เจอ แจก จบ โควิด: ติดเชื้อไม่มีอาการ รักษาแบบผู้ป่วยนอก ระบบใหม่ดูแลผู้ป่วย

ที่มาของภาพ, Thai news pix
1 มี.ค. 2565 วันแรกที่กระทรวงสาธารณสุขปรับแนวทางการรักษาและดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ใหม่ โดยบริการตรวจรักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบผู้ป่วยนอกสำหรับผู้สมัครใจ สำหรับกลุ่มที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย ไม่มีความเสี่ยง โดยให้ยารักษาตามอาการ
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงแนวทางดังกล่าว เมื่อ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเป็นแผนการบริหารจัดการให้โรคโควิด-19 เปลี่ยนจากการเป็นโรคระบาดใหญ่ (pandemic) เป็นโรคประจำถิ่น (endemic) เมื่อโรคลดความรุนแรงลง ไม่มีภาวะอันตราย และประชาชนก็มีภูมิต้านทานมากเพียงพอ จะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน หลังจากนี้
แนวทาง "เจอ แจก จบ" เป็นการรักษาดูแลผู้ป่วยโควิด เหมือนกับการรักษาผู้ป่วยนอกของโรคทั่วไป
แนวทางการรักษาแบบผู้ป่วยนอก "เจอ แจก จบ" แก่ผู้ป่วยโควิด เป็นแนวทางการรักษาระบบใหม่ ที่เพิ่มจากระบบการรับตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล (รวมฮอสปิเทลกับโรงพยาบาลคู่สัญญา) โรงพยาบาลสนาม การกักในชุมชน กักตัวที่บ้าน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
จากการให้ข้อมูลของนายแพทย์กระทรวงสาธารณสุข เมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ระบบการรักษาแบบกักตัวที่บ้าน และกักตัวในชุมชน จะยังคงมีใช้อยู่ แม้มีการเริ่มระบบการรักษา "เจอ แจก จบ" แบบผู้ป่วยนอก
มีประเด็นที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอยกเลิกสิทธิ UCEP หรือ Universal Coverage for Emergency Patients คือ สิทธิการรักษาตามนโยบายรัฐ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สามารถ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤต ทว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงกลาโหม สั่งการให้คงสิทธิการรักษาสิทธินี้ไว้ก่อน
ติดเชื้อโควิด เข้ารักษาแบบผู้ป่วยนอก "เจอ แจก จบ"
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายเหตุผลของการรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่เริ่มใช้ 1 มี.ค. ว่า ผู้ติดเชื้อโอมิครอน 90% ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง จึงมีการปรับรูปแบบการดูแลให้สอดคล้องกับสถานการณ์
หากมีอาการทางเดินหายใจหรือประวัติสัมผัสเสี่ยงสูง เมื่อตรวจ ATK ด้วยตนเอง หากผลเป็นบวก ปัจจุบันมีขั้นตอนการเข้าระบบการรักษา ดังนี้
- โทรสายด่วนเบอร์ 1330 สายด่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดย นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า จะมีการเพิ่ม Robot Screening ช่วยคัดกรอง
- ไปรับบริการที่คลินิกทางเดินหายใจ (ARI Clinic) หรือคลินิกสงสัยผู้ติดเชื้อ (PUI) ที่มีในทุกโรงพยาบาล
- หากมีภาวะเสี่ยง ให้โทรติดต่อโรงพยาบาลที่มีสิทธิการรักษาเพื่อประเมิน ภาวะเสี่ยงได้แก่ เป็นกลุ่ม 608 มีโรคประจำตัวเสี่ยงสูงเรื้อรัง หรือตั้งครรภ์ โดยอาการที่ติดเชื้อโควิดต้องมีอาการไม่มาก จะให้เข้าระบบการกักตัวที่บ้าน ชุมชน กักตัวที่โรงแรม และฮอสปิเทล แต่หากมีภาวะเสี่ยงและอาการรุนแรงจะส่งรับการรักษาในโรงพยาบาล
