทุนมาก แล้วมันติดนาน ถ้าเราเกลียดใคร เราเกลียดตลอด แต่ถ้าใช้เหตุผลนี่เหนื่อย เรื่องนี้ก็ต้องใช้เหตุผล ดังนั้นที่ผ่านมา ผมว่าการเมืองไปปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกเยอะ ชีวิตก็มี binary ศูนย์หรือหนึ่ง ขาวหรือดำ ผมก็ไม่รู้สึกว่าที่ผ่านมาการเมืองใหญ่ ความขัดแย้งมันจะน้อยลงนะ ผมว่าเราก็ยังปลุกเร้าความโกรธความเกลียดชังอะไรอยู่อย่างนี้ ก็ยังดีใจนะที่เราลงมาท้องถิ่น เพราะสุดท้ายวันทั้งวันเราไม่ได้คิดเรื่องความขัดแย้ง เราคิดเรื่องการหาทางออกแก้ปัญหา" ชัชชาติระบุ

ไร้พรรค แต่มีเพื่อน

เขาเชื่อว่าการเป็นผู้สมัครอิสระ ทำให้ผู้คนอยากมาร่วมคิด-ร่วมทำ-ร่วมนำเสนอความเห็นมากขึ้น

"คนที่มาช่วยเราหลายร้อยคน ผมก็ไม่เคยรู้ว่าเขาชอบพรรคไหนนะ แล้วก็ไม่เคยสนใจด้วย ขอแค่ว่าเฮ้ย ไอเดียคุณคืออะไร ปัญหาคุณคืออะไร เลือกผมไม่เลือกไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยมาช่วยกันคิดนโยบาย"

ไม่มีพรรคต้นสังกัดคอยกำกับ-จำกัดกรอบความคิด มีเพียงอาสาสมัครหญิง-ชายเกือบหมื่นคนที่พร้อม "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" ในนามกลุ่ม "เพื่อนชัชชาติ" โดยที่คนเหล่านี้จะไม่แปรสถานะเป็นผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ตามคำยืนยันของชัชชาติ

"ผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำงานกับทุกคนได้ เพราะโอกาสที่เราจะไม่ได้เสียงส่วนใหญ่มีแน่นอนถึงแม้จะส่ง ส.ก. และเท่าที่ดูก็มีแคนดิเดตดี ๆ ในหลายพรรคอยู่แล้ว ส่งไป เราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และเราก็ไม่สามารถไปคัดเลือกได้ทุกเขต ผมว่าเราก็ต้องทำงานกับทุกคนให้ได้ ทีมงานสรุปว่าเป็นอย่างนี้ดีกว่า" ชัชชาติแจกแจง

อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าจุดอ่อนของการไม่สังกัดพรรคคือ ไม่มีฐานเสียง ไม่มีเครือข่ายระดับรากหญ้า ทำให้ชาวชุมชนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในโลกออนกราวนด์ไม่รู้จักชายผู้เป็นทั้งเน็ตไอดอลและสารพัดมีมในโลกออนไลน์ กลยุทธ์ของชัชชาติจึงอยู่ที่การขอเป็นพันธมิตรกับทุกคน

ก่อนลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตบางบอน ชัชชาติจึงมิลืมขอคำแนะนำจากนักการเมืองเจ้าของพื้นที่อย่าง วัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย และอดีตที่ปรึกษา รมช.คมนาคม (ชัชชาติ)

"ก็เคยทำงานด้วยกัน วันเขาก็เพื่อนเราอะ ก็บอกว่าเฮ้ย ผมจะลงบางบอน คุณมีอะไรแนะนำไหม ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่ต่างตอบแทนการเมือง แต่ว่าเป็นเพื่อนกันไง วิธีคิดคือไม่ใช่ว่าต้องเป็นศัตรูกับทุกคน เพราะงั้นใครมาช่วยเรา เราก็ยินดี"

บทสนทนา และน้ำตาของแม่

สถานะเก่า-นายเก่า-เพื่อนเก่า ทำให้ว่าที่ผู้สมัครอิสระถูกตั้งคำถามเรื่องความไม่เป็นอิสระจากต้นสังกัดเก่า โดยเฉพาะเมื่อพรรคอันดับหนึ่งในสภาที่มี ส.ส.กทม. 10 คน ประกาศงดส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่พร้อม "สนับสนุนผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตย"

"เฮ้ย เป็นเพื่อไทยนี่หว่า มาโกหกอะไร" อดีตรัฐมนตรีสังกัดพรรคเพื่อไทยยกตัวอย่างบางคำถามที่มีคนโยนใส่เขา

ทุกความคลางแคลงใจที่เกิดขึ้นในสังคมการเมือง ทำให้ชัชชาติต้องอธิบายเรื่องนี้ซ้ำอยู่หลายครั้ง และน่าจะเป็นสิ่งรบกวนสมาธิและจิตใจของเขาตามสมควร ถึงขั้นเก็บไประบายให้มารดาอย่าง จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ ฟัง

ชัชชาติ: แม่ คนเขาไม่ค่อยเชื่อเลยอะ มีคนถามเสมอเลยว่าอิสระจริงหรือเปล่า

แม่: ก็ทำดีที่สุด เขาเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ จบ

ชายวัย 55 ปี ซึ่งเป็นแฝดผู้น้องของ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำจำกัดความมารดาของตัวเองไว้ว่า มีแนวคิดอนุรักษนิยม ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย และเคยร่ำไห้อย่างน้อยสองครั้งเมื่อชีวิตของบุตรชายต้องพลิกผันจากเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีตำแหน่งทางวิชาการนำหน้านามว่า รองศาสตราจารย์ ดร. สู่การทำงานการเมืองภายใต้สังกัดพรรคเพื่อไทย

"ตอนผมไปเป็น รมช.คมนาคม ไปบอกคุณแม่ คุณแม่ร้องไห้เลย บอกอย่าไป ๆ คุณแม่บอกว่าเดี๋ยวจะติดคุก กลัวติดคุก แต่ว่าพอเราตัดสินใจ มีโอกาสมาแล้วก็อยากลองทำดู แม่เขาก็สนับสนุนตลอดนะ จำได้เลยว่าตอนนั้นพอปฏิวัติ ก็โดนไปขังอยู่เจ็ดวันในค่ายทหาร พอเจ็ดวัน เขาก็เอามาส่งที่บ้าน แม่ยืนคอยอยู่หน้าบ้าน ก็มาร้องไห้อีกหนหนึ่ง บอกว่าแม่บอกแล้วว่าจะติดคุก แม่มาดุอีก ก็ขำ ๆ ครับ สุดท้ายก็นี่ล่ะครับฟังคนที่รักเราจริง ๆ"

เมื่อสิ้นสุดพันธะกับพรรคเพื่อไทย มารดาของชัชชาติจึงประกาศพร้อมเป็น "หัวคะแนน" ให้แก่เขา อีกทั้งยังสวมบท "เมนเทอร์ส่วนตัว" คอยติดตามการออกสื่อของชัชชาติ ก่อนโทรศัพท์ไปให้คำแนะนำ

"วันนี้พูดเร็วไป พูดช้า ๆ หน่อย เพื่อนแม่ฟังไม่ทันเลย ก็น่ารักดีครับ... ว่าแต่ผมพูดไวไปหรือเปล่า เดี๋ยวแม่ดุอีก" ชัชชาตินำคำบุพการีมาถ่ายทอด พลางอมยิ้มที่มุมปาก

"มองไปไกล แต่เท้าต้องอยู่ที่ปัจจุบัน"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแยกตัวเป็นอิสระของชัชชาติ ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเสียโอกาสสำคัญทางการเมืองในการหยั่งกระแสนิยมของพรรค และทดสอบแคมเปญหาเสียงก่อนมีการเลือกตั้งทั่วไป