จากทั้ง 3 ขั้นตอน เมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่า มีความพร้อมและไม่มีภาวะเสี่ยง สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวเองที่บ้าน โดยการเปิดเผยของปลัดกระทรวงสาธารณสุขก่อนหน้านี้ ระบุว่า แพทย์จะสั่งจ่ายยาตามระดับอาการของโรค ใน 3 สูตร ได้แก่ 1.ยาฟาวิพิราเวียร์ 2.ยาฟ้าทะลายโจร 3.ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ แก้ไอ ลดน้ำมูก
ผู้ป่วยนอก - กักตัวที่บ้าน ต่างกันอย่างไร
ตามคำอธิบายอธิบดีกรมการแพทย์ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ระบุว่า การรักษาแบบผู้ป่วยนอก แม้จะคล้ายกับระบบการรักษาแบบกักตัวที่บ้าน (HI) แต่การรักษาแบบผู้ป่วยนอก ไม่มีอุปกรณ์ตรวจประเมินและอาหารให้ เนื่องจากไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม จะโทรติดตามอาการครั้งเดียวเมื่อครบ 48 ชั่วโมง
ส่วนการรักษาระบบ HI มีการแยกกักตัวที่บ้าน จ่ายยาตามอาการ โทรติดตามอาการ โดย HI จะโทรติดตามทุกวัน และมีอุปกรณ์ตรวจประเมินให้ เช่น ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด รวมถึงอาหาร
ทั้งนี้ ทุกรูปแบบจะมีช่องทางให้ประชาชนสามารถติดต่อกลับได้ และมีระบบส่งต่อเมื่ออาการแย่ลง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้ป่วยนอก "เจอ จ่าย จบ" จะได้รับยาอะไรบ้าง
แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุง 1 มีนาคม 2565 ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข ระบุเกี่ยวกับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือสบายดี ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก ดังนี้
- แยกกักตัวที่บ้าน หรือสถานที่รัฐจัดให้ตามความเหมาะสม
- ให้ดูแลรักษาตามอาการตามดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ให้ยาต้านไวรัส เช่น ฟาวิพิราเวียร์ เนื่องจากส่วนมากหายเองได้
- อาจพิจารณาให้ยาฟ้าทะลายโจรตามดุลยพินิจของแพทย์
- ไม่ให้ยาฟ้าทะลายโจรร่วมกับยาต้านไวรัส เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงจากยา
ด้าน นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานคณะทำงานด้านการรักษาพยาบาลและป้องกันโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กล่าวว่า แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย การดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด 19 มีการปรับปรุงมาเป็นระยะตามข้อมูลทางวิชาการที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันเป็นฉบับที่ 20 แบ่งการรักษาผู้ติดเชื้อเข้าข่ายที่มีผลตรวจ ATK เป็นบวก 4 กลุ่ม ได้แก่
1.ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก กลุ่มนี้จะหายเองได้ ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอกโดยแยกกักตัวที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องให้ยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อลดความเสี่ยงรับผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และกระทบต่อตัวอ่อนในครรภ์
2.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง/ไม่มีโรคร่วมสำคัญ แพทย์จะพิจารณาว่าจะให้ยาฟาวิพิราเวียร์หรือไม่ หากกำลังใช้ฟ้าทะลายโจรจะต้องหยุดฟ้าทะลายโจรก่อน
3.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบ
4.ผู้ป่วยที่มีโรครุนแรงมาก สองกลุ่มนี้แพทย์จะพิจารณารับการรักษาในโรงพยาบาล และพิจารณาให้ยารักษาที่มียาชนิดตามความเหมาะสม
แพทย์ชนบท ชี้ข้อพึงระวัง การใช้แนวทาง "เจอ แจก จบ"