"คือเรตติ้งก็ทำโพลเอาก็ได้นะ.. คือผมว่าทุกคนก็ต้องรับผิดชอบตัวเองอะ ผมเองก็ไปคิดแทนคนอื่นไม่ได้ ผมว่าเราก็เลือกมาทางนี้แล้วล่ะ แล้วก็ประกาศมาตั้งสองปีครึ่งแล้ว ตอนประกาศก็ยังโดนหลายคนออกมาต่อว่าเลยนะว่าทิ้งพรรค ลืมแล้วหรือว่ามาได้เพราะใคร เราก็น้อมรับทุกความเห็นนะ เพราะทุกคนก็มีสิทธิคิดแตกต่างกัน อันนั้นก็ไม่ได้ไปก้าวล่วงเขาว่าปัญหาคืออะไร"

ทุกผู้คนที่ผ่านพบ ทุกการเดินทางบนถนนสายการเมืองที่ผ่านมา ชัชชาติยอมรับและไม่คิดปกปิดอดีต

"ถ้าไม่มีเพื่อไทย ก็ไม่มีชัชชาติที่อยู่การเมืองวันนี้ ผมก็คงเป็นอาจารย์ หรือทำธุรกิจอยู่ ผมว่าก็ยอมรับกับมันน่ะ อย่าไปปฏิเสธ ถ้าคนจะไม่เลือกเราเพราะเหตุผลนี้ก็โอเค แฟร์ (ยุติธรรม) ครับ ผมว่าเป็นสิ่งที่รับได้อยู่แล้ว"

ทว่าเขาขออยู่กับปัจจุบันให้มาก ตระหนักเสมอว่ายืนอยู่จุดไหน และมิลืมตั้งเป้าหมายในอนาคต "มันต้องเริ่มจากปัจจุบันแล้วค่อย ๆ ขยับมา ต้องมองไปไกล แต่เท้าต้องอยู่ที่ปัจจุบัน"

ท้ายที่สุดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หนนี้ น่าจะเป็นการลงสู่สนามเมืองครั้งสุดท้ายในชีวิตของชายชื่อชัชชาติ ตามที่เขาเคยลั่นวาจาเอาไว้หลายกรรมหลายวาระว่าถ้าจบแค่นี้ ก็ต้องมูฟออนไปที่อื่น ไม่ทำการเมืองใหญ่แล้ว

สิ่งที่ชัชชาติพร่ำบอกเพื่อนร่วมทาง-คนร่วมทีมในปัจจุบันอยู่เสมอคือ "ทำงานให้สนุก" โดยมี "ความไว้วางใจ" จากประชาชนเป็นเครื่องตัดสินอนาคตทางการเมืองของเขาว่าจะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้เมื่อวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มาถึง

7 คำถามไว ที่ชัชชาติตอบให้

1. สิ่งที่ต่างกันที่สุดระหว่างฝาแฝด ชัชชาติ-ฉันชาย: ชื่อ

2. เรื่องยากสุดในชีวิตที่ชัชชาติทำได้สำเร็จ: ทำให้ลูกพูดได้

3. เหตุการณ์ที่ทำให้เสียน้ำตาครั้งล่าสุด: เจอคุณยายอายุ 91 ที่ริมคลองฝั่งธนบุรี โดยยายจำชัชชาติได้ แล้วบอกว่าคิดถึง

4. ประสบการณ์จำไม่รู้ลืมในช่วงทำงานการเมือง: โดนล้อมบ้าน

5. หนึ่งคำถามที่ถูกคนไม่รู้จักสอบถามมากที่สุด: เป็นหมอหรือเปล่า

6. หนึ่งส่วนในร่างกายที่คิดว่ายังไม่ฟิตแอนด์เฟิร์ม: รอบเอว

7. กีฬาสามชนิดที่สะท้อนภาพสังคมการเมืองไทยได้ดีที่สุด: ฟันดาบ ต่อยมวย และมวยปล้ำ เพราะ "มันแบบบู้ แล้วก็ไม่ค่อยเป็นทีม เว้นมวยปล้ำมีแท็กทีมแล้วไปสู้กับอีกฝั่งหนึ่งเพื่อเอาชนะ เอาเป็นเอาตาย"

หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565" และบทสัมภาษณ์ผู้สมัครรายอื่น ๆ ได้ทางยูทิวบ์ BBC News ไทย เราจะอัเดวิดีโอใหม่ ๆ ทุกวันศุกร์