ด้านชมรมแพทย์ชนบท ชี้ว่า เห็นด้วยกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขสำหรับแนวคิดเรื่อง "เจอ แจก จบ" และการจ่ายยาเป็น 3 ระดับ โดยเห็นว่าสอดคล้องกับการอยู่ร่วมกับโควิด ลดภาระของสถานบริการ ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องใช้งบจากเงินกู้ รวมทั้ง เป็นอีกแนวทางที่สอดรับการระบาดของเชื้อโอไมครอนที่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่แนะว่ากระทรวงสาธารณสุขสื่อสารให้ชัดเจนว่า นี่เป็นแนวทางเลือกใหม่ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิดแบบผู้ป่วยนอก ไม่ใช่แนวทางหลักแนวทางเดียว
อย่างไรก็ตาม แพทย์ชนบท ได้แสดงข้อห่วงกังวลว่า แนวนี้อาจทำให้เกิดการหย่อนมาตรการควบคุมโรค เพราะการอนุญาตให้กลับไปกักตัวเอง เสมือนกับโรคหวัดทั่วไป อาจมีการหย่อนความจริงจังในการกักตัว หรือข้อจำกัดเรื่องที่พัก ดังนั้น ในพื้นที่ระบาดน้อย อาจต้องใช้การกักตัวในชุมชน หรือบ้าน ที่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขดูแล ซึ่งจะช่วยลดการระบาดได้มากกว่าการใช้แนวทาง "เจอ แจก จบ"
นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ระดับบนไม่ควรผลักภาระให้กับ รพ. เนื่องจากการรักษาแบบผู้ป่วยนอก รพ.จะต้องใช้งบจัดสรรรายหัวตามสิทธิหลักประกันสุขภาพของกองทุนผู้ป่วยนอกของ รพ. แต่ค่าใช้จ่ายอื่นอันเกี่ยวเนื่อง อาจกลายเป็นภาระด้านงบประมาณ
อีกทั้งควรยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการควบคุมโรคโควิดได้แล้ว เพราะหมดความจำเป็นแล้ว และถอดโรคโควิดจากการเป็นโรคติดต่ออันตราย
คปภ.สั่งบริษัทประกันต้องรับเคลมประกันโควิดทั้งผู้ป่วยใน รพ. และฮอสปิเทล
ด้านการชดเชยผู้ประกันตนที่ซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่ผู้เอาประกันร้องเรียนถึง "ความไม่เป็นธรรม" หลัง สมาคมประกันชีวิตไทยออกข้อปฏิบัติ "เคลมประกันโควิด-19" เริ่มใช้ไปเมื่อ15 ก.พ. ล่าสุดคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้หารือกับผู้เกี่ยวข้อง และปรับเงื่อนไขเหล่านี้
เดิม ข้อปฏิบัติที่เริ่มใช้ไปเมื่อ15 ก.พ. สมาคมประกันชีวิตไทยระบุว่าการเคลมประกันโควิดใหม่จะจ่ายชดเชยให้กับผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 1 ใน 5 เกณฑ์ เช่น ต้องมีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง และไม่จ่ายชดเชยสำหรับการกักรักษาตัวที่บ้าน
ต่อมาเมื่อ 26 ก.พ. ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า มีการตีความและมีข้อถกเถียงกันเป็นวงกว้าง ตลอดจนโรงพยาบาลเอกชนได้มีการปฏิเสธรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด หากไม่เข้าตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าบริษัทประกันภัยจะปฏิเสธการจ่ายสินไหมทดแทน จึงได้มีการประชุมหารือกันระหว่างหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย
ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า หากมีการเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล หรือฮอสปิเทลแล้ว บริษัทประกันภัยจะต้องให้ความคุ้มครอง เพราะถือว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์และเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ และเป็นกรณีที่สอดคล้องกับเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว
ส่วนประเด็นเรื่องค่าชดเชยรายวันในกรณีกักตัวในรูปแบบกักตัวที่บ้าน ชุมชน และโรงแรม ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งมีความเห็นให้ขยายความนิยามของผู้ป่วยใน จึงไม่ตรงกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ ส่วนนี้ได้ข้อยุติว่าให้อนุโลมจ่ายในกรณีจำเป็น ซึ่งจะเร่งหารือในรายละเอียดโดยเร็ว









